โจ ฮาร์ท : ชีวิตที่พลิกผันจากมือ 1 ทีมชาติอังกฤษสู่วันที่กำลังจะไม่มีทีมเล่น | by SPORTDesk. Team

29 June 2020
624 VIEWS

ว่ากันว่าชะตาชีวิตของบางคนก็พลิกผันยิ่งกว่า โรลเลอร์ โคสเตอร์ ที่อาจจะขึ้นไปสูงสุดเสียดเมฆ และ ลงมาต่ำสุดเฉียดหญ้าได้ภายในเวลาไม่นาน บ้างอาจจะโชคดีที่ไม่ต้องเจออะไรแบบนั้นเลยทั้งชีวิต แต่บางคนอาจจะไม่ และ โจ ฮาร์ท ก็เป็นหนึ่งในบุคคลในประเภทหลัง เมื่อเขากำลังจะหมดสัญญากับเบิร์นลีย์ในสัปดาห์หน้า ซึ่งสโมสรก็ยืนยันแล้วว่าเขาจะไม่ได้ไปต่อกับทีม ทำให้มันอาจจะนำมาสู่การเดินทางครั้งใหม่ของเขาหลังจากนี้

เจ้าของรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก 3 สมัยซ้อน มีชีวิตในจุดสูงสุดราวปี 2010-2015 เป็นครึ่งทศวรรษแห่งความยิ่งใหญ่ของเขากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี และ ทีมชาติอังกฤษ ตำแหน่งของเขาค่อนข้างจะมั่นคงและแข็งแกร่งทั้งกับ ‘สิงโตคำราม’ และ ‘เรือใบสีฟ้า’ แต่วันเวลาเหล่านั้นเปลี่ยนไปเมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เดินทางมาถึง เอติฮัด สเตเดียม ทุกอย่างในชีวิตเขาก็เดินทางมาสู่แนวดิ่ง

เป็นธรรมดาของผู้รักษาประตูในยุโรปที่มักจะเล่นบอลกับเท้าไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับนายทวารจากทวีปอเมริกาใต้ นั่นเป็นจุดอ่อนที่นายใหญ่ชาวสเปนมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ และในเวลาไม่นานนัก ฮาร์ท ก็กลายเป็นผู้รักษาประตูจอมพเนจร เข้าถูกปล่อยยืมไปที่โตริโน ในกัลโช เซเรีย อา ในฤดูกาล 2016/17 และในปีต่อมาเขาก็ถูกปล่อยยืมอีกครั้งไปยัง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก่อนจะออกจากทีม ‘เรือใบสีฟ้า’ มาเช็นสัญญา 2 ปี กับ ‘เดอะ คลาเร็ต’ ในปี 2018

สัญญาของ ฮาร์ท กับ เบิร์นลีย์ จะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในวันอังคารนี้ เขาอาจจะยอมเซ็นสัญญาระยะสั้นเพื่ออยู่ช่วยทีมจนจบฤดูกาล ก่อนที่จะย้ายทีมใหม่อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางข่าวกับทีมระดับรองลงไปอย่าง ชรูว์สบิวรี หรือ กลาสโกว์ เซลติก ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เขาไม่ได้สัญญาใหม่กับทีม เพราะ ฮาร์ท ได้ลงสนามกับ ‘เดอะ คลาเร็ต’ เพียง 3 นัด จากการแข่งขันทุกรายการของสโมสรในฤดูกาลนี้ 

นัดสุดท้ายที่เขาได้โชว์ฟอร์มกับ เบิร์นลีย์ ในพรีเมียร์ลีก มันจบลงด้วยการถูกฆาตกรรมคาบ้านอย่างสยดสยอง เมื่อ เอฟเวอร์ตัน บุกมาถล่มพวกเขาได้ถึง 5-1ในปี 2018 ทำให้ผลงานของ ฮาร์ท ไม่สู้ดีนักกับทีมเมื่อเขาลงสนาม โดยสถิติ 11 นัดล่าสุดที่เขาลงสนามให้เบิร์นลีย์ มันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ไปถึง 9 นัด และสกอร์ในเกมกับ ‘ท็อฟฟี่’ ก็เหมือนการปิดฉากโอกาสอย่างไม่เป็นทางการกับทีมด้วย

สำหรับ ฌอน ไดซ์ แล้ว ลำพังแค่ นิค โป๊ป กับ ทอม ฮีตัน ก็เกินพอที่จะอยู่เฝ้าเสาให้กับทีมของเขา ไม่นับว่า เบิร์นลีย์ มีข่าวลือมาตลอดว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบปัญหาจากวิกฤติโควิด-19 มากที่สุด ทำให้นักเตะหลายคนไม่ได้รับการต่อสัญญา จนไดซ์ ควันออกหูและต้องเข้าไปคุยกับฝ่ายบริหารด้วยตัวเอง นั่นยิ่งอธิบายได้มากเกินพอว่าทำไมอดีตมือ 1 ทีมชาติอังกฤษที่ลงนายไปกว่า 70 นัดรายนี้ต้องมองหาทีมใหม่

มันเป็นเรื่องน่าทึ่งพอสมควรที่กราฟของฮาร์ทดิ่งลงอย่างฉุดไม่อยู่ตั้งแต่ซัมเมอร์ 2016 โดยในฟุตบอลยูโร 2016 เขาได้รับใช้อังกฤษในฐานะตัวจริง 4 นัดสุดท้าย ก่อนที่ทัพ ‘สิงโตคำราม’ จะต้องตกรอบอย่างเซอร์ไพร์สจากน้ำมือของ ไอซ์แลนด์ และเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลฟุตบอลลีกเขาก็ได้ลงเล่นทั้งฤดูกาลกับ โตริโน และมีผลงานได้อย่างน่าผิดหวังจากความผิดพลาดมากมายจนกระทั่ง เออร์บาโน ไคโร ประธานสโมสร ‘กระทิงหิน’ ถึงกับวิจารณ์เขาว่า “เราไม่ได้คาดหวังความผิดพลาดมากมายขนาดนี้จะผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษเลย”

ฤดูกาลต่อมา แม้จะได้กลับมาเล่นในอังกฤษด้วยสัญญายืมตัวไปยังทีม ‘ขุนค้อน’ แต่ฟอร์มของเขาก็ไม่ได้ดีขึ้นและฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ เดวิด มอยส์ ดร็อปเขาและให้โอกาสกับ อาเดรียน คือความผิดพลาดจากเกมที่พบกับ สโตก ซิตี ซึ่งเขารับลูกยิงของ เซอร์ดาน ซากิรี กระฉอกออกมา และพยายามใช้เท้าเตะบอลออกไป แต่ช้ากว่าปีเตอร์ เคราซ์ ที่เข้ามาจิ้มบอลเป็นประตูทำให้ทีมจากลอนดอนได้แค่ 1 คะแนนในเกมนั้น

ตอนนี้ ฮาร์ท อยู่ในวัย 33 ปี เขาได้โอกาสในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้เอเยนต์ของเขากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้เขาได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด มีเสียงลือเล่าอ้างว่านอกจากสองสโมสรที่มีการรายงานข่าวกันก่อนหน้านี้แล้ว อาร์เซนอล ก็อาจจะเป็นอีกทีมที่อยากจะให้โอกาสเขามาเป็นตัวสำรองของ แบรนด์ เลโน ในกรณีที่ค่าเหนื่อยของเขาตกลงกันได้ แต่ข่าวหนี้ยังไม่มีการยืนยันจากทั้งสองฝ่ายแต่อย่างใด

“สิ่งที่ผมต้องการคือเป็นส่วนสำคัญของอะไรสักอย่าง ผมเข้าใจดีว่าผมไม่สามารถไปเป็นส่วนหนึ่งของ เรอัล มาดริด ผมไม่ได้ติดแบบนั้น ผมอาจจะเสียทักษะไปบ้าง แต่ผมก็รู้ว่าฟุตบอลต้องเล่นกันยังไง” ฮาร์ท กล่าวไว้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

“ผมแค่อยากเป็นส่วนสำคัญของสโมสร และ ทุ่มเททั้งหมดที่ผมมีลงไปกับทีม นั่นคือทั้งหมดที่ผมอยากจะทำ”

ในวัย 33 ปี ยังเร็วเกินไปสำหรับการวางมือหรือยอมแพ้ ยิ่งในฐานะผู้รักษาประตูการเล่นไปถึงอายุ 40 ปี ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากเกินไป ยิ่งไม่นับว่าตลอดอาชีพของ ฮาร์ท แทบไม่ต้องเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บครั้งใหญ่เลยด้วย แต่ทั้งหมดนั้นถ้าเขาจะทำได้มันต้องมีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเข้ามา

สิ่งสำคัญที่เรียกว่า โอกาสที่เหมาะสม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาจะได้มันอีกครั้งหรือไม่…