Inside story: สิ่งเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในการคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีของลิเวอร์พูล | by ลูกแม่กิ่ง

29 June 2020
6,059 VIEWS

ใน 1 ปีมีทั้งหมด 52 สัปดาห์ และในช่วงระยะเวลาทั้งหมดนี้จะมี 1 สัปดาห์ที่เยอร์เกน คล็อปป์หวงแหนมากที่สุด

ช่วงเวลาดังกล่าวคือช่วงเวลา 1 สัปดาห์ของการพรีซีซั่นซึ่งลิเวอร์พูล จะรวมตัวเข้าแคมป์กันในเมืองเอวิยอง (Évian) เมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่เงียบสงบในประเทศฝรั่งเศส

สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นมีความสำคัญกับคล็อปป์อย่างมากเป็นเพราะช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจะไม่มีอะไรที่เข้ามารบกวนหรือดึงความสนใจ รวมถึงไม่มีเรื่องของกิจกรรมการตลาดใดๆมาเบียดเบียนเวลานั้นได้ 

ในแคมป์จะมีเพียงแค่เขา สตาฟฟ์ และลูกทีมของเขาเท่านั้น

ตลอดสัปดาห์นั้นโปรแกรมการซ้อมนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาด้วยกัน โดยจะเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า ตามด้วย 11 โมง และ 5 โมงเย็นตามลำดับ ซึ่งการซ้อมในช่วงนี้เป็นโปรแกรมช่วงที่หนักและโหดที่สุด และจะเป็นฐานรากของทีมตลอดทั้งฤดูกาล

อย่างไรก็ดีในสัปดาห์ท้ายของเดือนกรกฎาคมในการเข้าแคมป์พรีซีซั่นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้นมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก และอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการเข้าแคมป์ที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้

ย้อนหลังกลับไป 1 เดือนก่อนหน้านั้น ลิเวอร์พูล เพิ่งจะได้ฉลองกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ด้วยการพิชิตถ้วยยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก สมัยที่ 6 และเป็นการคว้าแชมป์รายการของคล็อปป์กับลิเวอร์พูลด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสำหรับทุกคนรวมถึงกุนซือจากป่าดำ

แต่คล็อปป์รู้ว่ามันมีบางอย่างที่เขาจำเป็นต้องทบทวนอย่างละเอียด และในระหว่างการพักผ่อนช่วงปิดฤดูกาลเขาได้ใช้เวลาในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงนั่งเปิดดูรูปภาพต่างๆระหว่างการฉลองครั้งใหญ่ของชาวลิเวอร์พูลที่มีคนออกมาร่วมยินดีในขบวนพาเหรดมากถึง 750,000 คน

สิ่งที่คล็อปป์ได้เรียนรู้มีอยู่ 2 อย่างจากเรื่องนี้

อย่างแรก ทีมของเขาชุดนี้ยังสามารถที่จะประสบความสำเร็จแบบนี้ได้อีกมาก

และอย่างที่สอง มันถึงเวลาที่พวกเขาจะต้อง​ “ไปต่อ” แล้ว

โดยมีภาพของทะเลสาบเชแนฟ (Lake Geneva) อันกว้างใหญ่ไพศาลและงดงามเป็นพยาน

Mentality Monster เคล็ดลับจากนักเซิร์ฟ

เซบาสเตียน สตอยดต์เนอร์

เมื่อกลับมาทำการซ้อมที่เมลวูด แม้จะเพิ่งประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มากับชัยชนะที่ว่านต๋า เมโตรโปลิตาโน แต่ไม่ได้มีใครที่จะดีใจจนเกินไปนัก

นั่นเพราะทุกคนรู้หลังจากนี้เป้าหมายหลักคือการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้สถานเดียว ซึ่งแม้ว่าจะพลาดการได้แชมป์ไปแบบน่าเสียดายที่สุดในโลก ท่ามกลางความสงสัยของผู้คนมากมายรวมถึงแฟนบอลว่านั่นจะเป็น “Now or Never” เลยไหม แต่ทางด้านคล็อปป์ยังเชื่อว่าทีมของเขาดีพอที่จะคว้าแชมป์ลีกมาครองสมัยแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ได้

และเขาก็ได้ใช้โอกาสตั้งแต่ในช่วงที่เก็บตัวในเอวิยองพูดสิ่งที่เขาอยากจะพูดกับทุกคนเรียบร้อยแล้ว

ที่พิเศษกว่านั้นคือคล็อปป์ได้เชิญแขกพิเศษมา 1 คนมาเพื่อพูดอะไรบางอย่างให้กับทุกคนในทีมได้ฟังด้วย

คนที่มาพูดไม่ใช่ Life Coach ที่ไหน แต่เป็นนักเซิร์ฟชาวเยอรมันที่ชื่อว่า เซบาสเตียน สตอยดต์เนอร์ หนึ่งในนักโต้คลื่นยักษ์ที่เก่งที่สุดในโลก

ความจริงในแคมป์นั้นต้องจินตนาการก่อนว่าทุกคนผ่านการซ้อมอย่างหนักหน่วงมาก ความบันเทิงหนึ่งเดียวในช่วงนั้นคือมหกรรมการแข่งตีปิงปองประจำปี (ซึ่งผู้ชนะคือโม ซาลาห์​ และกัปตันเฮนโด) เรื่องของความอ่อนล้านั้นเต็มกายไปหมด และแน่นอนหัวใจก็อ่อนล้าด้วย

คล็อปป์เชื่อว่าทรงนี้ถ้าให้คนในเกมฟุตบอลมาพูด สารที่อยากจะสื่อนอกจากจะไม่เข้าหัวแล้วยังไม่มีทางจับถึงหัวใจได้ ดังนั้นคนที่มาพูดจึงควรจะเป็นคนนอกวงการ และสำหรับคล็อปป์ สิ่งที่สตอยดต์เนอร์ทำมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับทีมฟุตบอลของเขา

เมื่อเอาชนะคลื่นลูกใหญ่ที่สุดได้ ก็ต้องมองหาคลื่นใหญ่ลูกใหม่ที่จะเอาชนะต่อไป

ไอเดียของคล็อปป์ได้ผล ลูกทีมทุกคนมีความสนใจในสิ่งที่นักเซิร์ฟชาวเยอรมันพูด มีการจัดกิจกรรมร่วมกันเล็กๆในสระว่ายน้ำที่โรงแรมเพื่อสอนในเรื่องของการหายใจใต้น้ำ จนเกิดการแข่งขันว่าใครจะอึดที่สุดในทีม

นอกจากนี้สตอยดต์เนอร์ยังได้อธิบายถึงหลักในการปล่อยวางจิตใจแบบง่ายๆด้วยการคิดถึงสถานที่ที่มีความสุข

ช่วงระยะเวลาครึ่งชั่วโมงที่นักเซิร์ฟพูดนั้น จบลงด้วย 3 นาทีที่ปล่อยให้ทุกคนได้ปลดปล่อยตัวเอง แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้เรียนรู้ว่าพวกเขายังสามารถที่จะแสดงผลงานในระดับสูงสุดได้มากกว่าที่พวกเขาจินตนาการในระหว่างที่พยายามรับมือกับความเครียด

เซสชันสั้นๆนี้จบลงด้วยความสุขของทุกคน ก่อนที่สตอยดต์เนอร์ จะตอบรับคำเชิญของทุกคนให้พักร่วมกับทีมต่อไปอีก 2 วันในแคมป์

และสิ่งสำคัญมากที่เกิดขึ้นตามมาคือการที่ลิเวอร์พูลได้พบกับความแข็งแกร่ง ซึ่งไม่ได้เป็นกระบวนการ แต่เกิดจากภาพในจินตนาการในหัวของผู้เล่นทุกคน

กับหลักคิดที่เรียกว่า Monster Mentality

แพ้แต่ชนะ

คอมมิวนิตี้ ชีลด์ 2019/20

ตลอดฤดูกาล 2019-20 ที่ผ่านมา มีช่วงเวลาที่ลิเวอร์พูลเหมือนจะตกอยู่ในปัญหาอยู่ไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บของอลีซง ตั้งแต่ 39 นาทีแรกของเกมนัดประเดิมสนามจนต้องพักการเล่นถึง 2 เดือน โดยคนที่มาแทนที่เขาคืออาเดรียน ผู้รักษาประตูสำรองที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ดไม่ต้องการ และก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์ยังไม่มีสโมสรอยู่ 

ขณะที่ฟาบินโญ กองกลางตัวรับที่เป็นคีย์แมนของทีมในระยะหลังก็บาดเจ็บเอ็นข้อเท้าในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน จนต้องพักการเล่นนานถึง 8 สัปดาห์

ปกติแล้วการบาดเจ็บของคีย์แมนในระยะเวลายาวนานขนาดนี้ย่อมทำให้ทีมเกิดปัญหาได้ไม่ยาก แต่น่าแปลกที่ลิเวอร์พูลผ่านมันมาได้ทั้งหมด โดยในช่วงที่ฟาบินโญ หายไปทีมชนะรวดทุกนัด และตลอดฤดูกาลมีมากถึง 14 เกมที่พวกเขาเฉือนเอาชนะคู่แข่งได้เพียงประตูเดียว โดยหลายนัดในนั้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงความทนทายาดด้วยการไล่แซงจากการตามหลัง

สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อคิดถึงช่วงของเกมพรีซีซั่นแล้วก็ยิ่งน่าประหลาดใจ เพราะปีนี้เป็นปีที่ลิเวอร์พูลเล่นในช่วงพรีซีซั่นได้แย่มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดผู้เล่นจำนวนมากที่ติดภารกิจในการรับใช้ทีมชาติ จนทำให้พวกเขาอุ่นเครื่องพ่ายต่อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, เซบียา และนาโปลี

เพียงแต่เมื่อถึงเกมเปิดม่านฤดูกาลด้วยเกมคอมมิวนิตี ชิลด์ ซึ่งพบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี แม้ลิเวอร์พูลจะพ่ายในการดวลจุดโทษแต่มันกลับเป็นเกมที่ทำให้คล็อปป์รู้สึกมั่นใจ

ความมั่นใจนั้นเกิดขึ้นจากการที่เขาได้เห็นลูกทีมสามารถรับมือกับความผิดหวังจากการตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อนและสามารถยกระดับการเล่นของตัวเองขึ้นมาจนตีเสมอได้ ก่อนจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาเป็นทีมที่ดีกว่า

วันนั้นแม้ซิตี จะกลับไปพร้อมกับถ้วยรางวัล แต่คล็อปป์และทีมของเขาก็ได้รางวัลของตัวเอง

สีหน้าของคล็อปป์บ่งบอกถึงความมั่นใจ 

“เราจะโอเคแน่” 

7 นาทีที่กำหนดฤดูกาลนี้

เกมแห่งปาฏิหาริย์ที่ ลิเวอร์พูล แซงชนะ แอสตัน วิลลา ใน 7 นาที

เดือนที่สำคัญที่สุดของฤดูกาลนี้คือเดือนพฤศจิกายน โดยเกมที่ถูกมองว่าสำคัญที่สุดคือวันที่ลิเวอร์พูล พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี ที่แอนฟิลด์

สถานการณ์นั้นคล้ายคลึงกับฤดูกาลที่แล้วเมื่อซิตี ตามหลังอยู่ 6 คะแนน หากพวกเขาบุกมาเก็บชัยชนะได้ที่แอนฟิลด์ในวันนั้น แชมป์เก่าจะไล่ตามหลังเหลือ 3 คะแนน และโมเมนตัมมีโอกาสสูงที่จะเทกลับไปทางทีมของเป๊ปอีกครั้ง

เพียงแต่ลิเวอร์พูลไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น พวกเขาคว้าชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด 3-1 ซึ่งสำหรับจอร์แดน เฮนเดอร์สันแล้วมันคือชัยชนะที่สำคัญ “ไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังว่าเรื่องนี้สำคัญต่อความรู้สึกมาก เมื่อเจอกับคู่แข่งโดยตรงแบบตัวต่อตัวแบบนี้แล้วเราชนะได้ มันเหมือนได้โบนัสสองชั้น เป็นผลการแข่งที่สำคัญมาก”

มาร์ค ลอว์เรนสัน อดีตปราการหลังระดับตำนานที่เป็นนักวิเคราะห์ทาง BBC เองก็เห็นด้วย โดยเชื่อว่าสิ่งที่ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นในเกมนั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของแมนฯ ซิตีอย่างรุนแรง ถีงขั้นทำให้เป๊ปน่าจะรู้ตัวว่าพวกเขากำลังจะมีปัญหาในการขับเคี่ยวกับคู่แข่งในฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ดีเกมที่สำคัญกว่าเกมนั้นคือเกมที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น 7 วัน ในการเจอกับแอสตัน วิลลา ที่วิลลา ปาร์ค

ในเกมนั้นลิเวอร์พูลโดนนำไปก่อน และเล่นได้ไม่ดีนักแต่ก็ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้จากโรแบร์โต เฟียร์มิโน เพียงแต่ลูกนี้ถูก “ริบ” โดย VAR ที่ตัดสินว่าดาวยิงแซมบ้าล้ำหน้าที่บริเวณรักแร้ 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ชวนให้คิดว่าลิเวอร์พูลน่าจะต้องพบกับความพ่ายแพ้เป็นเกมแรกของฤดูกาลเป็นแน่แท้ และสถานการณ์นั้นจะเป็นพวกเขาห่างจากซิตีแค่ 3 คะแนนก่อนจะลงสนามพบกันที่แอนฟิลด์ ซึ่งความกดดันจะเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล

แต่ในเกมที่วิลลา ปาร์ค ในขณะที่แทบไม่เหลือความหวัง จู่ๆซาดิโอ มาเน ก็เปิดบอลไปเสาไกลให้แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เติมขึ้นมาโหม่งแบบเหลือเชื่อในนาทีที่ 87

เท่านั้นไม่พอ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดฟรีคิกให้มาเน โหม่งทำประตูได้อีกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 4 ทำให้ลิเวอร์พูลพลิกกลับมาคว้าชัยชนะได้อย่างเหลือเชื่อ

ชัยชนะนัดนั้นทำให้พวกเขายังรักษาระยะห่างก่อนเจอซิตีไว้ที่ 6 คะแนน ก่อนจะหนีห่างเป็น 9 คะแนนเมื่อล้มแชมป์เก่าได้ที่แอนฟิลด์

เหตุผลที่ไม่เพรสซิ่ง

เจอร์เกน คล็อปป์

ความกลมเกลียวในหมู่นักเตะลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของความสำเร็จ

แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความกลมเกลียว คือความที่ทุกคนสามารถสอดประสานเล่นตามแผนการเล่นได้อย่างไร้รอยต่อ

หนึ่งในสิ่งที่หลายคนแอบตั้งข้อสงสัยในการเล่นของลิเวอร์พูลช่วงหลังคือการที่ทีมไม่ค่อยเพรสซิ่งแบบดุดันในสไตล์ Heavy Metal Football เหมือนแรกๆที่คล็อปป์เข้ามาอีก

แต่นั่นไม่ได้เป็นเพราะทีมขี้เกียจจะวิ่งไล่ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องวิ่งไล่กวดบอลแบบเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนเดิมอีก

การที่ทีมต้องเพรสหนักนั่นหมายถึงการที่แผนการเล่นของพวกเขามีรอยโหว่เปิดกว้าง นั่นทำให้ผู้เล่นต้องใช้พละกำลังในการวิ่งไล่เพื่อกดดันคู่ต่อสู้มากขึ้น ดังนั้นการที่ลิเวอร์พูล วิ่งไล่น้อยลงเพราะตำแหน่งการยืนในแผนการเล่นของพวกเขาดีขึ้น ระยะห่างระหว่างผู้เล่นน้อยลง นั่นหมายถึงพวกเขาสามารถ “รุม” ได้เร็วขึ้น และแย่งบอลกลับมาได้แทบจะทันที

“ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนของสนาม พวกเราอยู่ด้วยกันเสมอ” เพพไพน์ ไลจ์นเดอร์ส มือขวาของคล็อปป์อธิบายเรื่องนี้

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้คือประตูชัยของซาดิโอ มาเน ในเกมกับบอร์นมัธ ซึ่งเป็นเกมหลังจากที่พวกเขาพ่ายแพ้ครั้งแรกของฤดูกาลต่อวัตฟอร์ด

เวอร์จีล ฟาน ไดค์ ได้รับบอลจากเส้นกลางสนามก่อนจะแตะขึ้นหน้าแล้วเปิดให้มาเน เข้าไปทำประตู

จังหวะนี้หากกดภาพช้าดูจะพบว่าในจังหวะเล่นเกมรับ ผู้เล่น 10 คนของลิเวอร์พูลยืนระยะห่างจากกัน 20 เมตรทุกคน นั่นคือความหมายของช่องว่างในการยืนตำแหน่งที่น้อยลง และนั่นเป็นเหตุผลเดียวกับที่พวกเขาแพ้วัตฟอร์ดขาดลอยถึง 3-0 เพราะแต่ละคนยืนห่างกันมากจนเกินไป

“การโฟกัสเรื่องการรุกเร็ว การเติมขึ้นหน้าเร็วทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้ แต่การจะไปไกลกว่านั้นคุณต้องมีการจัดการที่ดีด้วย ถ้าอยากจะเล่นเคาน์เตอร์-เพรสซิงให้ดีการร่นระยะห่างระหว่างผู้เล่นคือสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเสียบอลให้คู่ต่อสู้เราสามารถสร้างสถานการณ์กดดันที่จะชิงบอลกลับและสร้างความปั่นป่วนได้”

“ถ้าระยะห่างในแดนกลางกว้างเกินไปก็เป็นเรื่องยากที่จะสร้างแรงกดดันเมื่อเราเสียบอล ถ้าระยะห่างแคบ (ในช่วงเล่นเกมบุก) และพวกเขาเล่นร่วมกับคนอื่น วิถีของบอลจะสามารถสร้างความประหลาดใจและเปิดพื้นที่ในจังหวะที่คู่แข่งตอบสนองได้” ไลจ์นเดอร์ส อธิบายต่อ

และนั่นเป็นสิ่งที่ลิเวอร์พูลพัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว ระยะทางที่ห่างกันน้อยลงแค่ไม่กี่เมตรแต่ทำให้ลิเวอร์พูลก้าวไปอีกขั้น

เล่นใหญ่ในเกมยาก

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ กับการฉลองประตูพร้อมเพื่อน ๆ ในเกมชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 4-0

หากจะถามว่าลิเวอร์พูล เล่นในเกมไหนได้ดีที่สุดในฤดูกาลนี้? อาจจะเป็นเรื่องที่หาคำตอบได้ยากเพราะพวกเขาไม่ได้เล่นดีแบบยอดเยี่ยมทุกนัด

แต่นัดที่เล่นได้สมบูรณ์แบบและเป็นการ “ประกาศ” อะไรบางอย่างออกมานอกจากในเกมกับแมนฯ ซิตีแล้ว การถล่มเลสเตอร์ 4-0 ที่คิง พาวเวอร์ในวันบ๊อกซิ่งเดย์ก็เป็นหนึ่งในเกมที่เข้าข่าย และน่าจะเป็นเกมที่ลิเวอร์พูล “พีค” ที่สุดในฤดูกาลนี้

ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น เลสเตอร์ เป็นหนึ่งในทีมที่สร้างเซอร์ไพรซ์ด้วยการขึ้นมาเป็นรองจ่าฝูง พวกเขากลับมาเป็นทีมที่ดีกว่าเดิมภายใต้การนำของเบร็นแดน ร็อดเจอร์ส อดีตชายผู้เกือบสานฝันให้ลิเวอร์พูลได้ และทำให้มีการพูดถึงกันว่าหากจะมีทีมไหนที่หยุดทีมของคล็อปป์ได้ในเวลานี้ก็ควรจะเป็นจิ้งจอกฝูงนี้

เหตุผลประกอบคือการที่ลิเวอร์พูล อยู่ในช่วงเดือนที่โหดร้ายพวกเขามีเกมต้องลงสนามเกือบสิบนัดในช่วงเดือนธันวาคม และก่อนหน้านั้นไม่กี่วันพวกเขาเพิ่งจะไปคว้าแชมป์รายการสโมสรโลก ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ มาได้ด้วยการเอาชนะฟลาเมงโก ที่กาตาร์ 

ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าน่าจะมีผล

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือในระหว่างการเดินทางกลับบ้าน แทนที่นักเตะลิเวอร์พูลจะพักผ่อนหรืออิ่มเอมไปกับถ้วยแชมป์ พวกเขากลับเตรียมตัวสำหรับเกมต่อไปแล้ว โดยช่วงเวลาที่อยู่ในเครื่องบินที่ความสูง 33,000 ฟุต ทางด้านจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ได้รับการนวดจากหมอประจำทีมเพื่อเตรียมกล้ามเนื้อสำหรับการแข่งนัดต่อไปกับเลสเตอร์

“กำหนดมาตรฐาน ไปให้ถึง แล้วมองเป้าหมายที่ไกลขึ้นไปอีก” เฮนโดกล่าว “อย่าหยุดที่จะคิดถึงสิ่งที่เราสามารถจะทำได้ดีขึ้น นั่นคือมนต์วิเศษของเรา”

และหนึ่งในสิ่งที่ลิเวอร์พูลชื่นชอบคือความท้าทายในเกมใหญ่ ยิ่งเจอคู่แข่งที่ยาก เงื่อนไขที่หิน พวกเขาจะยิ่งสนุกไปกับมัน

เลสเตอร์ที่กำลังร้อนแรง? ลิเวอร์พูล “สอนบอล” คู่แข่งให้เห็นถึงระดับของการเล่นที่แตกต่างด้วยความเร็ว พละกำลัง และความเฉียบขาด ไม่มีอะไรที่จะหยุดพวกเขาได้

เคล็ดลับอยู่ที่การนอน

เซลโก บูวัช และ เจอร์เกน คล็อปป์

สิ่งที่ปรากฏในเกมที่คิง พาวเวอร์ สร้างความสับสนให้แก่สตาฟฟ์ของเลสเตอร์ไม่น้อย ว่าอะไรที่ทำให้ทีมที่กรำศึกหนักมาตลอด แถมยังเพิ่งเดินทางกลับจากตะวันออกกลาง นอกจากจะไม่มีอาการเจ็ตแลกแล้ว สภาพร่างกายยังดูสดยิ่งกว่าน้ำส้มที่คั้นจากสวน

เคล็ดลับอยู่ที่สิ่งเล็กๆที่คล็อปป์ตัดสินใจในการ “ผ่อน” 

ปกติแล้วในเกมเยือนนักเตะลิเวอร์พูลจะรวมตัวกันเดินทางไปด้วยกันและพักที่โรงแรมในเมืองที่แข่งขันก่อน เพื่อจะได้มีเวลาในช่วงเช้าก่อนแข่งในการซ้อมอีกรอบ แต่ในฤดูกาลนี้ตั้งแต่ในเกมเยือนเวสต์แฮมเป็นต้นมา คล็อปป์ตัดสินใจที่จะยกเลิกธรรมเนียมนี้ และให้ทุกคนเดินทางไปพร้อมกันในวันแข่งขันแทน

เรื่องนี้แม้แต่สตาฟฟ์เองก็ไม่ค่อยเข้าใจในทีแรก

แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ผลตอบรับที่ดี โดยเฉพาะในเกมกับเลสเตอร์ที่เห็นได้ชัดเมื่อเดินทางกลับมาแล้วคล็อปป์เรียกทุกคนมาซ้อมในช่วงเช้าของวันคริสต์มาสก่อนจะให้กลับไปฉลองที่บ้าน โดยที่ทำเช่นนี้เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้น หรือหากใครไม่มีครอบครัว การได้ใช้เวลาร่วมกันกับเตียงนอนที่รักก็ถือว่าโอเคอยู่

การพักผ่อนเต็มที่ในคืนก่อนแข่ง แม้จะต้องเสียเวลากับการเดินทางบ้าง โดยเฉพาะหากเกิดปัญหากับเครื่องบินอาจหมายถึงการต้องนั่งรถบัสไปแข่งนานถึง 3-4 ชั่วโมง แต่มันก็เป็นการเดิมพันที่ได้ผล

เพราะสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าสภาพร่างกายคือสภาพจิตใจ

อย่างไรก็ดีคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คือไลจ์นเดอร์ส มือขวาคนใหม่ของคล็อปป์ที่เข้ามาแทนที่ของ “The Brain” เซลโก บูวัช เพื่อนรักที่ทำงานร่วมกันมานานก่อนจะไปจากทีมในช่วงปลายฤดูกาล 2017-18 ท่ามกลางความสับสนของทุกคน

ในยุคของบูวัช เขาเป็นคนค่อนข้างเคร่ง หากไม่ปฏิบัติตามที่บอกก็เตรียมใจได้เลย ขณะที่ไลจ์นเดอร์ส มีวิธีคิดที่แตกต่าง มีความยืดหยุ่นมากกว่า นำไปสู่แนวคิดการให้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นแต่มีการดูแลตัวเองกันอย่างดี

ปกติแล้วในวันหลังแข่งนักฟุตบอลจะต้องรับการนวด ก่อนออกกำลังกายเบาๆด้วยการขี่จักรยาน สร้างกล้ามเนื้อส่วนแกนกลาง วิ่งรอบสนามและฝึกในสระว่ายน้ำ แต่เมื่อนักเตะหลายคนมีสระที่บ้านก็เป็นการง่ายขึ้น สิ่งที่ต้องปรับคือการส่งสตาฟฟ์ไปทำการนวดให้ถึงบ้านแทน

สองคนที่เป็นคนปิดทองหลังพระคือพอล สมอลล์ หมอนวดประจำทีม และลี นอบส์ หัวหน้าทีมนักกายภาพที่ดูแลสภาพร่างกายนักเตะทุกคนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดีเหตุผลสำคัญอีกประการคือการที่คล็อปป์ รู้ดีว่าเขา “เชื่อใจ” ลูกทีมทุกคนได้

ความเชื่อใจนั้นเกิดจากสิ่งที่เขาได้เห็นเป็นประจำ เพราะทุกวันที่มาถึงเมลวูดในเวลา 9.30 น.​เขาจะได้เห็นนักเตะ 20 คนซ้อมในยิม และพวกเขาไม่ได้เพิ่งเริ่มแต่ซ้อมมาแล้ว 20-30 นาทีก่อนหน้าที่จะถึงการซ้อมจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้มีใครสั่งแต่ทุกคนยินดีที่จะทำด้วยตัวเอง

ยังมีอีกหลายครั้งที่การลงซ้อมเกมเข้มข้นยิ่งกว่าการแข่งจริงเสียอีก

มันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และการทำให้รู้ว่าทุกคนเล่นด้วย “ใจ” 

รายละเอียดเล็กๆรางวัลน้อยๆ

การซ้อมของทีม “หงส์แดง”

ไลจ์นเดอร์ส บอกว่า “90 เปอร์เซ็นต์ของแต้มที่เราจะได้นั้นเกิดขึ้นในวันจันทร์, วันอังคาร, วันพุธ และวันพฤหัสฯ นั่นก็คือเล่นให้เหมือนกับที่ซ้อม”

ในฤดูกาลนี้ทีมงานได้มีการออกแบบการซ้อมที่ปรับจากเดิมเล็กๆน้อยๆ

หนึ่งในนั้นคือการเล่นลิงชิงบอลหรือ Rondos ซึ่งช่วยทำให้ผู้เล่นยังสนใจและสนุกกับการซ้อม และเป็นการค่อยๆสอนเรื่องของการเล่นเคาน์เตอร์-เพรสซิ่ง ซึ่งเป็นหัวใจหลักในแท็คติกการเล่นของคล็อปป์เข้าไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ในการเล่นนั้นจะมีการกำหนดเป้าหมายเอาไว้ในแต่ละวัน เช่น ผ่านบอลให้ได้ครบ 10 ครบได้ 1 แต้ม หรือกฏการผ่านบอล 6 ครั้งในการเล่นแบบ 5-ต่อ 2 ซึ่งหาก 2 คนที่เป็นลิงจะต้องวิ่งชิงบอลแบบบ้าคลั่งให้ได้ภายในการผ่านบอล 6 ครั้ง

เกมนี้คนที่ถนัดมากคือเจมส์​ มิลเนอร์ ที่ตัดบอลได้ภายในไม่กี่จังหวะเสมอจนได้รับสมญาว่า “Milly Rondo” 

ทั้งๆที่อยู่ในวัย 34 ปีแล้ว แต่ความเป็นมืออาชีพของมิลเนอร์คือสิ่งที่ทุกคนรู้ว่านี่คือมาตรฐานที่พวกเขาต้องทำตามให้ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือในวงลิงชิงบอลนั้น จะเห็นนักเตะอังกฤษไปจับกลุ่มเล่นกันเอง

เรื่องนี้หลายคนอาจจะคิดว่าไม่เวิร์ค แต่สำหรับคล็อปป์แล้วเขามองเห็นแง่ดีเพราะมันจะทำให้เกิด group dynamic ขึ้น และนี่เป็นหนึ่งในเคล็ดลับของลิเวอร์พูล เพราะในทีมจะมีนักเตะที่จับกลุ่มกันอยู่ เช่น กลุ่มบราซิลที่ฟาบินโญ และอลีซง ยอมย้ายมาเพราะมีบ็อบบี เฟียร์มิโน หรืออย่างมาเน ก็นำมาซึ่งนาบี เกตา เพราะทั้งคู่ใช้เอเยนต์เจ้าเดียวกัน 

ความกลมเกลียวจากกลุ่มเล็ก ก็ขยายสู่กลุ่มใหญ่ ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน ภายใต้สายตาของคล็อปป์ที่โอบกอดทุกคนไว้

และต่อให้เขาไม่อยู่ทีมก็สามารถจะเล่นได้เหมือนเดิม เพราะวิธีการเล่นทุกอย่างถูก “ฝัง” เอาไว้หมดแล้ว

เพียงแต่ถ้ามีนายใหญ่อยู่ข้างสนาม การเฝ้าดูของเขา เสียงตะโกนของเขาซึ่งบางครั้งดังสนั่นเพราะถูกใจกับการเข้าสกัดบอลเจ๋งๆมากกว่าการทำประตูได้ มันทำให้เลือดลมของลูกทีมสูบฉีดขึ้น

อดัม ลัลลานา บอกว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ รวมถึงการที่คล็อปป์มักจะลงมาคุมในช่วงอบอุ่นร่างกายก่อนเกมด้วยตัวเองและเฝ้าดูคู่แข่งด้วยในเวลาเดียวกันนั้นคิดได้เป็นค่าเฉลี่ย 2 เปอร์เซ็นต์

แต่มันเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มจาก 100 เปอร์เซ็นต์ของทีมที่มีอยู่แล้ว และมันคือสิ่งที่สามารถตัดสินเกมได้

จุดไฟใส่ตัว

เกม “แดงเดือด” ที่แอนฟิลด์ จบลงด้วยชัยชนะของเจ้าบ้าน 2-0

ถึงแม้ทีมจะเข้าใกล้เป้าหมายเข้าไปมากขึ้นเท่าไหร่ แต่คล็อปป์ไม่เคยปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นมาทำให้ทุกคนละทิ้งความมุ่งมั่นได้

ดังนั้นในเช้าวันถัดมาหลังจากที่เพิ่งเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ดได้ 2-0 และเป็นครั้งแรกที่แฟนบอลเริ่มร้องเพลง “We’re Gonna Win The League” แทนที่จะซ้อมกันแบบเบาๆ คล็อปป์กลับเลือกที่จะทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปเพื่อส่งสารถึงลูกทีม

จากเดิมที่จะมีการแข่งกันแบบ 5-ต่อ-5 เบาๆ วันนั้นคล็อปป์สั่งให้สตาฟฟ์โค้ชจัดการแข่งซ้อมแบบจริงจัง โดยทีมนึงคือกลุ่มผู้เล่นที่ไม่ได้ลงสนามในเกมกับยูไนเต็ด อีกทีมคือนักเตะชุดอายุต่ำกว่า 23 ปีที่มีคิวเตรียมจะลงเตะเอฟเอ คัพหลังจากนั้น

นักเตะที่ได้ลงวันนั้นมีฟาบินโญ, เดยัน ลอฟเรน รวมถึงทาคุมิ มินามิโนะที่เพิ่งย้ายมาไม่นานด้วย

เกมวันนั้น “เดือด” อย่างมาก แต่ไม่ได้เดือดเพราะการเข้ากันที่รุนแรงแต่เป็นเกมที่เร็วเหมือนสายฟ้าฟาด เข้มเหมือนเอสเพรสโซ่จากเมล็ดกาแฟ dark roast โดยสตาฟฟ์โค้ชตะโกนเร้าตลอดเวลา

เรื่องนี้ และอีกหลายๆเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของคล็อปป์ได้เช่นกัน

การเติบโตของคล็อปป์

คล็อปป์ กับกีฬาสุดโปรดอย่าง แพดเดิล เทนนิส

ย้อนหลังกลับไปในตอนที่บูวัช ตัดสินใจอำลาทีมกลางทางทั้งๆที่ยังอยู่ในเส้นทางของความสำเร็จในแชมเปียนส์ ลีก หลายคนมองว่าคล็อปป์น่าจะมีปัญหาเพราะเพื่อนรักชาวเซิร์บคือคนที่เป็นเหมือนสมอง เป็นคู่คิดคนสำคัญ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่าเมื่อไม่มีบูวัช คล็อปป์ได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองมากขึ้น คิด ไตร่ตรอง และลงมาใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่างมากกว่าเดิม 

หากวันไหนที่ประตูห้องของคล็อปป์ปิด แปลความหมายได้ 3 อย่างด้วยกัน

เขากำลังคุยโทรศัพท์ส่วนตัว

เขากำลังประชุมลับอยู่

หรือเขากำลังศึกษาอะไรที่เขาคิดว่าจะเป็นต้องรู้และต้องใช้สมาธิอย่างเต็มที่อยู่ 

นอกเหนือจากนั้นคล็อปป์จะเดินจากห้องนั้นไปห้องนี้ย้ายไปเรื่อยเพื่อคุยกับทุกคน ตั้งแต่เรย์ เฮาฮอน ผู้จัดการที่ดูแลเรื่องของการเดินทางไปจนถึงการคุยกับไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส 

แต่ขณะเดียวกันก็ยินดีที่จะได้รับความช่วยเหลือจาก “ทีม” อย่าง “The Eye” ปีเตอร์ คราเวียตซ์,​ Pep ไลจ์นเดอร์ส ไปจนถึงอันเดรียส คอร์นเมเยอร์ ผู้ทำให้นักเตะลิเวอร์พูลเป็นเหมือนม้าเหล็ก, โมนา เนมเมอร์ Wonderwoman ที่ออกแบบอาหารการกินให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี

สำหรับตัวตนของคล็อปป์นั้น หลังจบเกมเขาอาจจะดื่มเบียร์บ้าง (เขาชอบไวน์แดงด้วย) สูบบุหรี่ไฟฟ้าบ้าง แต่เขาจะไม่ดื่มจนเมาเละ และในช่วงที่เขาเริ่มอารมณ์ขึ้น สิ่งที่เป็นจุดแข็งของเขาคือการที่เขาสามารถลืมการถกเถียงได้ภายในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงโดยไม่เก็บมาคิดให้ติดในใจอีก

นอกสนามแล้วคล็อปป์เป็นคนที่รักความเป็นส่วนตัว เขาชอบเล่น paddle tennis (เทนนิสที่ย่อสนามลง กติกาต่างกันนิดหน่อย) เพราะพ่อของเขาเป็นนักเทนนิสคนนึง โดยที่ส่วนใหญ่จะชอบตีแข่งกับไลจ์นเดอร์สที่เมลวูด ใครได้ 2 เซ็ตก่อนถือว่าชนะ ซึ่งมันเป็นการลดความเครียดได้เป็นอย่างดี และสนามแข่งจะมีขึ้นในศูนย์ฝึกใหม่มูลค่า 50 ล้านปอนด์ที่เคิร์กบีด้วย

ในยามว่างคล็อปป์จะพาสุนัขผู้ช่วยของเขาไปเดินเล่น เธอชื่อเอ็มมา ซึ่งก็เป็นภาพที่คนในย่านฟอร์มบีได้เห็นเป็นประจำ หรือไม่เช่นนั้นก็จะอยู่บ้านฟัง audiobooks หรือดูกีฬา หรือดูสารคดีอาชญากรรม (!!!) 

คล็อปป์ชอบการใช้เวลาวันหยุดพักผ่อนด้วยการกลับไปพักผ่อนที่บ้านที่เยอรมัน เล่นสกี หรือไปเช่าบ้านพักอยู่ในสเปน โดยในช่วงพักเบรกฤดูหนาวเขาเลือกจะไปพักที่มายอร์กา

ความลับของบ้านที่เขาอยู่ในปัจจุบันนี้คือนอกจากจะเป็นบ้านของเบร็นแดน ร็อดเจอร์สมาก่อน (ซึ่งสโมสรตัดสินใจขอซื้อเป็นสมบัติของสโมสร) บ้านหลังนี้ก็เคยเป็นบ้านของสตีเวน เจอร์ราร์ดมาก่อนด้วย

และเป็นบ้านหลังนี้เองที่ไมเคิล กอร์ดอน ประธานสโมสรเดินทางมาเพื่อคุยเรื่องสัญญาฉบับใหม่ของคล็อปป์ ซึ่งพูดคุยค้างมาตั้งแต่ปี 2018 

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาคล็อปป์ รู้ว่าเขาอยู่กับสโมสรที่วิเศษ แต่การคุมทีมในโลกสมัยใหม่นั้นกัดกินชีวิตอย่างมาก ซึ่งมันอาจจะทำให้เขาจำเป็นต้องขอเว้นระยะห่างจากเกมฟุตบอลอีกครั้ง การเจรจาจึงเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่เร่งรีบหรือเร่งรัด 

ทุกอย่างจบลงด้วยดีเมื่อเขารู้สึกว่าเขาพร้อมแล้วสำหรับสัญญาฉบับใหม่ จากเดิมที่สัญญาจะจบลงในปี 2022 ก็ขยายเป็น 2024

การเซ็นสัญญามีขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม แบบไม่มีใครตั้งตัวด้วย

ลิเวอร์พูลในอนาคต

ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และ เซ็ปป์ ฟาน เดอร์ เบิร์ก อนาคตของ ลิเวอร์พูล

ในช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว มีการพูดถึงเรื่องที่ลิเวอร์พูลไม่ยอมเสริมทัพด้วยผู้เล่นฝีเท้าดีเข้ามาอีก ซึ่งรวมถึงติโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมัน

แต่คล็อปป์มองว่าทีมของเขาถึงจะสมบูรณ์แล้วแต่มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีก

เขาเชื่อในการ “ซ้อม” มากกว่า “ซื้อ”

ในมือของคล็อปป์ยังมีคนที่รอวันเปล่งประกายเต็มที่อย่าง เกตา, มินามิโนะ

และเขาก็เชื่อในอนาคตของคนรุ่นใหม่อย่าง เรียน บรูวสเตอร์, ฮาร์วีย์ เอลเลียต, เคอร์คิส โจนส์, นีโก วิลเลียมส์, พอล กราตเซล และคิ-ยานา ฮูเวอร์ 

เด็กเหล่านี้มีโอกาสและศักยภาพจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมได้ในอนาคต

วันนี้ที่ลิเวอร์พูล สิ่งที่คุยกันไม่ได้พูดถึงเรื่องของการที่เพิ่งคว้าแชมป์สมัยที่ 19 แล้ว แต่เป็นการจะทำอย่างไรที่จะได้แชมป์สมัยที่ 20 หรือ 21

“สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการลืมให้หมดว่าทำไมเราจึงมาอยู่ในจุดนี้ได้” ไลจ์นเดอร์สเล่าถึงแนวคิดของทีม “ทีมอื่นก็พัฒนาขึ้นและจะพัฒนาเรื่อยๆ ทางที่เราจะชนะทีมเหล่านี้ได้คือการซ้อมด้วยความรู้สึกที่แรงกล้ามากกว่าและตั้งใจมากกว่าพวกเขา เราต้องทำแบบนี้ทุกวัน ทุกนาทีในการซ้อม ชัยชนะเกิดขึ้นในระหว่างสัปดาห์ ไม่ใช่สุดสัปดาห์”

แต่เมื่อถามถึงการรักษาความมุ่งมั่น ความทะเยอทะยาน ความกระหายของทีมชุดนี้แล้ว

คำตอบนั้นมีหนึ่งเดียวคือ “Yes” ทำได้

เพราะชายคนเดียวที่เป็นคำตอบของทุกสิ่งเยอร์เกนคล็อปป์

และคนที่สำคัญที่สุดของการได้แชมป์ของลิเวอร์พูล

อย่างไรก็ดีลิเวอร์พูลจะไม่มีวันนี้ได้เลยหากไม่มี อุลลา ภรรยาของคล็อปป์ที่เป็นคนเคยบอกให้เขาปฏิเสธข้อเสนอของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2013 เพื่อแทนที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันที่วางมือ เพราะเธอคิดว่ามันยังไม่ใช่

แต่พอลิเวอร์พูลติดต่อมาเธอกลับบอกให้คล็อปป์รีบตอบรับข้อเสนอทันที ซึ่งแน่นอนว่าคล็อปป์ไม่สามารถปฏิเสธความคิดเห็นของภรรยาได้ (ก็ลองดูสิ!) 

อุลลา จึงเป็นคนสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ ในฐานะจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งที่ลิเวอร์พูลมีในวันนี้!