“คำพิพากษาของศาลกีฬาจะนำมาซึ่งจุดจบของ FFP”…จริงหรือ? | by SPORTDesk. Team

15 July 2020
125 VIEWS

การตอบคำถามของชื่อเรื่องข้างบนนี้ ไม่ได้ง่ายดายเหมือนการตั้งชื่อเรื่องเลย แต่ก่อนที่เราจะไปหาคำตอบกันนั้น เราอาจจะต้องขอเล่าย้อนเหตุการณ์ไปสักนิดหน่อย เพื่อที่จะไม่ต้องมีปัญหาในการหาคำตอบจากคำถามนี้ไปด้วยกัน 

ประโยคด้านบนที่ว่า “คำพิพากษาของศาลกีฬาจะนำมาซึ่งจุดจบของ FFP” ถูกโยนไปในวงการฟุตบอล และเป็นประเด็นที่สื่อมวลชนในยุโรปเล่นข่าวกันอย่างหนักหลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี รอดจากโทษการโดนแบนไม่ให้ไปเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรป เพราะ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส พิจารณาลดบทลงโทษที่ คณะกรรมการพิจารณาวินัยทางการเงินของยูฟ่า หรือ ซีเอฟซีบี ลงโทษแบน “เรือใบสีฟ้า” 2 ปี และปรับเงินอีก 30 ล้านยูโร หรือราว 1,078 ล้านบาท แต่ ซีเอเอส ตัดสินให้ยกเลิกโทษแบน และลดโทษปรับเงินเหลือ 10 ล้านยูโร หรือราว 360 ล้านบาทเท่านั้น

ผลการตัดสินที่ออกมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าใคร ๆ จะมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ของการควบคุมวินัยทางการเงิน และ กฎ ไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ เนื่องจาก ซิตี เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากคำตัดสินที่ออกมาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ในความจริงแล้ว ซีเอเอส ไม่ได้พิจารณาว่า ทีมรองแชมป์พรีเมียร์ลีก ‘ไม่มีความผิด’ แต่อย่างใด โดยในแถลงการณ์คำพิพากษาระบุว่าสาเหตุที่ ซิตี ไม่โดนแบนนั้นเป็นเพราะหลักฐานบางส่วนไม่เป็นที่ยอมรับ และมีข้อจำกัดด้านเวลามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครรู้รายละเอียดทั้งหมดของการตัดสิน จนกว่าทางซีเอเอสจะเปิดเผยเอกสารการพิจารณาคดีทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าจะมีการเปิดเผยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แต่เบื้องต้นเราพอที่จะอนุมานได้จากแถลงการณ์คำตัดสินว่า ที่แมนฯ ซิตี ไม่โดนแบนนั้น ไม่ใช่พวกเขาไม่ผิดแต่จุดที่ คณะกรรมการพิจารณาวินัยทางการเงินของยูฟ่าใช้เล่นงานพวกเขานั้น มันมีปัญหาในทางกฎหมาย ทั้งในแง่ของ ‘หลักฐานที่ใช้’ และ ‘ระยะเวลา’ ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับการที่พวกเขาใช้เวลาในการรวบรวมหลักฐานเพื่อสั่งแบนใส่ทีมดังในพรีเมียร์ลีกเป็นเวลากว่า 15 เดือนนับตั้งแต่มีการปล่อยเอกสารจาก แดร์ สปีเกล สื่อของประเทศเยอรมนี ว่า ซิตี จ่ายเงินตัวเองให้แก่ทีมโดยผ่านสปอนเซอร์เพื่อทำให้บัญชีทางการเงินสมดุล และพวกเขายังใช้เวลาในการสืบสวนเรื่องนี้นานร่วมปี ตั้งแต่มีการเปิดคดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มีนาคม 2019 ก่อนตัดสินแบนพวกเขาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2020 และทาง ยูฟ่า ก็ไม่เคยออกมาแถลงถึงเหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไมพวกเขาถึงใช้ระยะเวลานานขนาดนั้นในการติดตามเรื่องนี้ด้วย

เมื่อเข้าใจตามนี้ได้แล้ว เราจะเข้าใจได้ทันทีว่าประโยค “คำพิพากษาของศาลกีฬาจะนำมาซึ่งจุดจบของ FFP” นั้น แทบจะเป็นเรื่องไร้สาระไปเลย เนื่องจาก คำตัดสินที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ แมนฯ ซิตี ไม่ผิด หากแต่ที่พวกเขาได้นับการกลับคำตัดสินเพราะสิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาวินัยทางการเงินของยูฟ่าเอามาใช้โต้แย้งกับพวกเขา ‘ในชั้นศาล’ นั้นเบาเกินกว่าหลักฐานของทาง ซิตี 

นอกจากนี้แล้วบังคับแฟร์เพลย์ทางการเงินฉบับนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลงโทษทีมที่ใช้เงินเกิดตัวเพียงอย่างเดียว หากแต่จุดประสงค์ของข้อบังคับฉบับนี้มีขึ้นเพื่อให้เพื่อเปลี่ยนสโมสรฟุตบอลของยุโรปให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและดึงดูดนักลงทุนมาลงทุนทำให้อุตสหกรรมต่อยอดขยายขึ้นไป และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งที่เห็นได้ชัดถึงการเปลี่ยนแปลงคือ ก่อนปี 2011 ที่จะมีการบังคับใช้ FFP สโมสรฟุตบอลโดยรวม จะเสียเงินไปเกือบ 2 พันล้านยูโร หรือราว 72,000 ล้านบาทต่อปี แต่หลังจากการมาของข้อบังคับฉบับนี้ ในสองปีล่าสุด ตัวเลขทางธุรกิจของสโมสรฟุตบอลโดยรวมเปลี่ยนจากสีแดง เป็นสีเขียวไปแล้ว

อย่างไรก็ตามยังปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ FFP ยังไม่ทรงประสิทธิภาพมากพอที่จะช่วยเหลือสโมสรในระดับล่างให้สามารถลืมตาอ้าปาก หรือพอจะต่อสู้กับสโมสรใหญ่ ๆ ได้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้รับการยอมรับจาก อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน โดยตรงเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน โดยเขาหวังว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับแฟร์เพลย์ทางการเงินนี้ ควรจะสามารถนำมาช่วยเหลือทุกสโมสรได้อย่างเท่าเทียมอย่างแท้จริง

“ตอนนี้ เราจำเป็นต้องเดินหน้าจัดการกับรูปแบบของ แฟร์เพลย์ทางการเงิน เพื่อที่จะให้มันสามารถช่วยให้มีการแข่งขันอย่างสมดุลได้มากขึ้น” ประมุขของวงการฟุตบอลยุโรปกล่าว

“เรากำลังพยายามหาวิธีที่จะอนุญาตให้สโมสรลงทุนมากขึ้นได้ แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องมั่นใจว่าสโมสรที่ด้อยโอกาสจะไม่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเดียวดายตามลำพัง

“เรากำลังคุยกันถึงมาตรการที่เป็นรูปธรรม แต่มันเร็วเกินไปที่จะออกมาพูดถึงในตอนนี้ เราจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากอีกมากมายเพื่อให้มันเดินหน้าต่อไปได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นไปในทิศทางที่เราเคยพยายามทำมาก่อน เพราะมันไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไหร่”

สิ่งที่คาดหวังได้จากคำพูดของ เซเฟริน คือผ่อนคลายข้องบังคับของ FFP เพื่อให้สโมสรสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้นในระยะสั้น ตราบใดที่มีการสนับสนุนทางการเงินและวางแผนที่จะนำไปสู่จุดคุ้มทุนแม้ในระยะกลางได้ ซึ่งนั้นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะยอมแพ้ หรือ ยกเลิก FFP ไปเลย แต่พวกเขาจะทำให้มันดีขึ้น และทรงประสิทธิภาพขึ้นอีกต่างหาก

นั่นหมายความว่า คำตอบของคำถาม “คำพิพากษาของศาลกีฬาจะนำมาซึ่งจุดจบของ FFP”…จริงหรือ? ที่เป็นหัวข้อด้านบนนั้น เราสามารถตอบแบบสั้น ๆ โดยใช้เหตุผลด้านบนมารวมกันได้ว่า…ไม่จริงเลยแม้แต่น้อย!