“คิงเคน” Golden Boot

4 July 2018
103 VIEWS

“แม้จะยังไม่ชนะเวิลด์คัพ2018 แต่อย่างน้อย อังกฤษชนะดวลโทษบอลโลกครั้งแรก! หลังแพ้เรียบ3 หนก่อนหน้านี้!!!”

ทีม “สิงโตคำราม” อังกฤษ ชนะใจตัวเอง ทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน และผ่านบท “ทดสอบ” ที่ยากที่สุดด่านแรกในฟุตบอลโลกหนนี้ได้สำเร็จโดยดวลโทษชนะโคลัมเบีย 4-3 หลังจบ 120 นาทีเสมอกัน 1-1

ชนิดที่โดนยิงตีเสมอแทบจะจังหวะสุดท้ายของเกม 90นาทีรวมทดเจ็บ

นอกจาก “คิงเคน” ซึ่งยิงประตูที่ 6 ในบอลโลกหนนี้ได้สำเร็จ และเป็นตัวความหวังอันดับ1 ของทีมแล้ว

จุดเด่นของอังกฤษที่หลายคน อาจจะ “มองข้าม” ก็คือ กองหลังในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟทั้ง 3 คน

วอล์คเกอร์ (ขวา), สโตน (ตัวกลาง) และแม็คไกว์ร (ซ้าย) มีทักษะในการใช้เท้าที่ดีกว่า “มาตรฐาน” กองหลังตัวกลางที่อังกฤษเคยมี

เฉพาะอย่างยิ่ง สโตน ที่ “คุ้นชิน” กับวิธีการบิวท์อัพเกมจากแนวรับกับ “เป๊ป” และแมนฯซิตี้อยู่แล้วจึงทำหน้าที่ได้ไม่เคอะเขิน

วอล์คเกอร์ เป็นฟูลแบ็คจึงมีทั้งความเร็ว (ไว้ห้อยทิ้งท้ายตอนได้ลูกเตะมุม หรือฟรีคิก) และทักษะลูกหนังที่ดีเยี่ยม

แม็คไกว์รดาวเตะจากเลสเตอร์ แม้จะมีทักษะด้อยสุด แต่ “ชดเชย” ได้ลงตัวด้วยความแข็งแกร่งของร่างกาย

ดังนั้น อังกฤษจึงสามารถ “เซ็ตบอล” จากแนวรับได้สบาย ๆ ชิว ๆ

ทว่าก็มีจังหวะ “ติดประมาท” อีกครั้งจากวอล์คเกอร์ที่โดนฉกบอลแดนกลางจนเกือบเสียประตูนาทีที่ 80 ในอารมณ์คล้าย ๆ กับที่ “สะเพร่า” ทำเสียจุดโทษในเกมแรกกับตูนีเซีย

แดนกลางก็ไม่ต่างกัน ทว่าสิ่งที่ผมชอบ คือ การ “ทดแทน” ตำแหน่งระหว่าง ลินการ์ด, อัลลี, เคน และสเตอร์ลิง โดยมี แอชลีย์ ยัง กับทริปเปียร์ วิ่งริมเส้น และเฮนเดอร์สัน คุมจังหวะ

รวมกับ “จุดเด่น” ในทุกลูกตั้งเตะที่อันตรายจึงทำให้ “สิงโตคำราม” ผ่านบททดสอบยาก ๆ “ครั้งแรก” ในบอลโลกหนนี้ได้สำเร็จ

ชนะตูนีเซีย 2-1, ถล่มปานามา 6-1 และแพ้เบลเยียม 0-1 ไม่นับ!

เริ่มนับที่เกมนี้ที่กระทั่งนาที 90 + 3 แทบไม่มีอะไรระคายเคือง และแหย่เท้า 1 ข้างเข้ารอบไปแล้วก่อนจะโดน เยอร์รี มิน่า โหม่งตีเสมอจากลูกเตะมุมอันเป็นประตูที่ 3 ใน 3นัดของนักเตะจากบาร์เซโลน่า

ครับ ก่อนถึงจุดนั้น แกเร็ธ เซาธ์เกต “ปิดเกม” โดยเอา เอริค ดายเออร์ ลงไปแทนอัลลีแล้ว อันทำให้ “ตามทรง” ทำให้ต้องตั้งรับมากกว่าปกติช่วง 20 นาทีท้าย และก็ทำไม่สำเร็จ

เกมต้องยื้อถึงฎีกาต่อเวลา 30 นาที และสุดท้าย “ลอตเตอรี” ดวลวัดใจระยะ 12หลา

สถิติการยิงจุดโทษ 3 ครั้งในฟุตบอลโลกของอังกฤษอ่านว่า “แพ้” ทั้งหมด

ทว่า…ยกเว้น “ครั้งนี้”!!!

 

ฝั่ง “โคลัมเบีย” ดูเหมือนจะมีประเด็นอยู่ที่ ฮาเมส โรดริเกซ เจ้าของรองเท้าทองคำบอลโลกครั้งแล้ว

เจ้าของสถิติยิง 6 ประตูบอลโลก 2014 ได้รับบาดเจ็บไม่สามารถลงได้ ทำให้เครื่องหมายคำถามในเชิง “ครีเอทีฟ” เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ โจเซ่ เปเกอร์มัน ทันที

ใครจะเป็นตัวสร้างสรรค์เกม?

ส่วนตัว ผมชอบเรื่อง สถานการณ์สร้างวีรบุรุษอยู่แล้ว

ครั้งก่อน การบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าของ ราดาเมล ฟัลเกา ดาวยิงคนสำคัญทำให้ ฮาเมส นี่แหละ “ดีดตัว” ขึ้นมาเป็นหน่วยล่าสังหารประตูแทน

ครั้งนี้ ฮวน ควินเตโร่ นักเตะเท้าซ้าย (เหมือนฮาเมส) ร่างเล็ก คือ ตัวแทนคนนั้น

นักเตะจากเอฟซี ปอร์โต้ สร้างชื่อตั้งแต่เกมแรกที่ “หลอกเตะ” ฟรีคิกลอดกำแพงตีเสมอ 1-1 ผ่านมือคาวากูชิ นายด่านญี่ปุ่น

และมีส่วนร่วมใน “ทุกฟรีคิก” อันตรายของยอดทีมอเมริกาใต้ อย่างน้อย ๆ ก็ 2 ประตูให้ เยอร์รี มิน่า เซนเตอร์ฮาล์ฟร่างใหญ่ทำได้2 ประตู

นอกเหนือจากนี้ และระบบ 4-2-3-1ที่ริมเส้นเร็วทั้ง 2 ฝั่ง: กวาร์ดาโด้ (ฝั่งขวา) ที่เปิด early cross (โยนจากแนว35 หลาจากเส้นประตูอังกฤษ) ได้ดี และโมฮิกา (ฝั่งซ้ายที่วิ่ง 100 เมตรได้10 วินาทีนิด ๆ)

ลูก “ตุกติก” ตอดเล็ก ตอดน้อย มีให้เห็นตลอดเกมโดยเฉพาะลูกตั้งเตะไม่ว่าจะ “เตะมุม” หรือเซ็ตพีซ ที่นักเตะโคลัมเบีย “รวมพลัง” ทั้งสกรีน, บล็อก, เหนี่ยวรั้ง, ปัด และดึง ฯลฯ

จนนำมาซึ่ง “จุดโทษ” ที่คาร์ลอส ซานเชส ไปเล่น “มวยปล้ำ” ใส่ แฮร์รี เคน

และก็เป็นดาวเตะสเปอร์สลุกขึ้นมายิงประตูที่6 ของตัวเองในบอลโลกหนนี้

Golden Boot บอลโลกหนนี้แน่ ๆ โดยเฉพาะยามที่เหลือ ลูคาคู (4ประตู) เป็นคู่แข่งใกล้สุด แต่แมตช์หน้าจะเจอบราซิล!

อีกประเด็นเห็นจะเป็นผู้เล่นหลัก 4คนมาจาก “ดาวร่วง” บอลอังกฤษไล่จากกัปตันทีม ฟัลเกา (แมนฯยูฯ), กวาร์ดาโด้ (เชลซี), คาร์ลอส ซานเชส (วิลล่า) และดาวิด ออสปิน่า (สำรอง อาร์เซนอล)

การมาเจออังกฤษ กับผู้เล่นที่ไม่ใช่แค่ “ตัวหลัก” ในสโมสรผู้ดี แต่เป็นเกรดท็อป ๆ ของลีกจึงไม่น่าแปลกใจว่า รูปเกมโดยรวม จอร์แดน พิคฟอร์ด แทบไม่ต้องออกแรงใด ๆ กระทั่งนาทีที่ 80 ที่วอล์คเกอร์ผิดพลาด

และนาที 90+3 หลังเปเกอร์มัน ปรับแผนยัดนักเตะแนวรุกลงมาเต็มสูบนำโดย คาร์ลอส บัคก้า จนโกงความตายต่อเวลาได้สำเร็จ

ทว่า ทำได้ดีที่สุดแค่นั้น แค่ “เฉียดฉิว” กับการเป็นทีมที่ 8 ในรอบควอเตอร์ไฟนอลเท่านั้น…