จาก ‘กุน’ สู่ ‘เอแดร์สัน’ และความเป็น ‘เป๊ป กวาร์ดิโอลา’

20 August 2019
700 VIEWS

ปิดฉากสัปดาห์ที่ 2 พรีเมียร์ลีกคู่สำคัญที่สุดด้วยชัยชนะไม่เป็นของ “แชมป์เก่า” แมนฯซิตี้ ซึ่งพลาดทำแต้มหล่น (แม้จะไม่แพ้) เป็นครั้งแรกในบ้านนับจากเดือนธันวาคม 2018

ผลเสมอ 2-2 ทำให้ได้เห็นอะไรหลายอย่างจากกลยุทธ์ และแท็คติกส์ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่เหนือสิ่งอื่นใดที่สุด คือ ความยอดเยี่ยมราวกับว่าจะหาใครชนะพวกเค้าได้ แม้ไก่เดือยทอง สเปอร์ส จะทำได้ดีถึงขึ้นเก็บ 1 แต้มได้ก็ตามที แต่ “สถิติ” ต่าง ๆ และรูปเกมบ่งบอกชัดเจนถึงความไร้เทียมทานของ แมนฯซิตี้ ที่สุดท้ายถูกหยุดด้วย VAR อีกครั้ง!?

หรือก็เพราะจังหวะเป็นใจ บวกกับความยอดเยี่ยมเช่นกันของสเปอร์ส และเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

โดยตลอด 90 นาทีมี “โมเมนท์” งาม ๆ มากมาย เอาแค่ลูกครอสส์จาก เควิน เดอ บรอย 10 กว่าครั้งก็ซี๊ดซ๊าดได้ไม่หยุดแล้ว แต่ผมเก็บ 2 ประเด็นจาก “หัวหอก” คนหน้าสุด และ “นายด่าน” ท้ายสุดมาฝากกันดังนี้…

“กุน” กับความเป็น “คลาสสิค สไตรเกอร์”

ภาพตอนเปลี่ยนตัว กุน อเกวโร่ ออกจากสนามสลับดอกกับ เฆซุส นาทีที่ 66 โดยได้เห็น เป๊ป กวาร์ดิโอลา อาละวาดใส่นักเตะคนสำคัญของตนเองโทษฐานทำ “ผิด job” อะไรสักอย่างในสนาม กลายเป็นหัวข้อ “โจษจัน” ไปทั่วโลก

นึกไม่ออกเหมือนกันว่า หาก มิเกล อาร์เตต้า ผู้ช่วย “เป๊ป” ไม่เข้าไปห้ามศึก เหตุการณ์จะบานปลายเป็นภาพ “น่าเกลียด” น่าชังไปขนาดไหน

อย่างไรก็ดีครับ ทันทีที่ เฆซุส ทำประตูที่ดูเหมือนจะเป็นชัยชนะ 3-2 ให้ทีมแชมป์เก่าได้ช่วงทดเจ็บ ภาพก็ตัดกลับมาที่ กุน โอบกอด และพูดคุยกับดี ๆ กับ “เป๊ป” นัยว่า จบประเด็นบาดหมาง

แต่ไม่มีใครทราบว่า หลังประตูถูก “ยกเลิก” โดย VAR ทั้ง 2 คนจะเอาอย่างไรกันต่อไป?

มีการแซวกันขำ ๆ ว่า คงกลับไปทะเลาะกันอีก!

แต่ก็คงไม่ใช่หรอกครับ มืออาชีพด้วยกัน จบ แล้วก็คือ “จบ”

บทเรียนจากเรื่องนี้ คือ ไม่ว่า “โค้ช” หรือ “ผู้เล่น” ควรจะใจเย็น ๆ กันก่อน และไปคุยหารือกันภายหลังตอนอารมณ์คุกรุ่นของเกมจางหายไปแล้ว

บางทีการได้ไปดู “ภาพช้า” หรือรับชมไฮไลต์อีกสักรอบ สองรอบ ความคิดของ “เป๊ป” ต่อเหตุการณ์อันนำสู่ความคิดของเขาอาจเปลี่ยนไป

จังหวะนั้น เดอ บรอย ตามติดด้วย โรดรี้ ยืนคุมอยู่เสาแรกอยู่แล้ว จังหวะโหม่งของ ลูคัสก็มี วอล์คเกอร์ ที่รูปร่างไม่ได้เป็นรองตามอยู่

กุน ยืนห่างจากเส้น 18 หลาประมาณ 2-3 หลาเพื่อเตรียมเล่นโต้กลับจากบอลคอร์เนอร์ in-swing ด้วยซ้ายของ ลาเมล่า อาจไม่ได้ผิด เพราะในกรอบรวมตัวเค้าก็มีนักเตะซิตี้อยู่ครบ 11 คนอยู่แล้ว

ก็ขอฝากไว้ประมาณนี้นะครับว่า รอก่อน! และไปดู VDO ให้มั่นใจก่อนจะพูดจาอะไรกัน

ส่วน “ประเด็น” ที่อยากให้จดจำของ กุน ในนัดนี้มากกว่า คือ จังหวะทำประตูนาทีที่ 35 ของดาวเตะอาร์เจนไตน์ที่พูดได้คำเดียวว่า “คลาสสิค” เป็นที่สุดสำหรับการเป็นสุดยอดดาวซัลโว และจังหวะเข้าฮอร์ส

เบื้องต้นต้องชมมิดฟิลด์ตัวรุก เดวิน เดอ บรอย ที่หาพื้นที่หลังแบ็คฝั่งขวาของสนาม หรือหลัง แดนนี่ โรส ได้ดี โดยไม่เห็นแววของ แฮร์รี วิงค์ อยู่ใกล้ ๆ

ดาวเตะเบลเยียม และกัปตันทีมเรือใบ รับบอลจาก แบร์นาโด ซิลวา (สถานการณ์ 3v3 – วอล์คเกอร์, ซิลวา และเดอ บรอย vs โรสส์, เอริคเซ่น และวิงค์) ก่อนปาดบอลเรียดทันทีเข้าสู่กรอบ 6 หลา และที่นั่นมี กุน พุ่งเข้ามานำหน้า โทบี้ อัลเดอไวเรลด์ ประมาณ 1 ก้าว

ไม่ใช่ว่า กุน วิ่งเร็วกว่ามากมาย หรือมีสัญชาตญาณพิเศษใด ๆ ที่ “หักล้าง” เอาชนะได้ชัดเจนกับสัญชาตญาณในเกมรับของอัลเดอไวเรลด์

ทว่า ข้อแตกต่าง คือ จังหวะก่อนพุ่งไปชาร์จบอลเสาแรก และสัมผัสบาง ๆ ด้วยน้ำหนักครึ่งหนึ่งของพลังเท้าจนบอลไหลเสียบตาข่ายสวยงาม (ต่างจากลูก แดนนี่ อิงค์ ที่ใช้พลังเต็มเหนี่ยวจนหวดโดนไม่เต็มเท้า และบอลผ่านเสาสองออกไปชวดโอกาสเสมอ 2-2 กับลิเวอร์พูล) เป็น “ทริค” ที่กุน แอบยืนด้านหลัง แต่ตำแหน่งล้ำหน้าอัลเดอไวเรลด์ขึ้นมา 1 ลำตัว แต่ไม่ล้ำหน้า เพราะไม่ได้อยู่ในเฟสแรกที่เกี่ยวกับบอล (บอลไหลไปอยู่กับ เดอ บรอย)

เท่านั้นยังไม่พอ อีก “ทริค” ของ กุน คือ การบล็อก อัลเดอไวเรลด์ ในจังหวะจะพุ่งจากบริเวณกรอบเขตโทษแซงมาจากด้านหลังเพื่อเข้าฮอร์ส อันทำให้ได้เปรียบในการออกตัวได้เร็วกว่า และถึงจุดนัดพบก่อน และได้เหลี่ยมอยู่ด้านหน้ากองหลังเลือดเบลเยียมที่เสียจังหวะแบบสบาย ๆ

ทั้งหมด ฟังดูเหมือนง่ายดายนะครับ แต่ กุน อเกวโร่ จัดการดอกนี้จนได้ “ผลลัพธ์” งดงาม ด้วยแท็คติกส์วิธีที่เหนือชั้นขั้นเทพ “เวิลด์คลาส” กองหน้าจริง ๆ

เอแดร์สัน กับบทบาทเพลย์เมคเกอร์จากนายทวาร

ถัดจาก false 9 ที่เคยริเริ่มใช้กับ ลิโอเนล เมสซี่ ยุคบาร์เซโลน่า มาถึงรูปแบบวิธี Inverted Full back กับ ฟาเบียน เดล์ฟ ที่ได้เห็นแบ็คหุบเข้ากลางมาเพิ่มจำนวนในแดนกลาง ล่าสุด คือ การใช้ผู้รักษาประตูเป็นนักเตะคนที่ 3 “เซ็ตบอล” จากแดนหลัง

กล่าวได้เลยว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา คือ นักคิดผู้ริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมในเกมลูกหนังขึ้นมาครั้ง!

ครับ ผลการแข่งขันไม่ต้องพูดถึง และกฎใหม่ที่ให้ผู้เล่นเข้ากรอบเขตโทษไปรับบอลโดยตรงจากผู้รักษาประตูก็คือเรื่องหนึ่ง และอาจเป็นต้นเรื่องของวันนี้

เพราะกฎใหม่ทำให้ได้เห็นการออก “บอลแรก” ในกรอบเขตโทษโดยมีนายทวารเป็นศูนย์กลางร่วมกับเซนเตอร์ฮาล์ฟ 2 คนที่จะยืนคนละฝั่ง (ส่วนใหญ่ทำแบบนั้น)

เราจึงได้เห็น ความพยายามออกบอลสั้น และ build up เกมจากแดนหลังมากขึ้น และได้เห็นผู้รักษาประตูยิ่งต้องมีส่วนกับการใช้เท้า และสร้างเกมมากขึ้น

แต่เดิมก็มากอยู่แล้วหลังกฎห้ามใช้มือจากบอล “คืนหลัง” และตามเทรนด์การเล่นบอลสั้นออกบอลแรกจากแนวรับ

ทว่า พอปรับกฎฤดูกาลนี้ บทบาทผู้รักษาประตูยิ่งมากขึ้น แต่ก็ไม่มีใคร หรือทีมใดก้าวไปสู่ “ดีกรี” ขีดสุดขนาด เป๊ป และแมนฯซิตี้

ผมเคยพูดถึง เคลาดิโอ บราโว ในคอมมิวนิตี้ ชิลด์ กับลิเวอร์พูล ที่ก้าวมานอกเขตโทษออกบอลทะแยงมุมยาวหลังแบ็คโจมตีหงส์แดงมาแล้ว

วันนี้กับภาพที่แปะมาจาก “ทรูวิชั่นส์” ช่องทรูพรีเมียร์ซอคเกอร์ เราคงได้เห็นว่า เอแดร์สัน ก้าวออกมาเกิน 5 หลาในการร่วม “เซ็ตบอล” กับโอตาเมนดี้ และลาปอร์ต

หน้าที่นี้เดิมจะเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ เช่น ฟาบินโญ่ ของลิเวอร์พูล, แม็คโทมิเนย์ (แมนฯยูฯ), จอร์จินโญ่ (เชลซี) ฯลฯ

แต่แท็คติกส์ของ “เป๊ป” เท่ากับเพิ่มจำนวนคนเล่นบอล outfield เข้ามาเสมือนใช้ power play ของเกมฟุตซอล

แน่นอนครับ ผู้รักษาประตูต้องใช้เท้า “ขั้นเทพ” จริง ๆ และในโลกนี้อันดับ 1 และ 2 ดูเหมือนจะอยู่กับแมนฯซิตี้ ครับ