อดัม เธียเลน : ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เริ่มต้นจากการไม่มีใครเห็นความสำคัญ

9 December 2018
160 VIEWS

ในบรรดาคนที่ติดตามกีฬา อเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล ก็น่าจะรู้จัก หรือ เคยได้ยินชื่อของ อดัม เธียเล่น ปีกนอก ของทีมมินเนโซต้า ไวกิ้งส์ มาบ้าง ไม่มากก็น้อย ในฐานะ ปีกที่รับบอลได้ระยะเกิน 100 หลาติดต่อกัน 8เกมติด และ รับบอล เกิน 100 หลา ได้ด้วยจำนวนเกมมากที่สุดต่อ 1 ฤดูกาล ที่ 9 เกม

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตาม อเมริกันฟุตบอล อดัม เธียเล่น เป็นชายร่างกายมาตรฐานฝรั่งทั่วไป เขาสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว หรือราว 188 เชนติเมตร หนัก 200 ปอนด์ หรือ 91กิโลกรัม เขามักจะสวมถุงมือสีเหลืองเด่นลงสนามเสมอ จนนักพากย์อเมริกันฟุตบอลในบ้านเราเรียกเขาว่า “เธียเลน ถุงมือเหลือง” (ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็มีบ้างที่เขาเปลี่ยนถุงมือเป็นสีขาว)

ตำแหน่งของเขา คือ ไวลด์ รีซีฟเวอร์ หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า “ปีกนอก” มีหน้าที่คอยรับบอลจาก ควอร์เตอร์แบ็ค เพื่อทำระยะ หรือ ทำสกอร์ (อเมริกันฟุตบอล เป็นกีฬาที่กินแดนคู่แข่งไปเรื่อย ๆ จนถึงพื้นที่ทำคะแนน หรือเรียกว่า เอนด์โซน) และเขาทำสถิติ รับบอลเกิน 100 หลาติดต่อกัน 8 เกมติดได้ในปีนี้เอง

แน่นอน ในวันที่เขาประสบความสำเร็จ หลาย ๆ คนต่างพากันพูดถึงความยอดเยี่ยมของเขา พูดถึงการวิ่งเราต์ (เส้นทางวิ่งของปีก) ที่ยอดเยี่ยม และแม่นยำ พูดถึงมือที่เหนียวเป็นตุ๊กแก ที่สามารถรับลูกได้เสมอเมื่อตกเป็นเป้าหมายการปาบอล หรืออาจจะพูดถึงการเป็นคนธรรมดา ที่ไม่สูงโย่ง แต่ทำสถิตินี้ได้

แต่ไม่มากนัก ที่จะมีคนพูดถึงอดีตของชายคนนี้ ที่ถูกมองข้ามมาตลอดก่อนจะมีวันนี้

 

1.

28 ปีก่อนหน้าที่เขาจะประสบความสำเร็จกับ มินเนโซต้า ไวกิ้งส์ เธียเล่น มีวัยเด็กอยู่ในย่าน ดีทรอยต์ เลก รัฐมินเนโซต้า นี่เอง เขาเติบโตมาโดยมีกีฬาเป็นสิ่งหล่อหลอม โดยเล่นกีฬาถึง 4 ชนิดตั้งแต่มัธยมต้น ยัน มัธยมปลาย โดยมีฝีไม้ลายมือทั้ง อเมริกันฟุตบอล, บาสเก็ตบอล, เบสบอล และ กอล์ฟ

ถึงแม้จะมี คริส คาร์เตอร์ ยอดปีกของ ไวกิ้งส์ ในยุคนั้นเป็น ไอดอล แต่ ไอ้หนุ่มเธียเลน ณ โรงเรียนมัธยมปลาย ดีทรอยต์ เลก ก็ยังไม่แน่ใจนัก ว่าอนาคตของเขาจะเอาแน่เอานอนกับฟุตบอลแค่ไหน เพราะในสมัยนั้นดูเหมือนเขาจะมีพรสวรรค์ในด้านบาสเก็ตบอลมากกว่า ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมอเมริกันฟุตบอลของโรงเรียน ที่ไปคว้าแชมป์รัฐได้ก็ตาม

 

2.

ทุกชีวิตต้องเจอกับทางเลือกบางอย่าง ไม่ช้าก็เร็ว…ชีวิตของเธียเลน ก็เช่นกัน เพราะหลังจบ ม.ปลาย เขาก็ต้องพบกับการถูกมองข้ามครั้งใหญ่ในชีวิตครั้งแรก เมื่อไม่มีทีมมหาวิทยาลัยที่ไหนเลย ที่ให้ความสนใจจะมอบทุนเพื่อดึงเขาไปร่วมทีม แม้ว่าเขาจะเป็นนักกีฬาที่มีดีกรีระดับรัฐก็ตาม

ในขณะที่เขายังลังเลว่าอาจจะไปเลือกรับทุนจากมหาวิทยาลัยที่อยากจะดึงตัวเขาไปเล่นบาสเก็ตบอลในดิวิชั่นที่3 ก็มีทีมหนึ่งยื่นข้อเสนอให้ทุนการศึกษากับเขามา นั่นคือ มินเนโซต้า สเตท มหาวิทยาลัยในบ้านเกิดของเขานั่นเอง

เรื่องราวเหมือนจะลงเอยด้วยดี ถ้าไม่ใช่จำนวนทุนการศึกษาที่เขาได้มันเพียงแค่ 500 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งนั่นไม่พอที่จะซื้อหนังสือเรียนด้วยซ้ำไป แต่ เธียเลน กลับบอกว่า

“ผมไม่ได้สนใจทุนการศึกษา 500เหรียญฯ นั่นหรอก มันไม่พอที่จะซื้อหนังสือของผมด้วยซ้ำ แต่ มันดีกว่า ที่มีใครสักคนมายื่นข้อเสนอให้ผม ซึ่งดีกว่าไม่มีเลย ดังนั้นผมจึงไม่ลังเลอะไรทั้งนั้น”

อันที่จริงแล้ว ทุนการศึกษา ก็เป็นสิ่งที่วัดศักยภาพของนักกีฬาในระดับมหาลัยได้เช่นกัน เพราะพวกที่ได้ทุนยิ่งมาก ยิ่งหมายถึงว่า มหาลัยยิ่งประเมินค่าเขาสูง และอยากให้มาเรียน และ เล่น ในทีมของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เพื่อทำให้ทีมมีโอกาสประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไป ดังนั้น การที่ เธียเลน ได้รับทุนแค่ 500 เหรียญฯ จากมหาวิทยาลัยที่มีโปรแกรมฟุตบอลอยู่ในดิวิชั่น 2 นั้น มันบ่งชี้ว่า เขาถูกประเมินค่าไว้ต่ำเพียงไร

 

3.

ในตอนนั้น ความคิดเรื่องการเล่นใน เอ็นเอฟแอล ยังไม่อยู่ในหัวของ เธียเลน ยิ่งความคิดเรื่องรับบอลเป็นสถิติตลอดกาลของลีกยิ่งแล้วไปใหญ่ เขาแค่ก้มหน้าก้มตาเล่นฟุตบอลต่อไป เพราะเขาคิดเสมอว่า นักกีฬาที่ได้รับทุนการศึกษาแค่ 500 จากทีมมหาวิทยาลัยในลีกดิวิชั่น 2  ไม่มีทางจะดีพอเข้าไปเล่นในลีกอาชีพแน่นอน ไม่ว่าเขาจะเล่นดีแค่ไหนก็ตาม

เธียเลน จบมหาวิทยาลัยปี 4 ด้วยการทำผลงานในสนามได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการรับระยะกว่า 1,100 หลา และ 8 สกอร์ แต่กระนั้น เขาก็ยังคงถูกมองข้ามในเวทีอาชีพเมื่อแรกเริ่ม

เขาตัดสินใจเข้าร่วม สเกาติ่ง คอมบาย เพื่อหวังให้เป็นสะพานไปสู่เอ็นเอฟแอล จากการถูกดราฟต์*

แม้จะทำเวลาได้ดีจากการทดสอบวิ่ง 40 หลา โดยทำเวลาได้ 4.45 วินาที**ซึ่งดีพอที่ทำให้มีแมวมองมาขอดูฟิล์มการเล่นส่วนตัวของเขาบ้าง แต่ก็ยังเป็นโชคร้ายของ เธียเลน ที่ไม่มีองค์การใด ดราฟต์เขาไปร่วมทีมเลย

แต่กระนั้น ความหวังในการเล่นอเมริกันฟุตบอลระดับอาชีพของเขา ยังไม่หมดลงเสียทีเดียว เพราะถึงแม้เขาจะไม่ได้โดนดราฟต์จากทีมไหน ๆ เลย แต่ก็ยังมีทีมบางทีมติดต่อเขามา เพื่อขอทดสอบฝีมือเขา และหนึ่งในนั้นก็มีทีมบ้านเกิดอย่าง มินเนโซต้า ไวกิ้งส์ รวมอยู่ด้วย

ถึงเขาจะดีใจเพียงใด แต่เขาก็รู้ดีว่า นี่ไม่ใช่อะไรที่แน่นอน และทำให้เขา ต้องเริ่มหาทางอื่นเพื่ออนาคตที่มั่นคงหากไม่ได้เป็นนักอเมริกันฟุตบอลตามฝัน

 

4.

เซลล์ขายอุปกรณ์ทางทันตกรรม ดูไม่มีอะไรเกี่ยวข้อกับตำแหน่ง ไวลด์ รีซีฟเวอร์เลยแม้แต่น้อย แต่นี้คือ “แพลนบี” หรือ แผนสำรองของ เธียเลน ที่เพิ่งพลาดหวังจากการดราฟต์ลงไปหมาด ๆ

เขาเข้ารับการสัมภาษณ์งาน ที่ แพทเทอร์สัน ทันตกรรม บริษัทขายอุปกรณ์ทางทันตกรรมที่ทำธุรกิจทั้งในสหรัฐอเมริกา และ แคนาดา และได้รับเลือกให้เข้ามาฝึกงานที่นี่ด้วย

ระหว่างสัมภาษณ์ เขายังคงไม่ละทิ้งความฝันที่ต้องการจะเป็นปีกในเอ็นเอฟแอล เขาตัดสินใจบอกกับทาง แพทเทอร์สัน ทันตกรรม ตรง ๆ ว่า เขาอาจจะไม่รับข้อเสนอเข้าทำงานก็ได้ เพราะตอนนี้ เขายังได้รับการทดสอบฝีมือจากทีม ไวกิ้งส์ อยู่นั่นเอง

ทางฝ่าย แพทเทอร์สัน เข้าใจในสิ่งที่ เธียเลน พยายามจะสื่อ และให้เธียเล่นเข้าฝึกงานโดยจจะจ่ายค่าแรงตามปกติ ระหว่างนั้นก็เปิดโอกาสให้เขาเข้ารับการทดสอบจาก ไวกิ้งส์ ได้อย่างต่อเนื่อง

หลังจากผ่านช่วงมินิแคมป์ เธียเลน ก็ทำผลงานกับทีมได้ดีพอจะติดทีมเป็น 1 ใน 53 คนของทีม ของไวกิ้งส์ และทำให้เขากลายเป็นส่วนหนึ่งในทีมแห่งนี้เรื่อยมา

 

5.

การเข้าทีมมาในฐานะตัวอันดราฟต์ (ไม่ถูกดราฟต์) ทำให้เธียเลน ไม่ใช่คนสำคัญมากนักในสองปีแรก โดยเขาได้รับบอลไป 2 ปี รวม 20 ครั้งเท่านั้น ได้ระยะรวม281 หลาเองด้วย

แต่ในปีที่ 3 ของการเล่น ซึ่งตรงกับดูกาล 2016เขาก็แจ้งเกิดได้สำเร็จ จากการมาของควอร์เตอร์แบ็คอย่าง แซม แบรดฟอร์ด โดยเขารับลูกไปทั้งฤดูกาลรวม 967 หลา ซึ่งทำให้ ไวกิ่งส์ มีคู่ปีกที่รับระยะเกิน 900 หลาทั้ง 2 คนเป็นฤดูกาลแรก ในรอบ 12 ปีนับจากที่ แรนดี้ มอสส์ จับคู่กับไอดอลขอบเขา อย่าง คริส คาร์เตอร์ ด้วย

ปีต่อมา เขาได้รับการขยายสัญญาต่ออีก 3 ปี และโชว์ฟอร์มได้คุ้มค่าตัว หลังรับบอลทะลุ 1,000 หลา ต่อ 1 ฤดูกาล โดยรับบอลไป 1,276 หลา โดยคนสุดท้ายที่ทำได้คือ ซิดนี่ย์ ไรซ์ ในปี 2009 และมาในปีนี้เขาก็ยังสร้างสถิติอีกมากมายดังที่ได้กล่าวไปในตอนต้นด้วย

 

6.

หากเปรียบกับชีวิตจริง เชื่อว่าชีวิตของเธียเลน คงเหมือนใครอีกหลาย ๆ คนที่ไม่มีใครมองเห็นคุณค่าในตัวเรา เหมือนที่เธียเล่นโดนมองข้ามครั้งใหญ่ ๆ ในชิวิตถึง 2 ครั้ง

แต่สิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่การตัดพ้อต่อว่า หรือ ด่าทอความบัดซบของโอกาสที่มาไม่ถึง ตรงกันข้าม เธียเลน ยังก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่เขาใฝ่ฝันอย่างต่อเนื่อง และ ไม่หยุดยั้งต่างหาก

จริงอยู่ ที่โอกาสนั้น คนอื่น เป็นคนยื่นให้ แต่ การที่เขาไต่เต้ามาจนกลายเป็นหนึ่งใน ปีกนอกที่ดีที่สุดในศึกอเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล นั้น ไม่มีใครยื่นให้เขาได้ หากแต่เขาต้องสร้างมันขึ้นมาเองเท่านั้น

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขาในวันนี้ อาจจะมีไม่ได้เลย ถ้าเขาไม่ต่อสู้ และรู้คุณค่าของโอกาสที่ได้มา

เมื่อถูกมองข้าม เขาจึงรู้คุณค่าของโอกาสเป็นอย่างดี และเมื่อมีโอกาสเขาก็ใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุดเช่นกัน

———-

*ในกีฬาอเมริกัน จะมีระบบที่เรียกว่า “ดราฟต์” ซึ่งจะเป็นการที่ทีมในลีกอาชีพ จะผลัดกันเลือกตัวผู้เล่น ซึ่งเป็นเด็กที่จบมาจากมหาวิทยาลัย เข้าสู่ทีม โดยในกีฬาอเมริกันฟุตบอล ทีมในเอ็นเอฟแอล จะมีโอกาสเลือก ทีมละ 7 คน โดยจะแบ่งเป็นรอบ ๆ ผลัดกันเลือกทีมละคนไปเรื่อย ๆ โดยทีมที่ห่วยที่สุดจะได้เลือกก่อน ทำให้ในแต่ละปี จะมีนักศึกษาถูกคัดเลือกเข้าลีกโดยการดราฟต์จำนวน 224 คนเท่านั้น

 

** ขีดจำกัดมนุษย์ในการวิ่ง40 หลา อยู่ที่ราว 4.2 วินาที