สิงโตมีดี แต่ “ไร้เดียงสา”

19 June 2018
59 VIEWS

ทีมชาติอังกฤษ สร้างสรรค์โอกาสในเกมได้มากพอจะชนะ และยิงได้ไม่ต่ำกว่า 3-4 ลูกหากมี “ความนิ่ง” และเก๋าประสบการณ์ในเวทีฟุตบอลนานาชาติมากกว่านี้

โอกาสยิงเข้ากรอบมีถึง 7 จากทั้งหมด 17 ครั้ง และใน “ภาพรวม” เล่นได้ดีกว่าหลายทีมเต็ง ขาดแต่จังหวะสุดท้าย นิด ๆ หน่อย ๆ และการตัดสินใจในบางจังหวะเท่านั้น

ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตวัยเฉลี่ย 26 ปี และติดทีมชาติเฉลี่ย 20 นัด

“ไร้เดียงสา” ที่สุดในบรรดา 32 ทีมบอลโลกหนนี้ ให้เติบโตกล้าแกร่งขึ้นให้ได้

โดยใช้เกมลักษณะนี้กับตูนีเซียเป็นบท “ทดสอบ” ชั้นดีให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต และลูกทีมนำโดยกัปตันทีม แฮร์รี เคน วัยเพียง 25 ปีได้เผชิญ

ทีมชุดปะทะตูนีเซียประกอบด้วย:

                           พิคฟอร์ด

                              วอล์คเกอร์                              สโตนส์                                  แม็คไกวร์

                              เฮนเดอร์สัน

                ทริปเปียร์                           ลินการ์ด                                อัลลี                                        ยัง

                          สเตอร์ลิง เคน

 

เหลือเชื่อว่า หากเทียบกับคู่แข่งร่วมกลุ่ม เบลเยียม ที่ทราบล่วงหน้ายาวนาน 11 คนแรกแบบ “หลับตา” จิ้มได้แล้ว

อังกฤษ 11 คนแมตช์แรก “เวิลด์คัพ 2018” ไม่เคยร่วมเล่นด้วยกันเลย

แต่ขอบอกว่า “คาแร็กเตอร์” กับตำแหน่งของทั้ง 11 คน ถือว่า มีความสมดุลทั้งรับ และรุก รวมถึงมิติการเล่นที่มีสปีด, ความแข็งแกร่ง เทคนิค ทักษะ ในระดับที่น่าพอใจ

แอชลีย์ ยัง วิงก์แบ็คซ้าย แต่ถนัดขวาอาจจะเป็นคนเดียวที่ไม่โดนใจผม แต่หากจะมองว่า ไม่มีใครอายุเกิน 30 ปีมาประคองเลย

ก็ถือว่า เซาธ์เกตได้พยายามทำให้ทีมนี้มีอายุเฉลี่ย และค่าปสก.เพิ่มขึ้น

พิคฟอร์ด ปาดหน้าบัตแลนด์ ในตำแหน่งโกล์ และแม็คไกวร์ เฉือนหวิวเคฮิลล์ ขณะที่ยัง เบียดแดนนี่ โรสส์ และลินการ์ด ก็แทรกเข้ามาในตำแหน่ง “กลาง 3” ที่มี เฮนเดอร์สัน กับอัลลี จองอยู่

เซนเตอร์ฯ 3 ตัวนี้ “ลงตัว” ตามแบบฉบับหลัง 3 คือ วอล์คเกอร์ เร็ว และเติมสูงได้, สโตนส์ อ่านเกมดี และไม่เกรงกลัวจะไปกับบอล

แม็คไกวร์ โหม่งได้ทุกลูกทั้งปากประตูตัวเอง หรือยามเติมไปเล่นเซ็ตพีซ และมีความแข็งแกร่งที่สุดในบรรดา 3 คน

แดนกลาง จริง ๆ จะบอกว่าเป็น เฮนโด้ กับอัลลี จองไว้ก็ไม่เชิง เพราะก่อนหน้าก็มีการใช้ 2 มิดฟิลด์รับคู่ เฮนโด้ – ดายเออร์ อยู่เนือง ๆ แต่อย่างที่ผมได้เรียนไว้ “บาลานซ์” จะไม่ดีนัก

เพราะ “คาแร็กเตอร์” เหมือนกันเกินไป และไม่ผิดที่นัดนี้จะปรับ

คู่หน้า สเตอร์ลิง – เคน รวมความแล้วไปกันได้โดยมี อัลลี, ลินการ์ด กับวิงก์ 2 ข้างสนับสนุน

ขณะที่ยามเดินเครื่องเต็มสูบก็จะทิ้งเซนเตอร์ฯ ไว้เซ็ตบอลแค่ 2 คน และปล่อยอีก 8 คนสลับกันเข้าทำ

ทั้งหมดนี้ดีมากต้นเกมที่ผ่านทะลุหลัก 30 นาที เล่น “เนียนกริ๊บ” และตูนีเซีย ทำอะไรไม่ได้เลยด้วยการครองบอลมากกว่า 60% กับโอกาสใสกว่า 50-50 หลายครั้ง

เอาแค่ ลินการ์ด พลาดเองเหน่ง ๆ ก็ 2 หนแล้ว (แล้วอีก 2 หนหลังจากนี้ไม่นับ สโตนส์ เตะว่าวหน้าปากประตู และอื่น ๆ อีกมากมาย)

กลับมาเสียจุดโทษแบบน่าเสียดายจากความชะล่าใจนิด ๆ ไม่ละเอียดหน่อย ๆ ของ วอล์คเกอร์ ที่ไปยกแขนดักหน้า เบน ยูเซฟ ในกรอบเขตโทษจนโดนตีเสมอ 1-1

แบบนี้ “วัดใจ” ผู้เล่นอายุวัยรุ่นของอังกฤษเลยครับว่าจะ “ตอบโต้” อย่างไร?

ผมเห็นพฤติกรรมกุลีกุจรรีบคว้าบอลมาเขี่ยเริ่มเล่นใหม่แล้วก็รู้สึก “เบาใจ”

คิดว่า “ใจใหญ่” ใช้ได้ครับ แต่จะมุทะลุไร้ประสบการณ์ไปแค่ไหน คงต้องดูกันต่อไปไม่เฉพาะเกมนี้

เพราะหากไม่ได้ เคน มายิงประตูชัย 2-1 ช่วงทดเจ็บแล้ว Mood and Tone นัดนี้จะเป็นอีกแบบไปเลย

ภาพ ลอฟตัส-ชีค เปิดจากริมเส้นหลังเข้ากลางแต่เหมือน ลินการ์ด เรียกให้แรชฟอร์ดปล่อย แต่สุดท้ายตัวเองก็ไม่ได้ยิง นาทีที่ 80 กว่า ๆ คือ ตัวอย่างคลาสสิคที่สุดถึงความไม่พอดี

ขาด ๆ เกิน ๆ อันเป็น “สตอรี” ของเกมนัดนี้

แต่ทว่าต้องมอง “ให้บวก” เพราะมันคือ เส้นทางการเรียนรู้ของ สิงโตวัยเยาว์ “ไร้เดียงสา” ชุดนี้ครับ