โจอาควิน ซานเชซ: ‘เบติส’ หมดชีวิต (ฉันให้เธอ)

โจอาคิน ซานเชซ
11 December 2019
218 VIEWS

สำหรับนักข่าวสเปน หากเอ่ยถึงชื่อของโจอาควิน ซานเชซแล้วสิ่งที่ทุกคนจดจำได้คือแววตาทะเล้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ และที่ทำให้ทุกคนรักนักฟุตบอลคนนี้มาตลอดคือมุกตลกที่ปีกวัยเก๋ามีมาเล่นทุกวันราวกับน้ำในท้องทะเลที่ไม่มีวันหมด

เรื่องหลังนี่ถึงขั้นว่าหากเขาไปออกรายการโทรทัศน์รายการไหน คำถามสุดท้ายที่เขาจะเจอจากพิธีกรทุกคนคือ “ช่วยเล่าเรื่องตลกให้หน่อย” ซึ่งเขาไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง

ถ้าหากลองค้นใน YouTube ด้วยคำว่า Joaquin’s best moments สิ่งที่เราจะพบจะเป็นช็อตตลกขำขันไม่น้อยไปกว่าลีลาการเล่นในสนาม

แต่นั่นไม่แฟร์นักที่เราจะตัดสินเขาว่าเป็นคนสร้างเสียงหัวเราะมากกว่าเป็นยอดนักเตะ

เพราะความจริงแล้วโจอาควิน ซานเชซ คือยอดนักเตะตัวจริง และเราโชคดีที่เขาเก่งในเรื่องของการสร้างเสียงหัวเราะและมอบรอยยิ้มกับความสุขให้แก่ทุกคน

“ผมไม่ได้เล่นในระดับสูงสุดมานับสิบปีเพียงเพราะผมเป็นคนตลก”

ครั้งยังเป็นเด็ก เขามักจะปีนหน้าต่างบ้านเพื่อส่องดูการแข่งสู้วัวกระทิงที่ เอล ปูเอร์ตา เด ซานตา มาเรีย 

เพียงแต่ที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่ความทรงจำในเรื่องของกีฬาพื้นบ้าน เพราะสำหรับโจอาควิน มันคือสนามที่บ่มเพาะทักษะการเล่นฟุตบอลของเขามาตั้งแต่ยังเล็ก

เทคนิค ทักษะ ความเร็ว และสิ่งสำคัญที่สุดในฐานะสายเลือดนักสู้วัวกระทิงตัวน้อยคือความกล้าหาญ 

หนึ่งในจุดเด่นของโจอาควิน คือความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เสมอ โดยเฉพาะในวัยเยาว์ที่เขาพร้อมจะท้าดวลกับคู่ต่อสู้ทุกคนแบบไม่เกรงกลัว เพราะเขามั่นใจว่าด้วยความเร็วที่เหมือนกระทิงห้าว และทักษะเฉพาะตัวของเขาที่เหมือนเอล มาทาดอร์ หนุ่ม เขาพร้อมจะเอาชนะได้ทุกคน

สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็วกับเรอัล เบติส ทีมรักแรกของเขา 

แต่การจะแจ้งเกิดได้นั้นไม่ใช่เขาสวดมนต์ภาวนาก่อนนอนแล้วตื่นมาจะสมหวังเลย ในทางตรงกันข้ามเขาลำบากกว่าที่ใครคิดเพราะต้องนั่งรถไฟทุกวันจากบ้านเกิดเพื่อมาฝึกซ้อมกับทีมเยาวชนของเรอัล เบติส 

โชคดีที่ความรักที่เขามีให้กับทีมนั้นมากพอที่จะทำให้คิดว่าสิ่งที่ทำคือความสุข และทุกวันที่มาซ้อมคือการเข้าใกล้ความฝันไปเรื่อยๆ

“มันแทบไม่ต้องใช้เวลานานอะไรเลยที่จะทำให้ผมหลงรักสีเสื้อของทีมนี้ มันคือสิ่งที่ผมฝันมาตั้งแต่เล็กๆว่าอยากจะได้ลงซ้อมและลงเล่นให้กับทีม ถ้าคุณโชคดีพอที่จะทำมันได้ คุณจะรักมันตลอดไป”

โจอาควิน ได้ลงประเดิมสนามให้เบติส เมื่อปี 2000 – วันนั้นเขาอายุ 19 ปี

19 ปีผ่านมา เขายังคงเล่นให้กับเรอัล เบติส เหมือนเดิม และเพิ่มเติมคือเขาเพิ่งจะทำแฮตทริกได้ในเกมกับแอธเลติก บิลเบา และกลายเป็นผู้เล่นอายุมากที่สุดในลาลีกาที่ทำแฮตทริกได้ด้วยวัย 38 ปี กับอีก 140 วัน

ทีเด็ดคือแฮตทริกนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น! และเขาทำได้กับบิลเบา ทีมที่มีสถิติเกมรับที่ดีที่สุดในลาลีกาเวลานี้ด้วย

มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในระดับที่ทำให้ทุกคนในโลกลูกหนังต้องหันกลับมามอง

ไม่ต่างอะไรจากวันที่เขาเป็นผู้ทำประตูชัยให้เบติส คว่ำ เซบียา ได้ในศึก “El Gran Derbi” หรือ “เซบียา ดาร์บี” เมื่อปีกลาย เกมที่มีความหมายมากมายกว่าแค่เกมฟุตบอลธรรมดา

วันนั้น AS เรียกขานแมตช์นี้ว่า “ดาร์บีของโจอาควิน” ขณะที่ El Mundo พาดหัวว่า “รอยยิ้มของโจอาควิน”

ส่วนเบติส พาดหัวรายงานข่าวผลการแข่งขันเกมนี้ว่า “มันต้องเป็นโจอาควินเท่านั้น”

แล้วเจ้าตัวรู้สึกอย่างไร?

“ผมขอพูดตรงๆเลย ผมฝันถึงการทำสิ่งนี้มาตลอด กับการทำประตูชัยให้ทีมล้มคู่แข่งตลอดกาลในบ้านของตัวเอง ผมไม่มีคำพูดใดที่จะบรรยายถึงความสุขที่ผมรู้สึกได้ ตอนที่ผมได้ยินพวกเขาร้องเรียกชื่อผม ความรู้สึกของพวกเขาที่ส่งมาถึงผม ผมรู้เลยว่าผมสามารถอำลาเกมฟุตบอลได้อย่างมีความสุข”

แต่ก็นั่นแหละ หนึ่งปีผ่านมาโจอาควิน ยังสร้างความฮือฮาได้อีกกับแฮตทริกของเขา และดูเหมือนจะยิ่งเป็นที่สนใจของทุกคนมากกว่าเดิม ซึ่งความจริงก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่เขากลับมาเป็นที่สนใจของทุกคนอีกครั้งในช่วงบั้นปลายของชีวิต 

ทั้งๆที่มีช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าชื่อของปีกจอมกระชากรายนี้จะถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของผู้คน เหมือนที่เราแทบไม่ได้นึกถึงบิเซนเต โรดริเกวซ ปีกซ้ายบาเลนเซีย อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาในเมสตายา และเป็นหนึ่งในปีกแห่งยุคสมัยเหมือนกันที่ล้มหายไปจากความทรงจำของผู้คน

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหลังออกไปเผชิญโลกกว้างมาสิบปี กับบาเลนเซีย ในปี 2005 – ซึ่งเป็นการจากลาที่ไม่ดีนักกับเบติส  – เขาเดินทางต่อไปที่มาลากา ในยุคที่ได้นายทุนมาหวังเดินตามรอยปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในปี 2011 

แต่กับมาลากา มันกลายเป็นโปรเจ็คต์ที่ล้มเหลวกลางคันทำให้เขาตัดสินใจย้ายไปฟิออเรนตินา ซึ่งเป็นการผจญภัยย้ายออกนอกประเทศครั้งแรกในอีก 2 ปีต่อมา 

ก่อนที่สุดท้ายโจอาควิน จะทำตามเสียงเรียกร้องของตัวเองที่ดังข้างในหัวใจตลอดมา

เขาอยากกลับมาใน “ที่ของเขา”

เรอัล เบติส

ในวันที่เขาตัดสินใจย้ายกลับมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แฟนบอลกว่า 20,000 คนมาต้อนรับเขาที่ เบนิโต บียามาริน สเตเดียม 

และ 1 ใน 5 ของเสื้อทีมที่จำหน่ายได้ในฤดูกาลนี้คือเสื้อที่ปักชื่อเขา 

เพียงแต่โจอาควิน ไม่ได้เป็นแค่นักฟุตบอลธรรมดาๆ – เพราะเขากลายเป็นหนึ่งในเจ้าของสโมสรไปแล้ว หลังจากที่ตัดสินใจซื้อหุ้นของสโมสรจำนวน 2% ด้วยเงินจำนวน 1 ล้านยูโร เมื่อปี 2017 และทำให้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 4 ของสโมสร

“มันเป็นหนทางในการมอบอะไรกลับให้กับสโมสรบ้างหลังจากที่เบติส ให้ผมมาทั้งชีวิต”

“ผมรู้สึกและรู้ว่าสำหรับผมต้องเป็นสโมสรแห่งนี้เท่านั้น ดังนั้นเมื่อหุ้นเปิดจำหน่ายผมจึงต้องการที่จะมอบอะไรกลับและมีส่วนร่วมกับสโมสรบ้าง”

“ตอนนี้ผมก็เล่นมุกเรื่องที่ผมกลายเป็นเจ้านายทุกคนบ้าง แต่จริงๆแล้วผมอยากให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันกับผม ผมพยายามที่จะทำให้ทุกคนได้รู้สึกในแบบเดียวกับผม ให้เข้าใจว่าทีมนี้มีความหมายต่อผู้คนมากมายขนาดไหน และอยากให้ทุกคนพยายามมากขึ้นอีกนิดในสนาม”

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเป็นหลัก แต่เพื่อเบติส และความรักที่มีต่อทีมนั้นมันมากจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

“บ่อยครั้งที่พ่อบอกผมว่า ความรักที่ผมมีให้กับเบติสมันทำให้ผมเสียโอกาสดีๆมากมายในชีวิตไป” โจอาควิน เผยความลับของชีวิตที่ในช่วงวัยเยาว์เขาเป็นหนึ่งในปีกที่โดดเด่นที่สุดของยุโรป ชนิดที่ถ้าหากเกิดในยุคนี้ค่าตัวของเขาไม่น่าจะต่ำกว่า 100 ล้านยูโรแบบสบายๆ และมีหลายทีมที่อยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม

“ผมรู้ว่าผมเสียโอกาสในการไปอยู่กับทีมใหญ่ ซึ่งมันก็อาจจะเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ตอนนี้เมื่อผมมองกลับไปแล้วผมรู้ว่าผมไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น”

“บางครั้งผมก็ถามตัวเองว่าจะเป็นอย่างไรนะถ้าผมย้ายไปมาดริด มันเป็นเรื่องจริงที่ผมเกือบจะไปแล้ว โอกาสนั้นใกล้มากที่จะเกิดขึ้น แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาเพื่อผม”

ใช่ – อย่างน้อยโจอาควิน ก็รู้ว่าเขาเกิดมาเพื่อเบติส ไม่ใช่เพื่อใครอื่น

ถึงแม้ว่าทีมจะไม่เคยประสบความสำเร็จในรายการใหญ่เลย ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะความจริงใครที่รักเบติสจะรู้กันดีว่าสำหรับพวกเขาทีมฟุตบอลของตัวเองไม่ต่างอะไรจากความรัก

มีความสุข แต่ก็เจ็บปวดในเวลาเดียวกัน

คำขวัญของสโมสรแห่งนี้คือ “Viva el Betis aunque pierda” ซึ่งแปลเป็นความหมายได้ว่า “เบติสจงเจริญต่อให้เราจะแพ้ก็ตาม”

อย่างไรก็ดีพวกเขา – ชาวเบติโกทุกคน – ได้พยายามที่จะช่วยกันคนละไม้คนละมือในการจะนำเบติสไปสู่ยุคใหม่ 

จุดเริ่มต้นมาจากการที่ประธานสโมสรใหม่ อังเคล อาโร และ โฮเซ มิเกล โลเปซ คาตาลัน เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อ 3 ปีก่อน ถึงจะเป็นแฟนเบติสมาตลอดชีวิตแต่พวกเขารู้ว่าอ่อนประสบการณ์ทางเกมลูกหนังจึงตัดสินใจขายหุ้นออกไป

หุ้นจำนวน 14,000 หุ้นตกเป็นของแฟนๆ, อดีตผู้เล่น, โค้ช, ศิลปิน โดยรวมแล้ว 55% เป็นของแฟนบอลโดยทั่วไป

แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดแค่นั้น เบติสกำลังทำตามคำขวัญ “hora Betis hora” หรือ “มันต้องเป็นตอนนี้เท่านั้นเบติส” ในความหมายถึงว่าถ้าหากพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงสโมสรในวันนี้ พวกเขาก็อาจจะกลายเป็นสโมสรที่ตามโลกไม่ทัน

การที่หุ้นอยู่ในมือของแฟนบอลทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม เหมือนที่ในสนามมีป้ายบอกว่า “จากพ่อแม่สู่ลูก จากปู่ย่าสู่หลาน นี่คือพลังที่เรียกว่าเบติส”

ปัจจุบันตั๋วปีจำนวน 14,000 ใบจากทั้งหมด 50,000 ใบ ถูกยกให้เป็นของเด็กที่อายุต่ำกว่า 14 ปี และตั๋วพวกนี้ราคาถูกเพียงแค่ 79 ยูโรเท่านั้น โดยมีคนที่ลงชื่อรอในระบบอีกกว่า 10,000 คน

นั่นคืออนาคตของเบติส ที่พวกเขาวางเอาไว้

เพียงแต่ ณ เข็มนาฬิกาเดินไป เบติส ขอมีความสุขไปกับการได้เห็นโจอาควิน ซานเชซ ในสนามไปก่อน

ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะเล่นต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

1 ปี 2 ปี หรือ 5 ปี 

“ผมไม่มีอะไรต้องเสียใจอีกกับสิ่งที่ผมทำในเกมฟุตบอล ผมอาจจะได้เล่นกับทีมอื่น ผมอาจจะได้ไปอยู่กับทีมที่ใหญ่กว่า แต่การตัดสินใจทั้งหมดของผมมันขึ้นอยู่กับความสุขและครอบครัวของผม ผมไม่เคยมองหาเงิน”

ต่อให้วันนึงโลกจะลืม แต่ชาวเบติสทุกคนจะจำเขาไปตลอดกาล

โจอาควิน ซานเชซ แห่งเรอัลเบติส