ฤดูกาลที่น่าเหลือเชื่อของ “เสือใต้” สู่การคว้าแชมป์สมัยที่ 8 ติดต่อกัน | by SPORTDesk. Team

17 June 2020
128 VIEWS

นี่คงจะเป็นฤดูกาลที่แฟนบอล “เสือใต้” ลืมไม่ลงที่สุดฤดูกาลหนึ่เลยก็ได้ เพราะถ้าหากมีคนเปรียบเทียบความแกว่งของอะไรสักอย่างเหมือนการเล่น ‘โรเลอร์ โคสเตอร์’ แล้วล่ะก็ ครึ่งฤดูกาลแรกของ บาเยิร์น มิวนิค ก็คงเป็นการเล่น โรลเลอร์ โคสเตอร์ ที่หวาดเสียวน่าดู และถึงแม้ว่าตอนนี้ พวกเขาจะเป็นแชมป์ด้วยคะแนนที่ขาดลอยระดับหนึ่ง แถมยังเป็นแชมป์ก่อนฤดูกาลจะหมดลงถึง 2 เกม แต่ในช่วงต้นฤดูกาล ก็คงมีบางคนคิดเหมือนกันว่าการป้องกันแชมป์ของพวกเขาในฤดูกาลนี้ คงไม่ใช่งานง่ายสักเท่าไหร่

ถ้ามองย้อนไปในช่วง 8 ปีติด นับตั้งแต่ที่ เยอร์เกน คล็อปป์ ฝากรอยแค้นเอาไว้ด้วยการคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นแชมป์บุนเดสลีกา ในปี 2011/12 พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ฤดูกาลนี้น่าจะเป็นปีที่ บาเยิร์น มิวนิค ‘เหนื่อย’ ที่สุดในการคว้าถาด ‘ไมสเตอร์ชาเลอ’ มาครอง เพราะพวกเขาเคยหล่นไปต่ำสุดถึงอันดับที่ 8 และไม่ใช่ครั้งเดียวเท่านั้นที่พวกเขาต้องดิ่งไปกลางตาราง แต่อีกครั้งในช่วงกลางฤดูกาล หลังแพ้ 2 นัดติดพวกเขาก็ต้องหล่นไปรั้งอันดับที่ 7 ของตาราง ก่อนที่พวกเขาจะปีนขึ้นจากฟอร์มอันย่ำแย่ได้หลังจากนั้น

นอกจากนี้ฤดูกาลนี้ ยังเป็นฤดูกาลที่เกิดเหตุมหาวิปโยคที่ทำให้ “เสือใต้” ผู้น่าเกรงขามพ่ายเละที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ต่อ ไอน์ทรัค แฟรงก์เฟิร์ต แต่ในความวิบัติก็ยังมีโอกาส เมื่อความพ่ายแพ้นักนี้เป็นเหตุให้ผู้บริหารของ “เสือใต้” เห็นพ้องต้องกันในการปลด นิโก โควัช ก่อนแต่งจัน ฮันซี ฟลิก เข้ามาทำทีม แม้ตอนแรกเขาจำมีตำแหน่งเป็นแค่ ‘รักษาการณ์’ และทำให้ทีมดังจากแคว้น บาวาเรีย มีข่าวอย่างหนักกับ อาร์แซน เวนเกอร์ แต่หลังจากนั้นเขาก็พิสูจน์ตัวเองว่า ‘คู่ควร’ กับตำแหน่งหัวหน้าโค้ช จนได้รับความไว้วางใจให้ทำทีมต่อ

แต่หลังจากสัปดาห์ที่ 20 เป็นต้นมา เมื่อ บาเยิร์น ทำท่าจะไปได้ด้วยดี หลังขึ้นรั้งตำแหน่งจ่าฝูง วิกฤติครั้งใหม่ก็คืบคลานเข้ามาจากทางเอเชีย นั่นก็คือการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ บุนเดสลีกา ต้องชะงักลงหลังจากการแข่งขันสัปดาห์ที่ 25 แม้ในตอนนั้น จะมีกระแสมากมายถึงการยกเลิกการแข่งขันโดยไร้แชมป์ แต่เดแอฟเอล ยังดีพอที่จะประครองตัวรอดกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง ซึ่งเกินครึ่งของเครดิตการกลับมาในครั้งนี้ ต้องยกให้การจัดการปัญหาของรัฐบาลเยอรมนี และการทำหน้าที่ควบคุมและรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมของกระทรวงสาธารณสุขของพวกเขาด้วย

แรกเริ่มเมื่อ บุนเดสลีกา กลับมาหลายฝ่ายยังกังขากับทีม “เสือใต้” ภายใต้โค้ช ฮันซี ฟลิก ว่าจะสามารถรักษาความฟิตและกลับมาเล่นได้ดีใน ‘สถานการณ์บังคับ’ เช่นนั้นได้หรือไม่ แต่ผลที่ออกมาก็ชัดเจนราวกับ บุนเดสลีกา ไม่ได้คยหยุดพักไปเกือบ 2 เดือน เพราะลูกทีมของ ฟลิก ใส่เกียร์แรงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 26 จนคว้าแชมป์ได้ในสัปดาห์ที่ 32 ซึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้พวกเขา “ปิดจ็อบ” ได้เร็วกว่ากำหนดคือเกมสำคัญ 2 เกม ที่พวกเขาต้องไปเยือน โบรัสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ไปเยือน ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน และเก็บ 6 คะแนนเต็มจาก 2 นัดดังกล่าวกับมาได้

แม้ในแง่ของความเป็นทีม พวกเขาจะจะดุเหมือนเล่นโรลเลอร์ โคสเตอร์ ก็จริง แต่ในแง่ของผลงานส่วนบุคคลของนักเตะบางราย เรียกได้ว่าคงเส้นคงวาแบบน่าตกใจ ทั้งฟอร์มการทำประตูของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ว่าที่ดาวซัลโวลีกยุโรป ที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนถูกเอาไปเปรียบเทียบกับ ‘แดร์ บ็อมเบอร์’แกร์ด มุนเลอร์ เลยทีเดียว โดยช่วงต้นฤดูกาล แม้ทีมของเขาจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่ ‘เลวาน’ กลับยิงติดต่อกันทุกเกมนาน 12 สัปดาห์ จนตอนนี้เขายิงไปแล้ว 31 ประตูในลีก

อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “แอสซิสต์ คิง” ของบุนเดสลีกา เขาไม่ได้ครองตำแหน่งนี้แค่ในฤดูกาลนี้เท่านั้น แต่สถิติการทำแอสซิสต์ของเขาที่ 20 ครั้ง เป็นสถิติระดับ “ตลอดกาล” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเขาเองยังมีโอกาสยืดสถิตินี้ออกไปในเกมอีก 2 นัดสุดท้ายที่จะพบกับ ไฟร์บวร์ก และ โวล์ฟสบวร์ก ด้วย

ขณะที่พวกเลือดใหม่หลายคนก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ ไล่ตั้งแต่ แบงฌาแม็ง ปาวาร์, แชร์จ กนาบรี, เลออน โกเร็ตซกา และรวมไปถึงม้านอกสายตาอย่าง อัลฟอนโซ เดวิส ที่เพิ่งโดนใบแดงในเกมเมื่อคืนที่เอาชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน แต่เขาก็ทำสถิติใหม่ในการสปริ้นเร็วที่สุดในศึกบุนเดสลีกา ที่ 36.51 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วย 

การคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยที่ 8 ติดต่อกันของ บาเยิร์น มิวนิค  ในคราวนี้ ทำให้พวกเขาเป็นสโมสรที่ 2 ในบรรดา 5 ท็อปลีกของยุโรป ที่คว้าแชมป์ติดต่อกันได้ยาวนานขนาดนี้ โดยอีกทีมที่ทำได้ คือ ยูเวนตุส ของ อิตาลี ที่ได้แชมป์สคูเด็ตโตมาตั้งแต่ฤดูกาล 2011/12 จนถึงฤดูกาลที่แล้ว แต่ทีม “ม้าลาย” มีโอกาสหนี “เสือใต้” ไปครองแชมป์ 9 สมัยก่อนได้ ถ้าหากพวกเขาไม่พลาดการคว้าแชมป์ กัลโช เซเรีย อา ในฤดูกาลนี้ที่ต้องขับเคี่ยวกับ ลาซิโอ ต่อไป

ขณะที่การได้ถาด ‘ไมสเตอร์ชาเลอ’ ในครั้งนี้เป็นการคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดสมัยที่ 30 ของ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งทำให้พวกเขา เป็นรองเพียงแค่ เรอัล มาดริด ที่ได้แชมป์ลาลีกา 33 สมัย และ ยูเวนตุส ที่ได้แชมป์ เซเรีย อา 35 สมัย เพียง 2 สโมสรเท่านั้นในทำเนียบการคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกได้มากที่สุดในบรรดาท็อป 5 ลีกของยุโรป

ด้าน ฮันซี ฟลิก กลายเป็นมนุษย์บุคคลที่ 3 เท่านั้นในโลก ที่คว้าแชมป์กับ บาเยิร์น ได้ทั้งในฐานะนักเตะ และ โค้ช ต่อจาก ‘จอมจักรพรรดิ์’ ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ และอดีตลูกพี่เก่าของเขาอย่าง นิโก โควัช โดยอีกสถิติที่น่าสนใจคือ ดาวิด อลาบา และ โธมัส มุลเลอร์ กลายเป็น 2 นักเตะที่ก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ บุนเดสลีกามากที่สุดตลอดกาลที่ 9 สมัยเทียบเท่ากับ ฟรองก์ ริเบรี ที่ทำสถิตินี้ไว้ในปีก่อนด้วย

ดังนั้นคงไม่ใช่คำพูดที่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่านี่เป็นฤดูกาลที่ ‘มหัศจรรย์’ และ ‘น่าเหลือเชื่อ’ ที่สุดฤดูกาลหนึ่งของทีม “เสือใต้” แม้สุดท้ายมันจะลงเอยด้วยตอนจบแบบเก่าเหมือนเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมาก็ตาม…