‘ทีมชาติ’ จะประชุมไปทำไม?

24 July 2019
243 VIEWS

เมื่อเช้าวันพุธที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมาตอน 10.30 ที่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้จัดให้มีการประชุมสำคัญใน “วาระ” เกี่ยวกับการเตรียมทัพช้างศึกไทยเกิดขึ้น และแน่นอนครับว่ามี มร.อากิระ นิชิโนะ เข้าร่วมด้วยในฐานะกุนซือทีมชาติไทยชุดใหญ่ และชุดยู-23 ปี

รายละเอียดการประชุมมีตามนี้นะครับ (ถ้าขี้เกียจอ่านให้กระโดดข้ามไปข้อ 6 ก่อนนะครับ):

1.วาระการประชุม

เพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมของทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดใหญ่ และรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ก่อนลงแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2, ฟุตบอลซีเกมส์ 2019 และฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 2020 รอบสุดท้าย

2.ผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย

พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พร้อมด้วย มร. การ์เลส โรมาโกชา ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคสมาคม ฯ, มร.อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลชาติไทย ชุดใหญ่ และ รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี, มร. เบนจามิน ตัน ที่ปรึกษาและผู้อำนวยการฝ่ายใบอนุญาตสโมสร, รศ.ดร. วิชิต คำนึงสุขเกษม ประธานกรรมการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารฟุตบอลทีมชาติไทย และตัวแทนสตาฟฟ์โค้ชทีมชาติไทย ร่วมหารือ

3.ท่านนายกฯ สมยศ

“สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่การทำหน้าที่โค้ชแต่ละชุดจะประสบความสำเร็จได้ คือความร่วมมือจากภายในองค์กรของเราเอง เราต้องช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกด้าน มีความเป็นกันเองสร้างความอบอุ่นให้กันและกัน เป็นข้อมูลที่ดีให้กับ อากิระ นิชิโนะ นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ”

“เราจึงจะมีการจัดประชุมหารือร่วมกันแบบนี้ทุกเดือนระหว่างสมาคมฯ โค้ชและสตาฟฟ์ทีมชาติทุกชุด เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้เรายังมี การ์เลส โรมาโกซา นั่งตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคสมาคมฯ ที่จะมีหน้าที่หลักในเรื่องของการวางแผนรวบรวมข้อมูล หรือเรียกได้ว่าเป็นคลังสมองให้กับโค้ชและทีมงาน ทุกคนต้องใช้ประโยชน์ในส่วนนี้ หากต้องการอะไรก็ให้บอกเขา เขาจะหามาให้ เขามีประสบการณ์ เขามีเครือข่ายที่มากกว่าเรา ต่อจากนี้คนที่ทำงานให้สมาคมฯ ทุกคนต้องเป็นทีมเดียวกัน”

4.กุนซือนิชิโนะ

“ผมมีความยินดีที่สมาคมฯ ไว้วางใจให้รับหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลชาติไทย ชุดใหญ่ และ รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ผมเองมีประสบการณ์คุมทีมชาติญี่ปุ่น ชุดโอลิมปิก ผ่านประสบการณ์ในฟุตบอลเจลีก 16 ปี และคุมทีมชาติญี่ปุ่น ไปแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซียมาแล้ว ผมมีประสบการณ์มากมายในญี่ปุ่น แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางมาทำงานนอกประเทศ ซึ่งถือเป็นงานที่ยาก และท้าทายสำหรับผม”

“ผมมาทำงานคนเดียว สิ่งสำคัญที่สุดคือผมต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ให้ช่วยสนับสนุนการทำงานทุกอย่างให้เป็นไปอย่างราบรื่น”

“ผมมาทำงานที่นี่ส่วนหนึ่งเพราะเห็นความตั้งใจจริง ของท่านนายกสมาคมฯ ที่ต้องการพัฒนาฟุตบอลไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป้าหมายแรกของผมคือพาทีมชาติไทยกลับไปเป็นทีมอันดับ 1 ของอาเซียน นี่คือก้าวแรก จากการที่ผมเดินทางไปชมการฝึกซ้อมของแต่ละสโมสร และเห็นการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้าไทยลีก ผมคิดว่าทีมชาติไทยสามารถก้าวไปถึงระดับโลกได้ในอนาคต ซึ่งผมจะพยายามผลักดันให้ทีมชาติไทยก้าวไปถึงจุดนั้นให้ได้”

5.โปรแกรมการทำงาน

ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดแรก ทีมชาติไทย จะลงสนามพบกับทีมชาติเวียดนาม ในวันที่ 5 กันยายน 2562 สนาม และเวลาแข่งขันจะมีการแจ้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐทีวี ช่อง 32

ส่วนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี จะลงป้องกันแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะแข่งขันเกมแรกวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ (ยังไม่ได้มีกำหนดการจับสลากแบ่งสาย และโปรแกรมแข่งขัน)

ขณะที่ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 2020 รอบสุดท้าย ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในระหว่างวันที่ 8-20 มกราคม ศกหน้า เพื่อคัดเอา 3 ทีมเข้าไปแข่งขันโอลิมปิกส์ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะใช้ 4 สนามแข่งขันสนามราชมังคลากีฬาสถาน, สนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต, สนามสมโภช 700 ปี เชียงใหม่ และสนามติณสูลานนท์ (ขอบคุณข้อมูลจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ)

6.มุมมองผมเอง

สิ่งแรกที่ต้องชมเชย คือ ฝ่ายสื่อสาร และประชาสัมพันธ์ของสมาคมฯ ที่นำเสนอข่าวการประชุมนี้ออกมาได้อย่างดีทั้งภาพ และข่าวอย่างรวดเร็ว หรือประมาณ 13.30 ของวันประชุม

มันแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส และทำให้แฟนบอล หรือเพื่อนผู้สื่อข่าวเองรับทราบความเคลื่อนไหวในส่วนสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานขององค์กรลูกหนังอันดับหนึ่งของประเทศ

แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพด้วยเช่นกัน

ลำดับถัดมา คือ คนนั่งหัวโต๊ะ หรือนายกฯสมยศ ที่สามารถตัดสินใจได้ และก็สรุปได้ดีว่า จะมีการร่วมมือกันทำงานในทุกภาคส่วน และจะประชุมกันทุกเดือน

แม้จะยังไม่ได้มีตัวแทนสโมสรต่าง ๆ เข้าด้วย แต่ก็ถือเป็นการประชุมภายในที่ดี และเสมือน “ต่อยอด” การทำงานอย่างรวดเร็วหลังการประกาศแต่งตั้งกุนซือชาวญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ขณะที่ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวอยู่แล้วว่า จะขอความร่วมมือกับสโมสรต่าง ๆ ในการหาวิธีจัดการเรื่องปล่อยตัวนักเตะ หรือกำหนดช่วงเวลาการแข่งขัน และหยุดพัก

ทั้งหลายทั้งปวง ให้ความรู้สึกที่ดีนะครับ

อย่างไรก็ดีในการประชุมครั้งนี้ที่ผมได้เห็นจากภาพข่าว “ตำแหน่งที่นั่ง” ดูไม่เหมาะสมนักในการประชุม

มร.นิชิโนะ กับระดับกุนซือทีมชาติควรจะอยู่ด้านขวา หรือซ้ายมือของท่านนายกฯสมยศ

คุณโรมาโกชา ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคสมาคมฯ ก็นั่งอีกฝั่ง เช่น หาก มร.นิชิโนะ นั่งซ้ายมือนายกฯสมยศ คุณโรมาโกซา ก็ควรนั่งทางขวาเป็นต้น

มันอาจละเอียดอ่อนไปเล็กน้อย แต่ก็ควรให้ความสำคัญ

ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุม (ที่ดี) นอกเหนือจากตำแหน่งที่นั่งที่สำคัญที่ผมอยากจะขออนุญาตกล่าวทิ้งไว้ก็คือ

1.คนนั่งหัวโต๊ะต้องตัดสินใจได้ และเข้าใจในบริบทการประชุม (วาระ) แบบชัดเจน

2.วาระควรชัดเจน กระชับ

3.มีการสรุปการประชุม และไทม์ไลน์ในการดำเนินงานที่ชัดเจนตามวาะ

4.ต้องสรุปรับทราบ บุคคลต่าง ๆ ที่จะรับผิดชอบงานตามวาระ

5.การประชุมไม่ควรยาวไป เช่น ครั้งนี้สักชั่วโมงเศษ ๆ หรือชั่วโมงครึ่งก็น่าจะพอ, ไม่เกิน 1 ชั่วโมงได้จะยิ่งดี เพราะเสียเวลาทำงานจริง ๆ

6.ผู้เข้าร่วมประชุมควรเกี่ยวข้องกับวาระ และมากันครบ เช่น ครั้งนี้อาจมีคำถามถึง “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล

7.กำหนดการประชุมในครั้งต่อไปควรจะมี เช่น เมื่อไหร่ในอีก 1 เดือนข้างหน้า และต้องไม่ลืม follow up หัวข้องานในครั้งนี้

8.คนที่ทำงานรายการประชุมก็ต้องเก่ง แม่นยำ ในการทำการสรุปการประชุม

ทั้งนี้ ผมเขียนเรื่องนี้ (ปรับได้กับทุกการประชุม และมีได้มากกว่า 8 ข้อ) ขึ้นมาจากข่าวสรุปการประชุมครั้งนี้ของสมาคมฯ กับ มร.นิชิโนะ ก็เพราะได้เรียนรู้บ่อย ๆ นะครับจากประสบการณ์สมัยทำงานประจำว่า การประชุม (บ้านเรา) บางทีก็น่าเบื่อ

เจอคนหัวโต๊ะไม่แม่นประเด็น ตัดสินใจไม่ได้ หรือคนเข้ามาประชุมบางทีก็ไม่เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวแต่ไม่ร่วมแสดงบทบาท

ประโยชน์การประชุมก็ไม่เกิด

หรือบางทีการประชุมกินเวลามาก เว่อร์วัง ทำให้เสียเวลา

ไม่นับการไม่มีวาระที่ชัดเจน หรือไม่มีการทำสรุปหลังเสร็จสิ้นการประชุม

ครั้งหน้ามาประชุมก็พูดเรื่องเดิม ๆ อะไรแบบนี้ หรือวกไปวนมาในอ่างอีก

ทั้งหมดก็หวังว่า สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ยุคได้ มร.อากิระ นิชิโนะ มาคุมบังเหียนกุนซือทีมชาติจะมีการประชุมที่ดีมีประโยชน์ และเพื่อช่วยให้การทำงานกุนซือญี่ปุ่นสะดวกโยธิน

เพื่อความสำเร็จของฟุตบอลทีมชาติไทยของเรานะครับ