เจอร์รี เคราส์ : ผู้ให้กำเนิด สรรค์สร้าง และ ทำลาย ชิคาโก บูลส์ ในคนคนเดียว

19 May 2020
556 VIEWS

สำหรับคนที่ดู “เดอะ ลาสต์ แดนซ์” จบแล้วคงไม่มีทางไม่รู้จักชายที่ชื่อ เจอร์รี่ เคราส์ ผู้จัดการทั่วไปที่ถูกกำหนดให้เป็นเหมือน “ตัวร้าย” ในสารคดีเรื่องราวฤดูกาลสุดท้ายของหนึ่งในไดนาสตีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งวงการบาสเก็ตบอล เอ็นบีเอ กับเรื่องราวของ ไมเคิล จอร์แดน และทีม ชิคาโก บูลส์ ในฤดูกาล 1997-98 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของ “บิ๊กทรี” ทั้ง เอ็มเจ, สก็อตตี พิพเพน และ เดนนิส ร็อดแมน รวมไปถึง โค้ช ฟิล แจ็คสัน กับทีมดังทีมนี้

สำหรับแฟนบาสฯ ของทีม บูลส์ แล้ว เคราส์ เปรียบเสมือน “มารร้าย” ที่ทำให้ “พระเจ้า” ของพวกเขาต้องเลิกเล่นก่อนกำหนดหลังปี 1998 และหลังจากนั้นทีมดังจากเมืองชิคาโกแห่งนี้ ไม่เคยประสบความสำเร็จในวงการบาสเก็ตบอล เอ็นบีเอ อีกเลยจวบจนปัจจุบัน ชาว “เมืองแห่งสายลม” โกรธแค้น และ สาปแช่ง เคราส์ ไปจนถึงวันสุดท้ายในชีวิตของเขาเมื่อ 21 มีนาคม 2017 หลังจากนั้นเขาถึงได้รับการให้อภัยจากชาวเมืองส่วนใหญ่ในวันนั้นเอง

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของ เคราส์ ที่ปรากฏใน “เดอะ ลาสต์ แดนซ์” ออกจะทำร้ายเขาอยู่บ้าง และน่าเสียดาย ที่สารคดีชุดนี้ไม่มีโอกาสให้เขาได้แก้ตัวเลย เพราะในวันที่ เจสัน เฮฮีร์ เริ่มติดต่อเพื่อไปนั่งคุยกับบรรดาสตาร์ดังของ บูลส์ ที่สร้างตำนาน “ดับเบิล ทรี-พีต” นั้น เคราส์ ก็ได้ลาโลกไปแล้ว…

ทุกเรื่องราวต้องมี “ข้อพิพาท” ทุกเรื่องเล่าต้องมี “ตัวร้าย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวในโลกล่วงเป็นเช่นนั้น เราอยู่ร่วมกันด้วยข้อพิพาทมากมาย แม้กับคนรัก ครอบครัว หรือ เพื่อนฝูง ก็อาจจะมีปากเสียง ทะเลาะกัน หรือบ้างก็แตกหักกันไปเลยก็ได้ ไม่ต่างกับเรื่องราวใน เดอะ ลาสต์ แดนซ์ ของบรรดานักกีฬาทีมชิคาโก บูลส์ กับ เจอร์รี่ เคราส์ ที่อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกัน บ้างก็ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม และทั้งหมดทั้งมวลก็กลายมาเป็นการแยกย้ายของทุกคนหลังฤดูกาล 1998

จริง ๆ สำหรับแฟน ๆ ชิคาโก บูลส์ แล้ว ความผิดจากการ “ทีมแตก” ในครั้งนั้น ถูกโยนให้ เจอร์รี เคราส์ เป็นคนแบกรับไว้เพียงคนเดียวตั้งแต่ก่อนมีสารคดีชุดนี้แล้ว และเมื่อสารคดีฉายออกมา ความผิดบาปของเคราส์ ก็ดูหนักหนาขึ้นเมื่อมันถูกถ่ายทอดจากบรรดาคนในทีมเอง ทั้ง โค้ชฟิล แจ็คสัน, ไมเคิล จอร์แดน หรือแม้แต่คนที่พิพาทโดยตรงกับเขาอย่าง สก็อตตี พิพเพน ด้วย

ดังนั้นแล้วจึงไม่แปลกที่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เข้าใจคนในทีมทั้งหมด และนั่นก็นำมาสู่รอยร้าวลึกจนยากจะแก้ไข แต่ในความจริงแล้ว เมื่อย้อนเวลากลับไปตอนนั้น เจอร์รี เคราส์ ก็พยายามเลือกสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดให้ทีมแล้วเช่นกัน หากแต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันเลวร้าย ความผิดบาปทั้งหมดจึงตกอยู่ที่เขาเป็นธรรมดาและมันก็คงหนีไม่พ้นที่เขาจะกลายเป็น “ตัวร้าย” ในสายตาแฟน ๆ ไปโดยปริยาย

ถึงแม้จะเป็นผู้ทำลาย แต่ก็เป็นผู้สร้างอยู่ดี

แต่ถ้าจะบอกว่า เคราส์ เป็นผู้ทำลายทีม ชิคาโก บูลส์ ชุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียวก็ออกจะเลวร้ายเกินไป เพราะอย่างน้อยที่สุดเขาก็เป็นผู้สร้างมันขึ้นมาอยู่ดี เขาเป็นคนดราฟต์ ไมเคิล จอร์แดน เองกับมือ เป็นคนที่โทรไปคุยกับ ซีแอตเทิล ซูเปอร์โซนิค เพื่อขอเทรดจนกลายเป็นการได้ตัว สก็อตตี พิพเพน มาจากการดราฟต์ เขายังเป็นคนตัดสินใจเช็นสัญญา เดนนิส ร็อดแมน ด้วย แม้จะได้รับการชักจูงจากผู้ชาวยของเขาก็ตาม แต่อย่าลืมว่าถ้าเขาไม่ “เซย์ เยส” ร็อดแมน ก็ไม่มีทางจะได้มาเล่นที่ ชิคาโก เลย

แม้สุดท้าย ทีมชิคาโก บูลส์ ที่เขาเพียรสร้างมาตั้งแต่วันแรกที่เขารับตำแหน่งในปี 1985 จะพังลงหลังจากนั้นอีก 13 ปีให้หลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แชมป์ทั้ง 6 สมัยของทีมแห่งนี้ มีเขาเป็นส่วนหนึ่ง และเขาเองก็สมควรได้รับเครดิตเช่นกันจากการสร้างทีมขึ้นมา อาจจะไม่มากเท่านักกีฬาที่ลงสนาม หรือ โค้ชที่วางแผน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่เกิดขึ้นเหมือนกัน

โหดร้ายเกินไปถ้าจะบอกว่าทั้งหมดเป็นเพราะ “เคราส์”

ในฐานะ “ผู้จัดการทั่วไป” หรือ “จีเอ็ม” มันมีทางเลือกไม่มากนักให้ เจอร์รี เคราส์ เลือกในการบริหารจัดการทีมในกีฬาอเมริกัน ที่ใช้ระบบเพดานค่าจ้างในการทำทีม นั่นคือ ทุกทีมจะถูกลีกกำหนดงบประมาณในการทำทีมไว้อย่างเท่าเทียมกัน หาใช่แบบฟุตบอลที่ใครใคร่ซื้อก็ซื้อ จะทุ่มเงินเท่าไหร่ก็ทุ่มไป ดังนั้นนอกจากจะคิดเรื่องสร้างทีมที่ยอดเยี่ยมแล้ว ตำแหน่ง “จีเอ็ม” ต้องบริหารจัดการเรื่องเพดานค่าจ้างให้ดีด้วย

สิ่งที่ “เดอะ ลาสต์ แดนซ์” บอกกับเราในตอนที่ 2 คือ สก็อตตี พิพเพ่น ได้รับค่าจ้างไม่คุ้มกับฝีมือที่เขาเล่น เขาได้รับค่าจ้างเป็นอันดับที่ 122 ของนักบาสเก็ตบอลของ เอ็นบีเอ ทั้งลีก แต่สารคดีนั้นไม่ได้บอกกับเราว่า ไมเคิล จอร์แดน รับค่าจ้างในปีนั้นถึง 33,140,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,061 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากกว่า เพดานเงินเดือนของลีกในปีนั้นที่ตั้งไว้ที่ 27 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยซ้ำ

ซึ่งอันที่จริงแล้ว ค่าจ้างของ จอร์แดน คนเดียวมากกว่าค่าจ้างของทีมอื่น ๆ ทั้งทีมอีกถึง 19 ทีมในลีก และแน่นอนว่า ค่าจ้างของทีม บูลส์ ในปีนั้นแพงที่สุดถึงกว่า 61 ล้านเหรียญสหรัฐ เจอร์รี เคราส์ ต้องคอยแก้ปัญหาการจ่ายเงินเดือนที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของลีกเกือบ 2 เท่า มันจึงเป็นที่มาของการพยายามล้างทีมและสร้างใหม่ตลอด 3 ปีหลังจนกลายเป็นรอยร้าวและจุดสิ้นสุดของ ชิคาโก บูลส์ หลังปี 1998 นั่นเอง

ใคร ๆ ก็ไม่รัก “เคราส์” ?

อย่างที่ได้เล่าไปว่า แฟน ๆ ในเมืองชิคาโก บางส่วนเพิ่งยอมให้อภัย เจอร์รี เคราส์ ในวันที่เขาจากโลกไป เพราะหลังจากที่ทีมชิคาโก บูลส์ แตกหลังจากปี 1998 ทีมแห่งนี้ไม่เคยสัมผัสกับความสำเร็จอีกเลย อันที่จริงจะเข้าเพลย์ออฟยังยากเลยด้วยซ้ำ แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ผู้สันทัดกรณี และรวมไปถึง เจอร์รี แรนส์ดอร์ฟ เจ้าของทีมเอง ไม่เคยโทษ เคราส์ และไม่ได้ปลดเขาออกจากตำแหน่งจนเขารีไทร์ตัวเองไปในปี 2003 

เหตุผลที่เป็นแบบนั้นเพราะพวกเขาเข้าใจความจำเป็น และ สิ่งที่ เคราส์ ทำ แม้บางครั้งมันจะเต็มไปด้วย “อีโก้” และการตัดสินใจที่อาจจะไม่ถูกใจใครหลาย ๆ คน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยหน้าที่แล้ว เขามีทางเลือกให้ตัดสินใจแค่นั้น ทั้งการไม่ปรับปรุงสัญญากับ พิพเพน เพราะเพดานค้าจ้างของทีมล้นจนทะลัก หรือ ความต้องการในการล้างทีมใหม่หลังปี 1998 เพราะแบกรับเพดานค่าใช้จ่ายไม่ไหวอีกต่อไป เหตุผลเหล่านี้เป็นเรื่องเข้าใจได้ทั้งหมด

ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่ แรนส์ดอร์ฟ ไม่ได้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง เพราะการบริหารงานทีมกีฬาในสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เรื่องง่าย และที่ยากกว่าคือบริหารมันให้ประสบความสำเร็จ จนยิ่งใหญ่กลายเป็นไดนาสตี…ซึ่งเคราส์ ก็เคยทำมันได้แล้วไม่ใช่หรือ?

การบริหารงานที่ไม่ถูกใจลูกน้อง คงจะบอกว่าเป็นผู้บริหารที่ดีไม่ได้เต็มปาก แต่อย่างน้อย เจอร์รี เคราส์ ก็เป็นผู้บริหารที่พาองค์กรประสบความสำเร็จได้ แม้หลายคนจะโต้แย้งว่า ทั้งหมดเป็นเพราะ ไมเคิล จอร์แดน แต่ก็ย่าลืมว่า เขาเองไม่ใช่หรือ ที่ดราฟต์จอร์แดนมาสู่ทีม

แม้จะไม่ใช่ผู้บริหารที่ดี แต่มันก็โหดร้ายเกินไปถ้าจะบอกว่า เขาไม่สมควรได้รับเครดิตจากสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น…