จาก “ดาวเด่น” กลายเป็น “ดาวร้าย”

โชคชะตาคือสิ่งหนึ่งในชีวิตที่คิดจะเล่นตลกกับเราอยู่เสมอ บางทีมันอาจนำพาให้เรากลายเป็น ดาวเด่นคนสำคัญที่ผู้คนต่างรู้จักและหลงรักได้เพียงชั่วเวลาข้ามคืน แล้วมันก็ยัดเหยียดความเป็น ดาวร้ายที่ผู้คนต่างเกลียดชังและสาปส่งให้เราได้เพียงข้ามวัน

เหมือนอย่างเช่นเรื่องราวชีวิตของ จาง ฮยอน ซูปราการหลังพันธุ์แกร่งวัย 27 ปี ทีมชาติเกาหลีใต้ และสโมสร เอฟซี โตเกียว

ย้อนกลับไปปี 2014 ในฟุตบอลเอเชี่ยนเกมส์ที่ประเทศเกาหลีใต้ เจ้าของสมัญญานามที่ถูกตามเรียกว่า โสมขาวหมายหมั่นปั้นมือเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องคว้า เหรียญทอง” มาครอบครองให้ได้ในฐานะเจ้าถิ่น และจะเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี หลังจากครั้งล่าสุดที่เคยได้เหรียญทองต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 1986 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพเช่นกัน

เกาหลีใต้จัดแจงส่งผู้เล่นในระดับอายุไม่เกิน 23 ปีที่ดีที่สุด รวมทั้งจัดผู้เล่นทีมชาติชุดใหญ่ที่มีประสบการณ์ในโควต้าอายุเกิน 23 ปีอีก 3 คน เพื่อช่วยประครองทีม ได้แก่ พาร์ค จู โฮ แบ็คซ้ายผู้มีประสบการณฺบนเวทีบุนเดสลีกาของเยอรมันอย่างโชกโชน, คิม ชิน วุค ดาวยิงร่างยักษ์ และ คิม ซึง กิว ผู้รักษาประตูจอมหนึบ

ทว่าคนที่ถูกเลือกให้สวมปลอกแขนเป็น กัปตันทีมหรือผู้นำภายในทีม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญอย่างยิ่งกลับไม่ใช่กลุ่มนักเตะอายุเกิน 23 ปี แต่เป็น จาง ฮยอน ซูปราการหลังผู้แข็งแกร่ง

โดยตลอดทัวร์นาเมนท์ จาง ฮยอน ซู ทำผลงานในฐานะกัปตัน และปราการหลังของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ทีมไม่เสียประตูเลยตลอดทั้งทัวร์นาเมนท์ รวมทั้งเป็นผู้รับหน้าที่สังหารจุดโทษสำคัญตัดสินเกมทั้งในเกมที่พบกับญี่ปุ่นในรอบควอเตอร์ไฟนอล และไทยรอบรองชนะเลิศ กระทั่งพาทีมคว่ำคู่แค้นร่วมสายเลือดอย่างเกาหลีเหนือในรอบชิงชนะเลิศคว้าเหรียญทองมาครอบครองได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

จาก บทบาทที่สำคัญในการพาทีมคว้าเหรียญทองมาครอบครองได้ ทำให้ จาง ฮยอน ซู กลายเป็นดาวเด่นที่ได้รับการจับตามองของวงการฟุตบอลเกาหลีใต้ และถูกคาดหมายให้ก้าวขึ้นมาเป็นแนวรับคนสำคัญของทีมชาติชุดใหญ่

และที่สำคัญที่สุดจากการได้เหรียญทอง มันคือสิทธิ์ในการไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลา 21 เดือนตามกฎหมายของเกาหลีใต้ แค่เพียงต้องฝึกเบื้องต้น 4 สัปดาห์ และทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะ 544 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลามากกว่า 34 เดือน

ดูแล้วเส้นทางชีวิตของ จาง ฮยอน ซู น่าจะราบเรียบสวยงาม เพราะหลังจากนั้นเจ้าตัวก็เป็นปราการหลังตัวหลักที่ถูกเรียกติดทีมชาติมาโดยตลอด ทั้งชุดเอเชี่ยนคัพในปี 2015 รวมถึงสวมปลอกแขนกัปตันทีมชุดโอลิมปิกส์ที่บราซิลในปี2016  และล่าสุดในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย

ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกกับชีวิตของเขา และพรากความป็นดาวเด่นที่เคยมอบให้กับ จาง ฮยอน ซู เพียงข้ามคืน หายวับไปกับตา แล้วยัดเยียดความเป็นดาวร้ายให้แก่เจ้าตัวเพียงข้ามวันทันทีที่มีการเปิดเผยว่าดาวเตะวัย 27 ปี ปลอมแปลงเอกสารหลักฐานการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะของตนเอง ซึ่งเจ้าตัวเลือกการสอนฟุตบอลให้กับเด็ก ๆ ตามโรงเรียน

โดย จาง  ฮยอน ซู แจ้งกับทางการพร้อมส่งหลักฐานว่าตัวเขาได้ทำกิจกรรมบำเพ็ญประประโยชน์เพื่อสังคมไปแล้ว 196 ชั่วโมง ในเดือน ธันวาคม ปี 2017 แต่กิจกรรมที่เขาอ้างว่าได้ทำในเวลา และสถานที่ดังกล่าวนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมีพายุหิมะตกอย่างหนักเมื่อเปรียบเทียบกับรูปถ่ายในสถานที่และช่วงเวลาเดียวกัน รวมทั้งรูปถ่ายที่ปราการหลังวัย 27 ปี ใช้เป็นหลักฐานการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะก่อนหน้านี้ก็ไม่สารถระบุวันที่ได้ และอาจจะทำขึ้นภายในวันเดียวทั้งหมด

ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการเกณฑ์ทหารระบุว่าผู้ที่ปลอมแปลงบันทึกการให้บริการชุมชนจะได้รับคำเตือน และขยายระยะเวลาการให้บริการเดิมเป็นเวลา 5 วัน

แต่ที่รุนแรงกว่าคือโทษทางฟุตบอล เมื่อสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ตัดสินใจยุติชีวิตการรับใช้ทีมชาติเกาหลีใต้ของ จาง ฮยอน ซู ด้วยโทษแบนตลอดชีวิต หยุดสิถิติไว้ที่ 58 นัด 3 ประตูพร้อมปรับเงินอีก 30ล้านวอน

ผมรู้สึกละอายเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ผมจะกลับไปทำหน้าที่ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน

ถ้อยคำเอื้อนเอ่ยถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผิดหวังในสิ่งที่ทำลงไปของปราการหลังดาวเด่นที่กลายเป็นดาวร้ายในสายตาแฟนบอล ณ ขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

บางทีในอนาคตหากสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย จาง ฮยอน ซู  อาจได้รับการยกเลิกโทษทัณฑ์ที่ได้รับ และกลับมารับใช้ทีมชาติเกาหลีใต้อีกครั้ง แต่นั่นคงไม่ใช่ในเร็ว ๆ นี้ที่ทีมโสมขาวมีทัวร์นาเมนท์สำคัญรออยู่นั่นคือฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ

เมื่อไม่มี จาง ฮยอน ซู มันก็จะส่งผลกับทีมชาติเกาหลีใต้ไม่น้อย เพราะปราการหลังวัย 27 ปีถือเป็นเซ็นเตอร์แบ็คตัวหลักที่ถูก เปาโล เบนโต กุนซือชาวโปรตุเกสเลือกใช้งานในเกมอุ่นเครื่องเมาตลอด 4 เกม นับตั้งแต่ที่เข้ามารับงานเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นการเตรียมทีมก่อนสู้ศึกเอเชี่ยนคัพในช่วงต้นปีหน้า การไม่มีปราการหลังตัวแกร่งมากประสบการณ์ก็เป็นการบ้านข้อใหญ่ที่กุนซือชาวโปรตุเกสต้องรีบแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับทีมโสมขาว

แต่สิ่งที่น่ายกย่องคือการตัดสินใจของสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ ที่กล้าลงดาบดาวเตะคนสำคัญของทีม โดยไม่กลัวว่าทีมจะได้รับผลกระทบมากเพียงใด เพราะมันเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับกฎระเบียบ และวินัยมากแค่ไหน  ไม่มีใครอยู่เหนือกฎไปได้แม้จะเก่งหล้าสามารถแค่ไหนก็ตาม