เพียงแค่ 1.12 เซนติเมตร

5 January 2019
138 VIEWS

ภาพรวมตั้งแต่ “วินาทีแรก” แสดงให้เห็นครับว่า แมนฯซิตี้ มี game plan จะรุก และ “เสี่ยง” มากกว่าเกมแรกเสมอ 0-0 ที่เจอกันในแอนฟิลด์ 7 ต.ค.2018 อย่างแน่นอน เพราะเตะในบ้าน และผลต่าง 7 คะแนนก่อนเกม

จะมีที่ “เซอร์ไพรส์” บ้างก็ตรงแผงหลังที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไม่ได้ส่ง ไคล์น วอล์คเกอร์ ลงตัวจริง แต่ใช้ ดานิโล่ เป็นแบ็คขวา และโยก ลาปอร์ตไปยืนแบ็คซ้าย ขณะที่ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟเป็น กอมปานี ซึ่งอาจจะถูกมองว่า “ช้า” คู่กับสโตนส์

ลิเวอร์พูล ไม่ได้มี “พลิกโผ” และมาในระบบ 4-3-3 เหมือนกัน และใช้ เฮนเดอร์สัน-ไวจ์นัลดุม-มิลเนอร์ ซึ่งรายหลังหายเจ็บกลับมายืนแดนกลาง

นอกนั้น “เดิม ๆ” ทั้งชุดหน้า และหลัง โดยเน้นรัดกุม รับไว้ก่อนแบบไม่ได้ “เพรสซิ่ง” แดนบนหนักหน่วง แต่จะรอจังหวะจริง ๆ และทำได้ดี เฉพาะอย่างยิ่งนาทีที่ 17 ที่บอลเริ่มจากซาลาห์ ชิ่งกับเฟียร์มิโน่ ก่อนไหลให้ มาเน่หลุดเดี่ยวยิงชนเสา และสโตนส์สกัดโดนเอแดร์สันเกือบข้ามเส้นประตูตัวเอง

ขาดไปเพียง 1.12 เซนติเมตรที่บอลไม่ข้ามเส้นประตู! (ข้อมูลผู้บรรยายคนที่ 1 จอห์น แชมเปี้ยนส)

จิม เบกลิน อดีตแบ็คซ้าย ลิเวอร์พูล ปัจจุบันเป็นคอมเมนเตเตอร์ และทำหน้าที่ผู้บรรยายที่ 2 เกมนัดนี้ มองว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา วางแผนมาเจาะทางฝั่งขวา ลิเวอร์พูล หรือก็คือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับเดยัน ลอฟเรน เป็นหลัก (48% : 32% ในครึ่งแรกเทียบกับฝั่งขวาทาง ราฮีม สเตอร์ลิง)

ฝั่งดังกล่าวซึ่งตรงกับ “ด้านซ้าย” ซิตี้ จะมีนักเตะเรือใบสีฟ้าไปกองตัวเสมออย่างต่ำ 3 คนเวลาสร้างเกมรุก: ซาเน่, ซิลบา และกุน (ไม่นับ ลาปอร์ต ซึ่งขึ้นมาสนับสนุนตลอดเวลา) โดยที่หัวหอก อาร์เจนไตน์จะพล่านไปทั่วสนาม และไม่ได้ยืนประจำจังก้ากับเซนเตอร์ฮาล์ฟ ลิเวอร์พูล

ครับ แม้จะมีโอกาสไม่มาก แต่จังหวะที่อันตรายที่สุดของทีมแชมป์เก่าเกิดจากฝั่งนี้ไม่ว่าจะเป็น ซาเน่ กึ่งเปิดกึ่งยิงติด อลิสซง หรือประตู 1-0 ที่ กุน ชาญฉลาดวิ่งอ้อมมุมอับจากด้านหลัง ลอฟเรน ที่ไม่ได้ระวังตัว และยังยืนประกบห่างให้กุนยิงประตูที่ 7 ในบ้านของตัวเองใส่ลิเวอร์พูล

ลูกยิงผ่านทะลุเสาแรกของ อลิสซง ด้วยความแรง และแม่นยำระดับ “เวิลด์คลาส” อย่างแท้จริง และนั่นเป็นข้อ “แตกต่าง” ของทั้ง 2 ทีมในครึ่งเวลาแรก

ครึ่งหลัง ต้นเกมยังไม่ได้เห็นลิเวอร์พูล “ผ่านบอล” หรือครองบอลได้แบบเป็นชิ้นเป็นอัน

เมื่อเป็นเช่นนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น คือ นักเตะหงส์แดงจะไม่มีเวลาได้พัก “หายใจ” ครองบอลแล้วให้คู่ต่อสู้ได้วิ่ง “ทำงาน”

กระทั่ง เยอร์เก้น คลอปป์ ต้องปรับเอา ฟาบินโญ่ ลงแทนมิลเนอร์ ในช่วงก่อน 1 ชั่วโมงของเกม และระบบเปลี่ยนเป็น 4-2-3-1 โดยเฮนโด้ และฟาบินโญ่ เป็น “2” ขณะที่ ไวจ์นัลดุม เคลื่อนไปอยู่ซ้าย, มาเน่ ขวา และเฟียร์มิโน่ หน้าต่ำของ “3” ทิ้งให้ซาลาห์เป็นหน้าเป้า

ด้วยความ “ต่อเนื่อง” และเริ่มจะมี shape หรือ positional play ที่ดีขึ้น ลิเวอร์พูลก็ได้ประตูตีเสมอจากบอลครอสส์เสาสองของ เทรนท์ให้แบ็คซ้าย โรเบิร์ตสัน assist อย่างนิ่มนวลให้ เฟียร์มิโน่ เขกโล่ง ๆ 1-1

ณ จุดนี้ถือว่า กุนซือเยอรมัน “ปรับแผน” ได้ดี และเห็นลิเวอร์พูล เล่นแบบลิเวอร์พูลจริง ๆ มากขึ้น

ช่วงเวลาอีกเกือบ 30 นาทีที่เหลือไม่รวมทดเจ็บ สเตอร์ลิง ได้บอลจากทางขวาแล้วเลี้ยงตัดเข้าในแบบที่ทำบ่อย ๆ จากริมเส้นก่อนไหลให้ ซาเน่ ยิงชนเสาเข้าประตูสวยงามในนาทีที่ 71 ซิตี้กลับมานำ 2-1 ณ จุดที่หงส์แดงเริ่มทำได้ดีขึ้นแล้วแท้ ๆ

ชาห์คิรี่ ลงมาในช่วง 15 นาทีสุดท้าย (แทน มาเน่) กับระบบที่ได้เตรียมไว้รองรับแล้ว มองตอนนี้ถือว่า ลิเวอร์พูลไม่ได้เสียหายมากหากเทียบสถานการณ์กับตอนก่อนตีเสมอได้ แต่ก็ทำสกอร์ 2-2 ไม่สำเร็จ

สุดท้าย เกมนี้ ลิเวอร์พูลมี “โอกาส” แบบที่หากเป็นเกมอื่นอาจได้ 2-3 ประตูที่เรียกว่า half chance มากมาย เช่น เทรนท์ ฮาล์ฟวอลเลย์ ถากเสา, ซาลาห์หลุดไปยิงแล้ว เอแดร์สัน ปัดได้, เฟียร์มิโน่ ยิงแล้ว กอมปานี สกัดที่เส้น ฯลฯ

ครับ แม้จะแพ้ แต่เกมนี้ไม่ใช่เกม “ตัดสิน” แชมป์ อย่างไรก็ดีมันคือ เกมที่กล่าวได้ว่า “ก่อรูป” ก่อร่างการชิงชัยแชมป์พรีเมียร์ลีกที่แมนฯซิตี้กลับมามีลุ้นเต็มตัวกับ “ช่องว่าง” เหลือแค่ 4 แต้มแทนที่จะเลวร้ายสุด 10 แต้ม

ในเกมที่อะไร ๆ อาจไม่เป็นเช่นนี้หากไม่ใช่เพราะ “1.12 เซนติเมตร” ที่ไม่ยอมข้ามเส้นประตู!!!