ทรมานแบบเป็นสุข

ไม่ใช่เฉพาะ “แฟนบอล” แต่ในเชิง “โค้ช” นี่คือสิ่งที่คุณไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่า แก้เกม, ปรับแท็คติกส์ หรือหวังว่า ลูกทีมจะสามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ เพราะตัวโค้ชไม่สามารถลงไปเตะได้เอง

นี่จึงเป็นความ “ทรมาน” อย่างหนึ่งข้างสนาม ไม่ต่างจากแฟนบอลที่อึดอัด อัดอั้นไม่น้อยกับเกมเช่นนี้จาก เซนต์ แมร์รีส ซึ่งลิเวอร์พูลต้องไล่ตามตีเสมอเซาแธมป์ตัน และแซงกลับในนาทีที่ 80 กับ 86 ชนะ 3-1 แบบเป็นสุขหลังมีช่วงเวลาประมาณ 45 นาทีทนทรมานกับสกอร์ 1-1

ในเชิงแท็คติกส์ เยอร์เก้น คลอปป์ และลูกทีมทำอะไรบ้าง ผมสรุปมาคร่าว ๆ ง่ายที่สุด 5 ข้อตามนี้ครับ:

1.โจเอล มาติป เติมไม่หยุด

หลายคนอาจมองว่า “เก้งก้าง” หรือมันจะเลี้ยงขึ้นมาทำไม ทว่าต้องยอมรับ “จุดเด่น” ที่มาพร้อมกับความกล้าหาญของดาวเตะแคเมอรูน รายนี้นะครับว่า มาติป comfortable กับลูกบอลต่างจากกองหลังทั่ว ๆ ไป

การพาบอลไม่ใช่แค่ข้ามเส้น “สายสิญจน์” กลางสนาม แต่หลุดเข้ามาถึงเขต 35 หลาคู่แข่งบ่อย ๆ สามารถช่วยเพิ่มจำนวน และทำลายการออร์แกไนซ์แน่น ๆ 2-3 แถวของคู่แข่งได้ คือ ความพิเศษใส่ไข่

เพราะนี่คือ “ตัวฟรี” ที่เติมขึ้นมาเสริม ไม่ต่างกับ ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก ที่พุ่งเติมตัวเปล่าบ่อยครั้ง และเป็นตัวเอ็กซ์ตร้าในประตูแรกในกรอบเขตโทษของลิเวอร์พูลอันทำให้ทีมนักบุญได้ประตูออกนำ

2.ซาดิโอ มาเน่ กับการฝังตัวฝั่งขวา

หลังเจาะไม่เข้า ไปไม่เป็น ช่วงกลาง ๆ ครึ่งหลังเราได้เห็นมาเน่ เลือกแท็คติกส์ไปฝังตัวทางริมเส้นฝั่งซ้าย และใช้ประโยชน์จาก “ที่ว่าง” ข้างสนามมากขึ้น

แท็คติกส์นี้ไม่ต่างอะไรกับวิธีการของแมนฯซิตี้ที่จะใช้ สเตอร์ลิง, แบร์นาโด ซิลวา, เลอรอย ซาเน่ หรือริยาด มาห์เรซ (แม่เจ้า! แต่ละตัวค่าหัวมหาศาล) ปักอยู่ด้านข้างมากกว่าจะใช้ฟูลแบ็คเติม

ทำเช่นนั้นจะทำให้ด้านข้างเจาะได้โดยผู้เล่นแนวรุก (ที่น่าจะความสามารถเฉพาะตัวดีกวาฟูลแบ็ก) โดยเฉพาะเวลาที่ half spaces หรือพื้นที่ตรงกลางแน่น แต่ขณะเดียวกันการ switching ระหว่างฝั่งไปมาจะสามารถ “ถ่างพื้นที่” บริเวณตรงกลางได้ด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กองกลางซิตี้จะสร้างเกม และมีพื้นที่ในการเล่นมาก

จุดนี้จึงถือว่า ลิเวอร์พูลทำได้ดีในครึ่งหลังที่เกมรุกฝั่งโรเบิร์ตสัน และมาเน่ ดุดัน และทะลุทะลวงหลังไลน์รับของ เซาแธมป์ตัน ได้บ่อยครั้งขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งหลังการเปลี่ยน 2 นักเตะเก๋า เฮนเดอร์สัน และมิลเนอร์ ลงมา

3.เพิ่มพลังด้วยผู้เล่นคาแร็กเตอร์ดุดัน

คงไม่ต้องบอกว่า การลงสนามตอน 1 ชั่วโมงของเกมของเฮนเดอร์สัน และมิลเนอร์ คือ จุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุดในเกมนี้
เฉพาะอย่างยิ่ง เฮนโด้ที่ต้องบอกว่า “โคตรได้ใจ” เพราะลงมาด้วย energy ล้นเหลือ และทำให้เกมที่เนือยตลอดก่อนหน้านี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

มิลเนอร์ก็เช่นกันที่ยังคงเป็น Mr. Reliable Man ไว้ใจได้ตลอดเวลาในเกมที่เจ้าหนูเทรนท์ยังหลับไม่ตื่นตั้งแต่เสียงนกหวีดเริ่มยันถูกเปลี่ยนตัวออก

การวิ่งพล่าน หรือเรียกให้เพราะ ๆ ว่า มีความ “ไดนามิค” ของเฮนโด้ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เกอิต้า ก็เล่นง่ายขึ้น และส่วนอื่น ๆ ในทุกตารางผืนหญ้าก็เช่นกัน

ประตูปิดฝาโรง 3-1 ในรอบ 1 ปีครึ่งของกัปตันเฮนโด้ ตอบทุกอย่างได้ดี

4.ความพยายามของเฟียร์โน่ช่วยซาลาห์

จังหวะโต้กลับจากลูกคอร์เนอร์หน้าปากประตูตัวเองแล้วโซโล่ข้ามแดนไปยิงประตู 2-1 ของซาลาห์หลังบอดสนิทมา 8 เกมมีความพยายาม “สปีด” ไล่ตามระยะไม่ต่ำกว่า 40-50 หลาของ โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ ซ่อนอยู่

จะเรียกว่า “ซ่อน” จนไม่เห็นก็ไม่ใช่ เพราะจังหวะนั้น หลายคนในโลกคงตะโกน “มึงส่งสิวะ!” 

แต่ซาลาห์ไม่ส่งตามฟอร์ม และเลือกไปต่อก่อนสบช่องยิงทะลุแนวรับเข้ามุมประตู

ลูกนี้หากไม่มีดาวเตะบราซิลช่วยเติมในจังหวะเคาน์เตอร์แอทแทคครั้งนี้ที่สามารถจบด้วยการเป็น ไดเร็คต์ เช่นที่เห็น หรือจบด้วยตัวสอดเข้ามา (เฟียร์โน่) จากแถวสองให้เกมรับเซาแธมป์ตันต้องพะวง และตัดสินใจ

ซาลาห์อาจจะทำประตูไม่ได้ และไม่มีโอกาส “สบช่อง” ดังกล่าวในจังหวะเฟียร์มิโน่สอดเข้ามาพอดิบพอดีได้

5.เริ่มหลัง 4 จบ “หลัง 3”

ก่อนซาลาห์จะยิงประตูที่ 18 ในลีก และเป็นประตูที่ 21 ในสโมสรทุกถ้วยได้ เยอร์เก้น คลอปป์ เตรียมเปลี่ยน ดิว็อค โอริกี้ ลงสนามมาแล้ว และซาลาห์น่าจะเป็น 1 ในแคนดิเดท (อย่างน้อยในใจ) ว่าจะโดนถอดออก

แต่ประตูนี้เปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนแผน และต้องปรับแท็คติกส์ก่อนที่สุดท้ายลิเวอร์พูลจะลงเอยด้วย “หลัง 3” เพราะเดยัน ลอฟเรน ลงมาในช่วงหลังออกนำ 3-1 แทนเกอิต้า

ขณะที่ เซาแธมป์ตันที่เล่นได้ดีมาก และมีเกมรับที่ compact จากระบบ “หลัง 3” กลับต้องจบด้วยการถอดเซนเตอร์ฯตัวที่ 3 เวสเตอร์การ์ด ออกไปให้ ชาร์ลี ออสติน ลงมาแทน 2 นาทีหลังโดนนำ

เรียกได้ว่า ทีมหนึ่งเริ่มหลัง 4 จบหลัง 3 ส่วนอีกทีมเริ่มหลัง 3 จบด้วยหลัง 4 

This is football และ What a beautiful game จริง ๆ ครับ


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Story

หน้าสุดท้ายบนถนนสายลูกหนังของ ฟาน เดอร์ ฟาร์ท

SPORTDesk. Team

ฟุตบอลต้นยุค 1990s และ 2000s ทีมไอแอ๊กซ์ หนึ่งในสโมสรชั้นนำของเนเธอร์แลนด์เป็นโรงงานผลิตดาวรุ่งมาประดับวงการฟุตบอลยุโรปมากมาย โดยพวกเขาประสบความสำเร็จสูงสุดคือการเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1994-95 ด้วยการโค่นเอซี มิลาน ที่แอนสต์ ฮัปเปิ้ล สตาดิโอน 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

Thought

“ก้าวกระโดด” พัฒนาฝีเท้า และอัพค่าตัว

ไข่มุกดำ

เมื่อ 26 ก.ค.ผมได้เขียนเรื่อง “ขุนศึกคู่บัลลังก์” และพูดแบบเซอร์ไพรส์ ๆ ถึงการ “เติบโต” อย่างรวดเร็วของ ริชาร์ลิสัน หัวหอกบราซิเลี่ยนตัวใหม่ของเอฟเวอร์ตันไปครั้งหนึ่งแล้ว

Talk

#footballquotes ทำมันด้วย “แพสชั่น”

ไข่มุกดำ

คงจะเคยได้ยินบ่อย ๆ นะครับกับประโยคคลาสสิคประเภท “ทำ (งาน) อะไรที่เรารักแล้วจะรู้สึกเหมือนไม่ทำงาน” หรือ “ทำอะไรด้วยความรัก ด้วยแพสชั่น ไม่ใช่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แล้วผลลัพธ์จะออกมาดี และเงินทองจะตามมาเอง”