ฤาธันวาคมจะเป็นจุดเริ่มต้นต่อยอดความสำเร็จแบบต่อเนื่องของลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล
15 December 2019
1,212 VIEWS

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เจอโจทย์สุดหินเตะ 9 แมตช์ในทุกถ้วยเดือนธันวาคม 2019 อันเสมือนเป็น “ทุกขลาภ” สู่เส้นทางแห่งความสำเร็จที่โหยหามายาวนาน 30 ปีในถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษ และถ้วยที่ถวิลหามาตลอดกาลกับเกียรติยศ แชมป์สโมสรโลกที่ทำไม่สำเร็จเสียทีในทุก “ฟอร์แมต” การแข่งขัน

เยอร์เกน คลอปป์ และลูกทีมทำสำเร็จ 100% ไปแล้วกับ 4 เกมแรกที่ชนะเอฟเวอร์ตัน 5-2, ชนะบอร์นมัธ 3-0, ชนะซัลซ์บวร์ก 2-0 และล่าสุดปราบวัตฟอร์ด 2-0 จนทะลุเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปป้องกันแชมป์ UCL และทิ้งอันดับ 2 พรีเมียร์ลีก เลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนจะเจอกันเองหลังคริสต์มาส 10 คะแนนเต็ม

ทั้งนี้โปรแกรมการแข่งขันที่เหลืออีก 6 เกมในเดือน ธ.ค.ประกอบไปด้วย:

18 ธ.ค.แอสตัน วิลล่า (a) ลีกคัพ ที่จะใช้ทัพนักเตะชุดที่ 2 ลงแข่งขัน

19 ธ.ค. มอนเตอร์เรย์ (แข่งที่ การ์ตา) คลับ เวิลด์ คัพ

21 ธ.ค.นัดสุดท้าย คลับ เวิลด์ คัพ

27 ธ.ค.เลสเตอร์ (a) พรีเมียร์ลีก

29 ธ.ค.วูลฟ์ส (h) พรีเมียร์ลีก

จะว่าไปแล้ว ถ้วยลีก คัพ รอบควอเตอร์ไฟนอล แม้จะมีความสำคัญ แต่ก็ทำใจได้ในเกมเยือนวิลล่า ปาร์ค แต่คลับ เวิลด์ คัพ ที่หากผ่านแชมป์โซนคอนคาเคฟจากเม็กซิโก มอนเตอร์เรย์ พวกเค้ามีสิทธิ์ต้องเจอ ฟลาเมงโก ยอดทีมในตำนานจากบราซิล แชมป์อเมริกาใต้ที่เคยประหมัดกันมาแล้วแพ้ยับในการชิงชัยถ้วยใบนี้เมื่อครั้งกระโน้น ค.ศ.1981 ซึ่งลิเวอร์พูล ลงเตะรายการนี้อย่างเป็นทางการครั้งแรก 0-3 

แล้วจึงกลับมาเจอ เลสเตอร์ คู่แข่งที่ดีที่สุดในลีกซีซั่นนี้ อันถือเป็นเดือนแห่งความทรหด เก๋า และต้องการวางแผนแบบแยบยล เช่น การใช้โค้ช ยู-23 นีล คริตช์ลีย์ นำหน้าที่คุมทีมเยาวชนนำโดยนักเตะอย่าง ไรอัน บรูว์สเตอร์, เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, ฮาร์วีย์ เอลเลียต หรือเคอร์ติส โจนส์ ในศึกคาราบาว คัพ

หรือจะนำนักเตะชุดใหญ่ไปกาตาร์ไม่เกิน 23 คน ซึ่งก็คือ นำไปเท่าที่จำเป็นกับ 2 แมตช์ชิงแชมป์สโมสรโลกเท่านั้น

อย่างไรก็ดี แม้จะดูเหมือนยาก แต่เมื่อผ่านมาเกือบครึ่งทาง หงส์แดงจัดสถิติไปแล้ว 100%

ลิเวอร์พูล

#2สัปดาห์ที่ยอดเยี่ยมในเดือนธันวาคม

เกมระหว่าง จ่าฝูง vs.บ๊วย จบลงแบบควรจะเป็นหลังลิเวอร์พูล ฉกฉวยได้ 2 ประตูจากความสามารถของ โม ซาลาห์ ขณะที่วัตฟอร์ด แสดงให้เห็นว่า ทำไมฤดูกาลนี้จึงยิงได้เพียง 9 ประตูจาก 17 นัดหลังพลาดโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่าในเกมนี้ที่แอนฟิลด์ซึ่งเจ้าถิ่นเก็บคลีนชีตได้เป็นครั้งแรก

ครับ ลิเวอร์พูลน่าจะสบายใจอย่างที่สุดก่อนบินไปเตรียมตัวเตะบอลสโมสรโลกที่กาตาร์วันอาทิตย์เพื่อเกมแรกวันพุธหลังรองจ่าฝูง เลสเตอร์ ซิตี้ ทำได้แค่เสมอในบ้านให้นอริช 1-1

แต้มห่างกระจาย 10 คะแนน และทิ้งขาดแชมป์เก่า แมนฯซิตี้ 17 แต้มก่อนลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลาร์ เตรียมตัวเยือน อาร์เซนอล ในศึกซูเปอร์ซันเดย์คู่สุดท้าย

อย่างไรก็ดี และเหมือนที่โปรยเอาไว้ในพารากราฟแรกนะครับว่า เกมแรกหลังต่อสัญญาออกไปถึง ค.ศ.2024 ไม่ได้ง่ายนักกับ เยอร์เกน คลอปป์ และเป็นอีกโจทย์ที่ลิเวอร์พูลพานพบเจอ

แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ไม่ว่าจะด้วย “แท็คติกส์” ใด หรือ “เหตุผล” อย่างไร ลิเวอร์พูลเก็บ 3 แต้มได้สำเร็จ:

1.เล่นระบบ 4-2-3-1 ใช้ เฮนโด้ กับไวจ์นัลดุม ยืน “2” คู่กลาง และ double pivots ขณะที่ “3” ใช้ ชาคิรี-เฟียร์มิโน-มาเน่ และมี “1” ซาลาห์ เป็นกองหน้าโดยต้องใช้ โจ โกเมซ ลงมาแทน เดยัน ลอฟเรน เป็นคู่หู เวอร์จิล ฟาน ไดต์

2.ระบบนี้นอกจากจะเพื่อตัวผู้เล่น 11 คนแรก เช่น ชาคิรี แล้ว แต่ก็เพื่อชนระบบของ ไนเจล เพียร์สัน เช่นเดียวกันที่ใช้ ทรอย ดีนีย์ เป็นหัวอก และมีตัวอย่าง เดอโลเฟว-ดูคูเร่-ซาร์ เรียงจากซ้ายไปขวาคอยสนับสนุน และมี 2 มิดฟิลด์ตัวโอลดิ้งบอล เอเตียง คาปู จับคู่กับ วิลล์ ฮิวจ์ส

3.ได้เห็นหงส์แดงเล่นบอลไดเร็คต์ หรือบอลยาวจากแดนหลังมากขึ้นในช่วงหลัง และทำให้ผู้เล่นอย่าง มาเน่ ได้โอกาส 1 v 1 กับฝ่ายตรงข้าม หรือซาลาห์ก็ด้วย

ขณะที่บอลทะแยงมุม (Diagonal Ball) ก็บังเกิดขึ้นมากมายเฉพาะอย่างยิ่งจาก เทรนท์ ข้ามฝากเป็นเรือด่วนเจ้าพระยามาเป็นระยะ ๆ

แท็คติกส์นี้ได้ผลดีกับคู่แข่งที่พยายาม compact เกมตรงกลาง ทว่ากลับโดนลิเวอร์พูลเจาะจากด้านข้างเข้ามา

4.แม้ครึ่งแรกวัตฟอร์ดจะเน้นรับ และทุกคนอยู่ในแดนตัวเอง ขณะที่ลิเวอร์พูลทุกคนยกเว้น อลิสซง ก็ขึ้นไปทำเกมในแดนแตนอาละวาด ทว่าหงส์แดงกลับควานหาโอกาสยิงผู้มาเยือนแทบไม่ได้ (ยิง 3 เข้ากรอบ 1) ก่อนประตูแรก 

ขณะที่โอกาสก็มาเป็นระยะ ๆ เริ่มจาก ดีนีย์ ชาร์จในกรอบจากซาร์เปิดเข้ามานาทีที่ 6 ไปจนถึง ดูคูเร่ แปวืดจากการ cut back ของ คาปู นาทีที่ 36 ก่อนจะได้คอร์เนอร์แล้วโดนลิเวอร์พูลโต้ให้มาเน่ ถึงซาลาห์ ล็อกไขว้หลังด้วยซ้ายปั่นด้วยขวาสุดสวยเป็นประตู 1-0 นาทีที่ 38

ส่วนครึ่งหลังวัตฟอร์ดดีขึ้น และมีโอกาสไม่น้อย หากไม่มากกว่าในครึ่งแรกจนถึงจังหวะฟาน ไดต์ คืนหลังเกือบเป็นประตูนาทีที่ 80 ท่ามกลางการอกสั่นขวัญแขวนเล็กของ “เดอะ ค็อป” เพราะซีซั่นนี้ยังเก็บคลีนชีตในบ้านไม่ได้

สุดท้าย ลิเวอร์พูลต้องรอจนนาทีสุดท้ายของการแข่งขันจึงจะเกิดประตู 2-0 หรือดอกที่ 9 ในลีก (13 ในทุกรายการ) ของซาลาห์ที่ดีดไขว์ตอกส้นเข้าไป

ไม่มีปัญหา 3 แต้มอีกครั้ง ชนะแบบเหมือนง่ายแต่ต้องลุ้นอีกครั้ง กับอีกหนในโจทย์ที่แตกต่างจากบอลเปลี่ยนโค้ชอย่างวัตฟอร์ด

เกมนี้ยังเป็นเสมือนอีกบันไดก้าวสำคัญแห่งเดือนธันวาคม 2019 อันยอดเยี่ยมตามหลังการเปิดหัวด้วยชัยชนะในดาร์บี้แมตช์กับเอฟเวอร์ตัน 5-2 หรือการผ่านเข้ารอบน็อคเอ๊าท์ UCL ด้วยชัยชนะนอกบ้าน 2-0 กับซัลซ์บวร์ก, การได้ตัวเพลย์เมคเกอร์ มินามิโนะ, คลอปป์ต่อสัญญาอีก 5 ปี, พรีเมียร์ลีก ทำแต้มฉีกรองจ่าฝูง 10 คะแนน

ทั้งหมดดูงดงาม มีสตอรี และเหมือนจะง่าย แต่แทบไม่มีเกมใดง่ายเลย โดยอาจจะมียกเว้นเกมกับบอร์นมัธ ซึ่งลิเวอร์พูลบุกชนะ 3-0 และเก็บคลีนชีตแรกในรอบ 14 เกมได้สำเร็จ

ลิเวอร์พูล

#เกมที่เหมือนเดินเล่นในสวนสาธารณะ

ส่วนตัวมองว่า บอร์นมัธ ค่อนข้างแย่มากกว่า ลิเวอร์พูลเหนือชั้นขั้นเทพในเกมนี้จาก ไวทาลิตี้ สเตเดียม นะครับ

ประเด็นหลัก ๆ น่าจะอยู่ที่ “แท็คติกส์” และรูปแบบวิธีของ เอ็ดดี้ ฮาว ในการเล่นเกมนี้ เฉพาะอย่างยิ่งเกมรับตอนไม่มีบอล

ฟอร์เมชั่นหลักของเจ้าถิ่น คือ 4-4-2 และเน้น “รักษาเชฟ” 3 แถวไล่ตั้งแต่แนวรุก 2 ตัว คัลลัม วิลสัน และโดมินิค โซลันเก ถึงแนวรับ 4 คนที่โชคร้ายเสียเซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลัก นาธาน อาเก้ ที่บาดเจ็บในนาทีที่ 35

ถัดมานาทีเดียวบอลยาวจากหลังเหมือนที่ได้เห็นเยอะ ๆ ในเกมกับเอฟเวอร์ตันที่ผ่านมา แต่ครานี้จาก จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ระยะต้องมี 40 หลาพุ่งตรงให้ อเล็กซ์ ออกเลด-แชมเบอร์เลน สังหาร 1-0

หากไม่มีการเปลี่ยนตัวก็อาจไม่เสียประตู!?

อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเพียงแค่ “ภาพจริง” ซึ่งรอเวลาเกิดขึ้นอยู่แล้วในครึ่งแรกที่แท็คติกส์รักษาเชฟของทีม และไลน์การเล่น 3 แถว: หน้า, กลาง และหลัง ทำให้ลิเวอร์พูล โดยเฉพาะเฮนโด้ มีอิสระในการเล่น ได้บอลบ่อยครั้งมาก และจะทำอะไรกับบอลก็ได้

ตามแท็คติกส์ที่ควรจะเป็น คือ โซลันเก หรือวิลสัน คนใดคนหนึ่งควรจับเฮนโด้ ตอนโรยตัวไปรับบอลเอาไว้โดยอาจต้องตัดสินใจอีกทีตอนกัปตันลิเวอร์พูลโยกไปรับบอลด้านขวาข้าง ๆ โจ โกเมซ ว่าควรตามหรือไม่?

นั่นคือ แค่ตัวอย่างนะครับในเกมที่บอร์นมัธ “รับต่ำ” ไปเล็กน้อยอีกเช่นกัน ขณะที่เกมรุกไม่มีแท็คติกส์อะไรพิเศษให้ได้เห็น และดูไม่มีวี่แววจะยิงหงส์แดงได้เลยจาก 0 โอกาสในครึ่งแรก

ครึ่งหลังไม่ได้ดีขึ้นสำหรับเจ้าบ้าน ขณะที่เยอร์เกน คลอปป์ แสดงให้เห็นว่าการ “ปรับทัพ” อีก 7 ตำแหน่งต่อจาก 5 ตำแหน่งในเกมที่แล้วกับเอฟเวอร์ตัน

ไม่ได้มีผลอะไรกับผลงานการเล่นของลิเวอร์พูล!

เกมนี้ชัดเจน นาบี้ เกอิต้า โดดเด่นขึ้นมา, ออกเลด ยิงได้ไม่ขี้เหร่ หรือซาลาห์ที่ถูกพักในเกมก่อนจากตัวจริงก็ยิงประตูแรกนอกบ้านซีซั่นนี้ได้

ครับ ทุกอย่าง “ดูง่าย” สำหรับลิเวอร์พูลที่โชว์ strength in depth หรือความสามารถของทัพนักเตะทั้งตัวจริง และสำรองว่าไม่ต่างกันให้ได้เห็นอีกครั้ง

สุดท้าย ผมเองดูเกมนี้ในครึ่งหลังอีก 15 นาทีก็เพียงพอแล้ว เพราะเชื่อว่าโอกาสได้ประตู 4-0 มีมากกว่าจะเก็บคลีนชีตไม่ได้ ณ จุดนั้น

ชัยชนะเกมนี้นอกจาก “คลีนชีต” ที่รอคอยแล้ว และที่สุดกลายเป็น “ต่อยอด” ไม่เสียประตูในอีก 2 เกมถัดมาได้อีก ยังทำให้ลิเวอร์พูลการันตีจ่าฝูงช่วงคริสต์มาสต์ที่ว่ากันว่าจะ “การันตี” แชมป์ในบั้นปลาย 

แต่มันดันกลับไม่ใช่กับลิเวอร์พูลที่ 2 ครั้งจ่าฝูงคริสต์มาสที่เคยทำได้ ไม่เคยได้แชมป์!!!

ลิเวอร์พูล

#ยอมใจจบเกมต้องก้มลงกราบ

นอกจากผลงานในลีก การป้องแชมป์ UCL ก็มีสตอรีที่คล้ายกันในท่วงทำนองว่า เหมือนง่าย แต่ดันไม่ง่าย แต่สุดท้ายคือ “ทำได้”!!!

เข้ารอบน็อคเอ๊าท์ได้สำเร็จ แต่ต้องรอถึงนัดสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม!

ต้องใช้คำว่าอะไรดี? ส่วนตัวนึกถึงคำว่า “สะใจ” แต่ไม่ใช่ในเชิงเหยียดหยาม ดูแคลน เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ที่แพ้คารังให้กับเรา ลิเวอร์พูล 0-2 นะครับ

แต่ “สะใจ” กับเกมโดยรวม เฉพาะอย่างยิ่ง 70 นาทีโดยประมาณที่ต้องชมเชย เจสซี มาร์ช และลูกทีมอายุน้อยแห่งออสเตรียที่มี “ส่วนร่วม” ในการสร้างสรรค์เกมฟุตบอลฮาร์ดคอร์ระดับช้างกระทืบโรงแบบนี้

แลกกันดุเดือด ชนิดสกอร์จบแบบเดิม 4-3 เหมือนเกมแรกก็ได้ท่ามกลางโอกาสมหาศาล ยิงรวม 33 ครั้ง (ซัลซ์บวร์ก 11: ลิเวอร์พูล 22) ที่เข้ากรอบเท่า ๆ กับทีมละ 7 หน

แต่คีย์โมเมนต์ที่ต้องพูดถึงก็คือ โอกาสทำประตูหลุดกรอบ 12 ครั้งของลิเวอร์พูล มีมากมายที่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้เฉพาะอย่างยิ่ง โม ซาลาห์ ที่ทั้งหลุดเดี่ยว และเหน่ง ๆ

หรือแม้แต่ 7 โอกาสเข้ากรอบของหงส์แดงที่ถูก ชิคาน สแตนโควิช นายด่านเจ้าถิ่นเซฟสวย ๆ หลายต่อหลายครั้งชนิดเป็นแคนดิเดท แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ได้สบาย ๆ ป้องกันไว้เฉยเลย

ขณะที่โอกาสของซัลซ์บวร์กเองก็ใช่ว่า ไม่มี แต่ก็ถูกเซฟโดย อลิซง หรือถูกบล็อกช็อตได้ดีเฉพาะอย่างยิ่งคู่หน้า เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์  และฮวาง ฮี-ซาน สนับสนุนโดย มินามิโนะ อย่างที่ทราบ ๆ กัน

เรื่องแนวรุก และวิธีการเล่นรุกของซัลซ์บวร์ก หากเป็นมวยก็คือ “แลกหมัด” โดยเฉพาะจังหวะคลุกวงใน หรือยามเข้าสู่แดนลิเวอร์พูลที่ตุ้ยตลอด ทำเร็ว และปล่อยหมัดแบบไม่กลัวโดนบวก

ฉะนั้นเราจึงได้เห็นลิเวอร์พูล “สวนกลับ” บวกจังหวะ 2 ได้อย่างอันตราย (กว่า) อยู่ตลอดเวลา

บอลจึงเข้าตำรา มรึงที กรูที, มรึงหมัด กรูหมัด, เท้าชนเท้า ตลอดเวลา และก็เหมือนที่ มาร์ช ได้กล่าวไว้ครับว่า หากลูกทีมเค้าต่อยได้ก่อน เกมอาจเป็นอีกแบบ

แต่พอต่อยหงส์ไม่ลง หรือไม่เข้าจุดโฟกัส และโดนเข้า “2 หมัด” ใน 2 นาทีแบบมวยเฮฟวีเวท มันก็คือ น็อคเอ๊าท์ดี ๆ นี่เอง

ขณะที่เยอร์เกน คลอปป์ นอกจากจะชื่นชมคู่แข่งที่แสดงให้เห็นจากทั้ง 2 แมตช์ที่เจอ หรือแมตช์อื่น ๆ ในรอบแบ่งกลุ่มนี้กับนาโปลี และเกงค์แล้ว เจ้าตัวยังยอมรับว่า “love how smart we were against them”

หรือ “ชอบความชาญฉลาดของลูกทีมในการเล่นเกมนี้”

ครับ ใครได้เปลี่ยนมาดู หรือเพิ่งมาชมหลังนาที 70 โดยประมาณไปแล้ว ผมคงต้องบอกว่า ความเสียหายมันเกิดขึ้นไปแล้วในระหว่างยกที่ 1-4 เฉพาะอย่างยิ่ง “ยก 4” ที่ซัลซ์บวร์กโดน 2 นับ

ยก 5 หรือ 20 นาทีสุดท้ายจึงกลายเป็นมวยไทย “แตะนวม” รอเสียงระฆังหมดเวลา

เหมือนมวยรุ่นพี่ สอนน้องไปเรียบร้อยแล้ว และจบการชกโดยยอดทีมออสเตรีย ก้ม “กราบเท้า” รุ่นพี่จากอังกฤษ ตามระเบียบมารยาทในเกมที่ไม่น่าจะมีการพูดถึงลิเวอร์พูล พร้อม ๆ กับชื่อ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ได้อีก

กระทั่งเกิดข่าวการคล้ายทีมของใครคนนั้น…

ลิเวอร์พูล

#นักเตะใหม่เบอร์10ครึ่ง

ท่ามกลางกระแสแห่งชัยชนะ และเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย UCL ซีซั่นนี้ยังไม่ทันจางหาย

ผมคงต้องใช้คำว่า ลิเวอร์พูลควร “คารวะ” เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก สัก 1-2 จอกสำหรับการอนุเคราะห์ขายดาวเตะทีมชาติญี่ปุ่น ทาคูมิ มินามิโนะ มาให้เสมือนได้เปล่า 7.25 ล้านปอนด์ตามตัวเลขฉีกสัญญาที่เพิ่งเซ็นกับนักเตะวัย 24 ปีรายนี้ไปเมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา

ถึงตอนนี้ “เบื้องลึก” การเซ็นสัญญาปาดหน้าเค้กหลาย ๆ ทีม อาทิ แมนฯยูไนเต็ด, โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ ฯลฯ คงมีให้อ่านกันจุใจเป็นยาตำราหลวงเยอะแยะไปหมด

จะว่า ลิเวอร์พูลตามดู ตามมอนิเตอร์ มินามิโนะ 6 ปีแล้ว (ก่อนซัลซ์บวร์กด้วยซ้ำ) และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ คริสตอฟ ฟรอยด์ ผู้อำนวยการเทคนิคยอดทีมออสเตรีย ซึ่งให้เกียรติในคำพูดมาก ๆ ว่า ยินดีที่ทีมใหญ่อย่างหงส์แดงสนใจนักเตะของทีมตัวเอง

หรือเหตุผลใดก็สุดแล้ว อาทิ กัปตันเฮนโด้ เป็นโต้โผเข้าคุย และกระซิลให้คลอปป์ซื้อมินามิโนะ หรือรวมไปถึงล่วงรู้ลึก release clause ความลับเฉพาะของนักเตะก่อนใคร ๆ ว่าน้อยนิดก่อนหมดสัญญา ค.ศ.2021 ทั้งที่ค่าตัวตอนนี้ 30 หรือ 50 ล้านปอนด์ก็อาจจะได้สบาย ๆ

แต่เอาเป็นว่า 99.99% ตามรายงานทุกแหล่งข่าวระบุว่า 1 ม.ค.เป็นต้นไป หรือทันทีที่ตลาดนักเตะเปิดรอบ 2 การเซ็นสัญญาดาวเตะเบอร์ 18 รายนี้จะเกิดขึ้นทันที

ลิเวอร์พูลก็จะได้ผู้เล่นแนวรุกคนใหม่เข้ามาร่วมทีมแบบ หัวใจพองโต

เพราะ “ใช่” ไปหมดทั้งราคา ความสามารถ อายุ โปรไฟล์ และทุก ๆ ช่องที่ต้องกากบาท

ดีลนี้ ความเสี่ยงเป็น 0% เพราะซัลซ์บวร์ก มอนิเตอร์ใกล้ชิด มินามิโนะตั้งแต่อายุ 18 ปีสมัยอยู่เซเรโซ โอซากา ช่วงต้นปี 2014 และมาเซ็นเอาปลาย ๆ ปี 2015 หลังการรวบรวมข้อมูล “แมวมอง” แบบละเอียดยิบกว่า 1 ปี

เทคนิค ทักษะ แท็คติกส์ และความสามารถดีอยู่แล้ว แต่ทัศนคติ ความสามารถในการต่อสู้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ยากลำบาก การใช้ชีวิตทั้งส่วนตัว ส่วนรวม ฯลฯ ถูกพิจารณาหมด

ว่ากันว่า บทสรุปของการ scouting ตอนนั้นในปี 2015 คือ ต้องเซ็น!

ดังนั้น ผ่านมาอีกเกือบ 5 ปีพร้อม ๆ กับฟอร์มเติบโตโดดเด่นเป็นพิเศษใน 2 ปีหลัง ลิเวอร์พูลจึงเสมือนได้ “เพชร” เม็ดงามมาครอบครองพร้อม ๆ กับโอกาสทองในการทำการตลาดในประเทศญี่ปุ่น

เบอร์ 18 สื่อความหมายได้ดีนะครับ เพราะเจ้าตัวเล่นมิดฟิลด์ตัวรุก เชื่อมเกมสู่กองหน้า 2 ตัว เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ วัย 19 ปีที่กำลังเนื้อหอม และฮวาง ฮี-ซาน กองหน้าเกาหลีใต้ที่ว่ากันว่า หงส์แดงก็แอบเหล่อยู่เหมือนกัน

มินามิโนะเหมือนเล่นบทบาท “เบอร์ 10” เพลย์เมคเกอร์ บาลานซ์เกมแดนบนของ ซัลซ์บวร์ก และแอบมีความเป็น “เบอร์ 8” มิดฟิลด์ครอบครองบอล ทำเกมในตัวคนเดียวกัน 

กับซัลซ์บวร์ก ดาวเตะซึ่งยิง 9 ประตู แอสซิสต์ 11 ครั้งจาก 22 นัดในซีซั่นนี้จะมีมิดฟิลด์ตัว holding ที่ดีอย่าง ซลัตโก ยูนูโซวิช เชื่อมสนับสนุนจากหลังมากลาง ทำให้ มินามิโนะ เล่นเชื่อมจากกลางไปหน้าได้แบบพอเหมาะพอดี เป็น “หัวเพชร” และ “ฐานเพชร” ของระบบมิดฟิลด์ไดมอนด์ 4-4-2 หรือจะ 4-1-3-2 ก็สุดแล้วแต่จะเรียกของกุนซืออเมริกัน เจสซี มาร์ช

ครับ นี่คือ คาแร็กเตอร์ และ “สเปค” นักเตะที่ลิเวอร์พูล ยังไม่มีในทีม เพราะหากเฟียร์มิโน่ คือ False 9 หรือ “เบอร์ 9 ครึ่ง”

มินามิโนะ อาจเป็น False 10 (เล่นแทนเฟียร์มิโน่ ในอีกมิติ) หรือคือ “เบอร์ 10 ครึ่ง” สนับสนุน ซาลาห์ และมาเน่ ได้

หรือจะไปเล่นแทนทั้ง ซาลาห์ และมาเน่ ก็ได้ (แต่ถนัดฝั่งขวามากกว่า)

แน่นอน ลิเวอร์พูลนั้นมีทั้ง โอริกี้ หรือชาคิรี หรือแม้แต่ ลัลลาน่า หรืออ๊อกเลด-แชมเบอร์เลน หรือแม้แต่ ไรอัน บรูว์สเตอร์ แฝงตัวอยู่

แต่ทว่า มินามิโนะ เป็นนักเตะใน “สเปค” ที่ห้องเครื่องชัดเจนกว่าว่าเป็น “ไฮบริดแท้ ๆ” เพราะผสานลงได้หมดในทุกตำแหน่งแดนบนทั้ง 3 จุด แถมยัง offer ในมิติที่คนอื่น ๆ ก็ทำไม่ได้

หรือจะเป็น 1 ใน 3 มิดฟิลด์ แต่เน้นรุกไว้เจอทีมรอง ๆ เพื่อช่วย unlock เกมรับคู่แข่งก็อาจจะได้ด้วย

ว้าว! นี่คือ การซื้อขายที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูลที่จะยิ่งเปลี่ยนมิติการเล่นของทีมหงส์แดงให้หลากหลาย “สมบูรณ์แบบ” ได้ยิ่งขึ้นด้วยครับ

ลิเวอร์พูล

#ปิดท้ายที่การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุด

ถัดจากได้ตัว ทาคูมิ มินามิโนะ เพียงวันเดียว เหล่า “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกก็ได้ปลื้ม ฟิน และจิกหมอนกันอีกกับการเซ็นเพื่อสัญญาที่ว่ากันว่าดีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสรฯ หากไม่ใช่ว่า ดีที่สุด!

ครับ เยอร์เกน คลอปป์ ได้รับการขยายสัญญาออกไปถึง ค.ศ.2024 และบอสส์เองก็น้อมรับ และจรดปากการเรียบร้อยแล้วหลังก่อนหน้านี้โดยเฉพาะซัมเมอร์ที่ผ่านมามีข่าวนี้ไปแล้ว แต่ตอนนั้นกุนซือเยอรมันยังนิ่ง ๆ และน่าจะอยากขอประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ เสียก่อน

เรื่องนี้นอกจาก “ไทม์มิ่ง” ที่มาพอเหมาะพอเจาะตามด้วยเปิดบ้านชนะวัตฟอร์ดเพื่อฉลองสัญญาแล้ว การที่คลอปป์จะอยู่กับทีมต่อไปอีก 5 ปีตามสัญญายังมีมิติดี ๆ อะไรอีกมากมายกับทีม

แน่นอนครับว่า ไม่มีกุนซือคนใดในโลกฟุตบอลปัจจุบันที่สร้าง “สายใย” หรือ bonding ระหว่างผู้เล่น และทีมงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน และ engage สิ่งเหล่านี้ร่วมกับแฟนบอลได้ด้วยได้เท่ากับคลอปป์

เพิ่มเติมอีกก็คือ ทีมชุดนี้ยังจะได้รับการต่อยอดต่อไป เพราะคลอปป์ยังอยู่ และการสร้างทีม สร้างเยาวชน ดึงเพชรเม็ดงาม หรือต่อสัญญาเหล่าซูเปอร์สตาร์ออกไป ต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ในแผน

และสร้างเสริมให้ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

ถึงตอนนี้ไม่อยากจะคิด หรือฝันกลางวันไปล่วงหน้าเลยว่า ฤานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นต่อจากแชมป์ใบแรก UCL ที่จะเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แบบต่อเนื่องของสโมสรลิเวอร์พูล