‘เจลีก New Normal’ กลับมาครั้งนี้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง | by RONIN

21 June 2020
60 VIEWS

หลังต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่หรือไวรัสโควิด-19 จนทำให้ต้องห่างหายการแข่งขันมานานกว่า 4 เดือนเต็ม ในที่สุดฟุตบอลเจลีกก็จะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในสุดสัปดาห์นี้แล้วนะครับ

แม้ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์จะมีข่าวคราวการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 ของ 2 แข้งทีม นาโงยะ แกรมปัสเอส อย่าง มู คะนะซะกิ และ มิทเชล ลังเจรัค จนมีความกังวลเล็กๆว่าจะมีการเลื่อนการแข่งอีกหรือไม่ ทว่าก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการกลับมาแข่งขันของ เจลีก พร้อมคลอดโปรแกรมการแข่งขันออกมาตามกำหนดการเช่นเดิม

โดยโปรแกรมการแข่งขันที่ออกมา จะแข่งขันกันจนครบทุกแมทช์ตามเดิมทั้ง เจลีก 1 , เจลีก 2 และเจลีก 3 โดยลีกรองอย่าง เจลีก 2 และ เจลีก 3 จะกลับมาคิกออฟกันก่อนในสุดสัปดาห์นี้ 27 มิ.ย. ส่วน เจลีก 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุด จะกลับมาคิกออฟกันในสุดสัปดาห์ถัดไปคือ 4 ก.ค.

ทว่าการกลับมารีสตาร์ทครั้งนี้ของฟุตบอล เจลีก คงไม่ใช่ภาพการแข่งขันที่เราคุ้นตากันมาหลายต่อหลายปีครับ

นั่นเพราะเจลีกต้องกำหนดแนวทางในการแข่งขันรูปแบบใหม่ หรือผมขอเรียกให้เข้ากับยุคสมัยว่า New Normal เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และให้ผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอล เจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่แฟนบอลเอง ได้รับความปลอดภัยสูงสุดจากการกลับมาแข่งขันในช่วงที่แม้สถานการณ์จะผ่อนคลายลง แต่ก็ยังไม่น่าวางใจ คือไม่เป็นปกตินั่นเอง

จะว่าไปก็คงเหมือนดังเช่นที่ฟุตบอลลีกของประเทศอื่นๆ ทั้งในยุโรป หรือเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งกลับมาแข่งขันก่อนหน้านี้ได้ทำ

สำหรับข้อกำหนดในการแข่งขันรูปแบบใหม่ของเจลีกนั้นจัดทำขึ้นภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ซึ่งเจลีกและลีกเบสบอลอาชีพของญี่ปุ่นได้ร่วมกันหารือมาโดยตลอดภายหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนทำให้ลีกกีฬาทั้งสองต้องหยุดการแข่งขัน ซึ่งดูแล้วมาตรการที่ออกมาก็มีความใกล้คียงกับลีกฟุตบอลอื่นๆที่กลับมาแข่งขันกันก่อนหน้านี้

มาตรการที่ออกมามีมากกว่า 70 หน้า มีทั้งความเข้มข้นในการตรวจ PCR Test และกฎใหม่ๆสำหรับนักฟุตบอล และเจ้าหน้าที่ทีมที่ต้องปฏิบัติทั้งในการซ้อม และการเดินทางไปแข่งขัน

เจลีกมีการจัดตั้งศูนย์ทดสอบแบบครบวงจรที่รู้จักในชื่อ JCTC โดยนักฟุตบอล เจ้าหน้าที่ หรือกรรมการ จะต้องผ่านการทดสอบ PCR และมีผลเป็นลบถึงจะเข้าร่วมการแข่งขันได้ ซึ่งในระหว่างฤดูกาลกำหนดให้มีมีการตรวจนักฟุตบอล ทีมงานสต๊าฟ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในทุก 2 สัปดาห์

ในส่วนของเกมการแข่งขัน พิธีการส่วนใหญ่ก่อนเริ่มการแข่งขัน เช่น การแสดงธงสโมสร การสัมผัสมือ และการแลกธงสโมสรระหว่างกันจะไม่เกิดขึ้น รวมทั้งการถ่ายภาพหมู่ระหว่างนักฟุตบอลหรือสต๊าฟโค้ชจะยืนห่างกันอย่างน้อย 2 เมตร ในระหว่างการแข่งขัน จะไม่มีการสัมผัสมือ กอด หรือแลกเปลี่ยนเสื้อ รวมทั้งเว้นระยะห่างในการแสดงความดีใจเมื่อทำประตูได้ และจะไม่มีการใช้ขวดน้ำร่วมกัน การเปลี่ยนตัวผู้เล่นสามารถเลี่ยนได้ 5 คน โดยสามารถเปลี่ยนได้ 3 ครั้ง

นอกจากข้อกำหนดในการแข่งขันแล้ว ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับแฟนบอลก็มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ

โดยเจลีกจะไม่อนุญาตให้แขวนป้ายแบนเนอร์หรือธงต่างๆจากแฟนบอล เพื่อลดการติดต่อระหว่างแฟนบอลและเจ้าหน้าที่ของแต่ละสโมสร ดังที่ มิตซูรุ มูราอิ ประธานเจลีกเผยถึงการตัดสินใจดังกล่าวว่า การรับธงหรือแบนเนอร์จากแฟน บอลจะกลายเป็นคำถามทันที่ว่ามันถูกฆ่าเชื้อโรคหรือไม่ เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่ก็หวังว่าแฟนบอลจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของความปลอดภัย

นอกจากนั้นดูเหมือนเจลีกจะมีความพยายามในการพาแฟนบอลกลับเข้าสู่สนามให้ได้เร็วที่สุด

โชจิ ฟูจิมุระ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของผู้ที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายที่เกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ของเจลีก เปิดเผยว่า เจลีกต้องการที่จะให้แฟน ๆ เข้าสู่สนามให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และกำลังกำหนดจำนวนสูงสุดของแฟนบอล และสโมสรสามารถดำเนินการได้ตามจำนวนดังกล่าว

แม้ในช่วงแรกของการรีสตาร์ทแฟนบอลจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชมเกม แต่คาดว่าแฟนบอลจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาในสนามได้ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. แต่จำกัด จำนวนสูงสุด 5,000 คน ในแต่ละสนามจนกระทั่งถึงสิ้นเดือน ก.ค. เป็นอย่างน้อย โดยเน้นย้ำให้รักษาระยะห่างอย่างน้อยหนึ่งเมตร

ทั้งนี้แต่ละสโมสรสามารถตัดสินใจได้ว่าจะขายตั๋วชมเกมให้กับแฟนบอลทั่วไปหรือเฉพาะผู้ที่ถือตั๋วปี และสมาชิกเมมเบอร์ของทีมเท่านั้น โดยแฟนบอลจะถูกขอไม่ให้เดินทางไปในเกมนอกบ้านเพื่อลดการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน ซึ่งหากอัตราการติดเชื้อในญี่ปุ่นลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดการเข้าสนามของแฟนบอลเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของความจุสนามนั้นๆ และสโมสรเจ้าบ้านจะได้รับอนุญาตให้กำหนดสัดส่วนสำหรับแฟนบอลทีมเยือน แต่กระนั้นการดำเนินการดังกล่าวจะต้องสอดคล้องและเป็นไปตามข้อบังคับท้องถิ่นและจังหวัดของสโมสรนั้นๆด้วย

แฟนบอลจะถูกขอให้อยู่ในที่นั่งของตัวเองระหว่างการแข่งขัน และงดร้องเพลง ปรบมือ หรือโบกผ้าพันคอหรือใช้โทรโข่ง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้สโมสรสามารถเติมเต็มที่นั่งที่ว่างเปล่าได้ด้วยกระดาษแข็งหรือสแตนดีบอร์ดรูปแฟนบอล เหมือนที่หลายสโมสรในยุโรปทำไปแล้ว

ส่วนสื่อมวลชนที่ทำข่าวเจลีกเองก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันในข้อกำหนดใหม่นี้ โดยเจลีกกำหนดจำนวนสูงสุดของสื่อมวลชนแขนงต่างๆที่จะเข้าสนามเอาไว้ โดยนักข่าวหรือคอลัมนิสต์เข้าสนามได้ไม่เกิน 25 คน , ช่างภาพไม่เกิน 16 คน และช่องทีวีไม่เกิน 7 คน ซึ่งทุกคนจะต้องวัดไข้หรืออุณหภูมิร่างกายตัวเองทุกวันช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเกมการแข่งขัน

สื่อมวลชนจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องทำงาน แต่จะต้องไปยังที่นั่งของตัวเองทันทีหลังลงทะเบียน และแม้ผู้เล่นจะวิ่งไปแสดงท่าทางดีใจตรงไหนของสนาม ช่างภาพก็จะไม่ได้รับอนุญาติให้ออกจากพื้นที่ของตัวเองเพื่อติดตามไปถ่ายภาพได้

การแถลงข่าวหลังการแข่งขันจะทำผ่านแอพพลิเคชั่น Zoom ซึ่งจะมีผู้จัดการทีม และผู้เล่น 2 คนจากแต่ละทีมมาตอบคำถามหรือให้สัมภาษณ์ แต่จะมีเวลาจำกัด เนื่องจากสื่อมวลชนจะต้องออกจากสนามหนึ่งชั่วโมงหลังจากจบเกม

นั่นคือข้อกำหนดของรูปแบบการแข่งขันใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งจะใช้กับการแข่งขันฟุตบอลเจลีกฤดูกาลนี้

แม้ข้อกำหนดที่ออกมาอาจจะทำให้ฟุตบอลเจลีกดูแปลกตาไปจากเคย และสูญเสียอรรถรสความมันส์ในการแข่งขัน รวมทั้งการเชียร์ไป แต่สิ่งที่ได้คืนกลับมาก็คือลมหายใจของฟุตบอลญี่ปุ่นที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งบนพื้นหญ้า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงไม่น่าไว้วางใจครับ