จิม มอร์ริส : เพราะชีวิตไม่มีคำว่าสายเกินไป

เรื่องราวของจิม มอร์ริส โด่งดังและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในสังคมคนดูเบสบอล โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา น่าจะรู้จักเขากันเกิน 90%

ว่าแต่ จิม มอร์ริส คือใคร?

จิม มอร์ริส หรือ จิมมี่ มอร์ริส เป็นเจ้าของสถิติ รูกกี้ ที่อายุมากที่สุดตลอดกาลของ เมเจอร์ลีก เบสบอล หรือ MLB อันที่จริงแล้ว เขายังครองสถิติในฐานะรูกกี้ อายุมากที่สุดตลอดกาลของ กีฬา 4 ลีกใหญ่ของ สหรัฐอเมริกา อีกด้วย

เขาได้โอกาสลงเล่นใน เมเจอร์ลีก เกมแรก ในวัย 36 ปี

เรื่องราวของ มอร์ริส เป็นที่รู้จักกันยิ่งขึ้น เมื่อถูก วอลต์ ดิสนี่ย์ จับมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ ในปี 2002 ในชื่อเรื่องว่า‘The Rookie’ หรือชื่อไทย ‘ยังไม่หมดไฟ’

และนี่คือ เรื่องราวที่อาจจะเติมไฟให้ชีวิตคุณได้บ้าง…ไม่มากก็น้อย

36 ปี ยังมีไฟ

จินตนาการตัวเอง ในวัย 36 ปีกันดูหน่อยครับ เพิ่มเติมเงื่อนไขอีกนิด ว่าถ้าคุณแต่งงานแล้ว และมีลูกที่น่ารักอีก 2 คน คุณจะทำอะไรในวัยนั้น

ทำงาน, หาเงิน, หาความมั่นคง เหล่านี้คงจะเป็นคำตอบยอดฮิต แต่ไม่ใช่กับ จิม มอร์ริส เพราะ เขาเลือกที่จะ ตามล่าความฝันในวัยเด็ก

และที่เจ๋งคือ เขาทำมันสำเร็จเสียด้วย

แล้วความฝันที่ว่า มันนอกจากมันจะยิ่งใหญ่สำหรับเขาแล้ว มันยังยิ่งใหญ่สำหรับคนที่รับรู้เรื่องราวของเขาด้วย เพราะเขาได้กลายเป็นนักกีฬาเบสบอล ในลีกที่ดีที่สุดในโลก อย่าง เมเจอร์ลีก ด้วยวัย36 ปี

ด้วยวัยนี้ นักกีฬาอาชีพหลาย ๆ คน เลิกเล่นไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ มอร์ริส เพิ่งเริ่มอาชีพ และความฝันของเขา

และแน่นอน ว่าด้วยวัย 36ปี มันทำให้เขากลายเป็นเจ้าของสถิติ รูกกี้ ที่อายุมากที่สุดในเมเจอร์ลีกไปแบบไม่มีใครกล้าสู้…อันที่จริงแล้ว มันยังเป็นตัวเลขของรูกกี้ ที่อายุมากที่สุดในบรรดา 4 ลีกกีฬาเมเจอร์ ของสหรัฐอเมริกา ทั้ง เอ็นเอฟแอล, เอ็นบีเอ และ เอ็นเอชแอล เลยด้วย

และน่าจะเป็น ผู้เล่นปีแรกที่ได้เข้าลีก ที่อายุมากที่สุดในโลกอีกด้วย

วัยเด็กไม่สดใส

เจมส์ ซามูเอล มอร์ริส จูเนียร์ หรือ จิม มอร์ริส มีจุดเริ่มต้นในหลาย ๆ เรื่อง ในมลรัฐเท็กซัส และแน่นอน. ชีวิตเขาก็เริ่มต้นที่นี่ด้วย เขาเกิดที่ บราวน์วูด เท็กซัส ในปี 1964 แต่เขาไม่ได้ใช้ชีวิตที่เท็กซัส…สักเท่าไหร่นัก

บิดาของ มอร์ริส…จิม มอร์ริส ซีเนียร์ เป็นนายทหารสัญญาบัตร ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ตำแหน่งหัวหน้ากองทหารช่าง ทำให้ชีวิตเขา และ ครอบครัว ต้องระหกระเหินไป ๆ มา ๆ บ่อย ๆ

ไม่ว่าจะเป็น นิว เฮเว่น, คอนเน็คติกัต, เกรทเลค, อิลลินอยส์ หรือ แจ็คสันวิลล์ ที่ มลรัฐ ฟลอริด้า พวกเขาก็ย้ายไปอยู่มาหมดแล้ว

ด้วยความที่ย้าย ไป ๆ มา ๆ แบบนี้เอง จิม มอร์ริส จูเนียร์ เลยไม่มีเพื่อนสักเท่าไหร่ ทำให้เขามุ่งความสนใจในชีวิตไปที่เบสบอล เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทว่า ชีวิตของเด็กชาย จิมมี่ มันน่าเจ็บปวดกว่านั้น เพราะบิดาของเขาไม่เคยเข้าใจว่า เบสบอล คือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา บิดาเขา มองเป็นเพียงแค่การละเล่นของเด็ก  ๆ และไม่เคยไปดู เมื่อลูกชายของเขาลงแข่งขัน แม้ว่าเขาจำทำมันได้ดีมาก ๆ ก็ตาม

ซ้ำร้ายกว่านั้น บิดาของเขา เคยสั่งให้เขาย้ายบ้านขณะที่การแข่งขันในทีมโรงเรียนของเขากำลังไปได้ดี โดยไม่สนคำขอของเขาที่ต้องการจะตามไปสมทบทีหลัง

แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งเหล่านั้น ไม่สามารถพรากความรักของเขา ออกไปจากเบสบอล ได้เลย…แม้แต่น้อย

ผู้ใหญ่ไม่ลืมฝัน

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น บ้านของมอร์ริส ก็เลือกจะลงหลักปักฐานในเมืองที่ มอร์ริส เกิด ที่ บราวน์วูด มลรัฐเท็กซัส อีกครั้ง แน่นอน เมื่อได้ยินครั้งแรก จิมมี่ ดีใจมาก เขาวาดฝันถึงการได้เล่นเบสบอลชิงแชมป์มัธยมทั้งทัวร์นาเมนต์ ไว้อย่างสวยงาม แต่หลังจากนั้นเพียงแปปเดียว เขาก็ต้องฝันค้าง

บิดาของเขา ให้เขาเข้าเรียนที่ โรงเรียนมัธยมประจำเมือง ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ ไม่มีโปรแกรมเบสบอล นั่นหมายความว่า เขาจะไม่ได้เล่นเบสบอลอีกเลย

ถึงแม้จะเจ็บปวด แต่ จิมมี่ ก็ยังขอมีอนาคตเกี่ยวกับกีฬา เขาเลือกที่จะไปเล่นอเมริกันฟุตบอล แทนที่ และทำมันได้ดีทีเดียว ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์แชมป์มลรัฐได้สำเร็จ

หลังจบ มัธยมปลาย ในปี 1982 เขาเข้าดราฟต์ และถูกดราฟต์ โดย นิวยอร์ก แยงกี้ส์ แต่ก็แค่ดราฟต์ เพราะสุดท้าย เขาโดนปล่อยตัวไปโดยไม่ได้เล่นเลยในปีต่อมา ทำให้เขายังสามารถเข้าร่วมดราฟต์ได้อีกครั้ง และโดนดราฟต์โดย มิลวอกกี้ บรีเวอร์ส คราวนี้ เขาได้เซ็นสัญญา เพื่อลงไปเล่นใน ไมเนอร์ ลีก ระดับ A (ไมเนอร์ลีกสมัยนั้น จะมีระดับ. A, AAและ AAA คือสูงสุด)

ถึงแม้จะได้เว็นสัญญาเล่นกับทีมแต่เขาก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยครั้ง ทำให้หลังจากผ่านไป 4 ปี เขาก็ถูกปล่อยตัวทิ้ง ทั้งที่ยังไม่ได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเล่นในระดับ AA ด้วยซ้ำ

ถึงแม้ในปี 1989 เขาจะได้เช็นสัญญากับ ชิคาโก้ ไวท์ ซ็อกซ์ อีกครั้ง สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถขึ้นชั้นไปได้ และทำให้เขาต้องยุติเส้นทาง ณ ตอนนั้น ไว้แค่นั้น

เดินหน้าคว้าฝัน

จิม มอร์ริส ใช้เวลาอีก10 ปีต่อมา ในการเป็นอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนมัธยมปลาย เรแกน ซิตี้ ที่ที่ซึ่งเขาใช้ชีวิตร่วมกับ ภรรยาคนแรก คือ ลอร์รี่ และลูกชายวัย 9 ขวบ กับ ลูกสาว วัย 5 และ 1 ขวบ อยู่ร่วมกับ 5 คน

นอกจาก ครูวิทยาศาสตร์ แล้ว จิมมี่ ก็ยังรับหน้าที่เป็นโค้ช เบสบอล ให้ทีมโรงเรียนมัธยมแห่งนี้อีกด้วย

แน่นอน เขาไม่เคยลืมความฝัน ในการเป็นนักเบสบอลอาชีพ แม้อายุจะผ่านวัย 35 ปีมาแล้วก็ตาม 

ฤดูใบไม่ผลิปี 1999 เขาตบปากสัญญากับลูกทีมของเขาไว้ ว่าเขาจะเป็นนักเบสบอล ในเมเจอร์ลีกให้ได้ ถ้าทีมของเขาสามารถเอาชนะแชมป์เขตได้ และเรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อทีมมัธยมปลาย เรแกน ซิตี้ คว้าแชมป์เขตได้สำเร็จ ทั้งที่ไม่เคยได้มาเลยก่อนหน้านี้ ทำให้ชีวิตของ มอร์ริส ต้องกลับไปจับถุงมือ และ ลูกบอลอีกครั้ง

เขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับลูกทีม โดยก่อนอื่น เขาต้องไปปรับความเข้าใจกับครอบครัว ถึงแม้จะมีปากเสียงกันในช่วงแรก แต่ ลอร์รี่ ก็เข้าใจเขาในเวลาต่อมา และให้เขาเดินตามความฝันของตัวเองอีกครั้ง

จิมมี่ ได้เช็นสัญญาเข้าไปเล่นในไมเนอร์ลีก ระดับ A กับองค์กรของ แทมป้า เบย์ เดวิล เรย์ส (ที่ปัจจุบัน ใช้ชื่อว่า แทมป้า เบย์ เรย์ส) ในช่วงแรก แมวมองของทีมไม่สนใจเขา แต่สุดท้าย เหมือน องค์กรของ แทมป้า เบย์ จะเห็นอะไรบางอย่างในตัวเขา

มอร์ริส ในวัย 35 ปี กลับซ้อม และ เล่นได้อย่างปกติ ไม่มีอาการบาดเจ็บใด ๆ รบกวน เหมือนสมัยวัยรุ่น และมันน่าเหลือเชื่อที่ตอนนี้ เขากลับปาบอลได้ดีกว่าเดิม โดยเขาปาบอล แรงสุดถึง 98ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 157.72 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง เลยทีเดียว

ด้วยความเร็วบอลระดับนี้ ทำให้เขาได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ทีมระดับ AA ครั้งแรกในอาชีพ กับ ออร์แลนโด้ เรย์ และใช้เวลาอีกไม่นานสู่ทีมระดับ AAA กับ เดอร์แฮม บูลล์ส ซึ่งเป็นบันไดขั้นสุดท้ายก่อนที่ฝันของเขาจะเป็นจริง

สุดทางฝัน

18 กันยายน1999เป็นวันที่ จิม มอร์ริส ไม่มีทางลืมไปตลอดชีวิต เขาได้ลงสนามในเมเจอร์ลีก เกมแรกในชีวิต กับ แทมป้า เบย์ เดวิล เรย์ส โดยการถูกเปลี่ยนตัวลงไป และต้องเผชิญหน้ากับตัวระดับบิ๊กเนมอย่าง รอยซ์ เคลย์ตัน ที่ตอนนั้น ตีให้ เท็กซัส เรนเจอร์ส

ในวัย 36 ปี มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ เขาต้องเผชิญหน้ากับ แบตเตอร์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของ เรนเจอร์ส ในสมัยนั้น แต่เหนือความคาดหมายของทุกคน มอร์ริส ปา สไตรค์ เอาท์ ใส่ เคลย์ตัน ได้ในอินนื่งนั้น และนั่นเองที่ทำให้เขาไม่ถูกส่งกลับไปยังไมเนอร์ลีก

2 ฤดูกาลนับจากนั้น ชื่อของ จิม มอร์ริส ก็ถูกเอ่ยขึ้นในเกมที่ แทมป้า เบย์ เล่นเสมอ ๆ 

จนกระทั้ง 9 พฤษภาคม ปี 2000เขาก็ได้ลงเล่นเกมสุดท้ายใน เมเจอร์ลีก กับ แทมป้า เบย์ ที่สนาม แยงกี้ส์ สเตเดี้ยม ทีมแรกที่เคยคราฟต์เขาเข้ามา หลังจากนั้น เขาก็โดนปล่อยตัวออกจากทีม ถึงแม้จะได้โอกาสเซ็นสัญญากับ ลอสแองเจลิส ด็อดเจอร์ส แต่สุดท้าย เขาก็โดนตัดตัวออกช่วง สปริงแคมป์ อยู่ดี

แน่นอน ถึงเขาจะไม่ได้สัญญาระยะยาว และทำเงินทะลุหลักล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้เงินเป็นรายเกมที่ลงสนาม เกมละ 9,000-15,000 เหรียญสหรัฐ แต่ จิม มอร์ริส ก็มีความสุข อย่างที่สุด ที่ได้เป็นนักกีฬาในเมเจอร์ลีก เบสบอล เหมือนที่เขาวาดฝันไว้จนได้

ไม่มีคำว่าแก่เกินไป

ทีมเบสบอลในเมเจอร์ลีก 1 ทีม จะมีผู้เล่นลงสนามได้ไม่เกิน 25 คน ต่อเกม และ ในทีมหลังตัดตัวจะมีได้ไม่เกิน 40 คน

ทีมเบสบอลในเมเจอร์ลีก มีทั้งหมด 30 ทีม นั่นหมายความว่า จะมีผู้เล่นทั้งหมดราว 1,200 แต่ประชากรของ สหรัฐอเมริกา มีราว 300 ล้านคน นั่นหมายความว่า จะมี 1 คน จาก ราว 250,000 คนเท่านั้น ที่จะได้เป็นนักกีฬาในเมเจอร์ลีก เบสบอล

และชายวัย 36 ปี กลับทำความฝันของตัวเองสำเร็จทั้งที่มีโอกาส 0.0004%

ดังนั้นแล้ว มันจะมีอะไรเป็นไปไม่ได้อีกหรือ? มันจะมีอะไรแก่เกินไปอีกหรือ?

บางทีมันอาจจะมีจริง ๆ ก็ได้ แต่ ก่อนจะพูดคำว่า “แก่เกินไป” นั้น…คุณได้ทุ่มเท และ เต็มที่กับมันแล้วหรือยัง…

ได้ลองทำมันแล้วหรือยังครับ?



MOST POPULAR

RELATED POSTS

Feature

ซาราห์ โธมัส : เพราะความเท่าเทียมเป็นเรื่องปกติในสังคม

Mr.BOSTON

ระยะหลัง เราเห็นเรื่องราวของการเหยียด (Racism) ในกีฬามากขึ้น ล่าสุดก็เป็นประเด็นของ คาลิดู คูลิบาลี่ ในการแข่งขัน กัลโช เซเรีย อา แต่กระนั้น ไม่ใช่ว่า โลกกีฬา จะเต็มไปด้วยเรื่องราวแบบนั้น เรื่องราวดี ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจก็ยังคงมีอีกมาก

Story

Messi’s Argentina Moment: From first day until last(est) day

Mr.BOSTON

สำหรับเมสซี่แล้ว ความพ่ายแพ้ต่อฝรั่งเศสแล้ว นับว่ายังเป็นแผลสด ที่รอแห้งตกสะเก็ด และหายดีในความรู้สึกของเขา แต่มันไม่น่าใช่แผลที่ลึกที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญในฐานะนักฟุตบอลของทีมชาติอาร์เจนตินา

Feature

ลิโอเนล เมสซี่ : เรื่องราวที่น่ารู้ระหว่างทางจาก 1 ถึง 600

Mr.BOSTON

2 ประตูที่ยิงใส่ลิเวอร์พูล ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ ทำให้ ลิโอเนล เมสซี่ เป็นนักเตะคนที่ 7 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอล และเป็นคนที่ 2 ที่ยังคงเล่นอยู่ในตอนนี้ที่ยิงได้ครบ 600 ประตูตลอดอาชีพการค้าแข้ง ต่อจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังแนวรุกโปรตุกีส ที่เพิ่งแตะหลัก 600 ประตูไปเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนเมสซี่ 3 วันหลังทำประตูในเกม กัลโช่ เซเรีย อา ใส่อริอย่าง อินเตอร์ มิลาน และพา ยูเวนตุส แชร์แต้มไปได้ด้วยสกอร์ 1-1