ในความสัมพันธ์ระหว่างลิเวอร์พูลและคริสตัล พาเลซ | by ลูกแม่กิ่ง

หนึ่งในความทรงจำวันวานในวัยหวานของผมที่ยังจำได้ดีคือเกมเปิดสนามของฤดูกาล 1994-95 ที่ลิเวอร์พูล บุกไปเยือนคริสตัล พาเลซ ที่สนามเซลเฮิร์สท์ ปาร์ค

เกมวันนั้นลิเวอร์พูล บุกไปเอาชนะได้อย่างขาดลอยถึง 6-1 ซึ่งถ้าจำไม่ผิดจะเป็นสถิติการชนะเกมเปิดสนามที่สูงที่สุด และยังเป็นสถิติการชนะแบบเกมเยือนด้วยครับ

วันนั้นลิเวอร์พูล มีรอย อีแวนส์ ทายาทคนสุดท้ายของบูทรูมเป็นผู้จัดการทีม ขณะที่พาเลซ นำมาโดยเรย์ วิลกินส์ อดีตมิดฟิลด์ชื่อก้องผู้ล่วงลับ ที่วันนั้นเพิ่งจะลงประเดิมสนามให้กับทีมใหม่เป็นนัดแรกในวัย 38 ปี

วิลกินส์กล่าวชมลิเวอร์พูล ซึ่งเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในเวลานั้นว่า “ลิเวอร์พูลสมควรจะได้รับเครดิตจากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้” แต่ทางด้านอีแวนส์ ผู้ที่นักข่าวในยุคนั้นบอกว่าเป็น “Perfectionism” กลับไม่พอใจที่ทีมโดนพาเลซ ยิงประตูได้จากคริส อาร์มสตรอง กองหน้าดาวรุ่งที่เป็นเป้าหมายของเอฟเวอร์ตัน ทีมคู่ปรับร่วมเมืองในเวลานั้น

“ผมผิดหวังเล็กน้อยที่เราเสียประตู แต่แน่นอนว่าผมพอใจกับสกอร์ที่ออกมาในวันแรกแบบนี้ เราสามารถจะถล่มคู่ต่อสู้ได้ถ้าเรารักษามาตรฐานในการเล่นของเรา แต่เรากลับเริ่มต้นในครึ่งหลังได้เลวร้าย ปล่อยให้พาเลซ สามารถกลับมาสู่เกมได้จนกระทั่งเราเริ่มจะผ่านบอลไปมาได้อีกครั้งผมจึงเริ่มพอใจอีกครั้ง”
นั่นเป็นความทรงจำแรกๆของผมที่มีต่อพาเลซครับ และมันทำให้ผมคิดว่าการเจอกับทีมจากลอนดอนซึ่งเคยแชร์สนามร่วมกันกับ “จอมโหด” วิมเบิลดัน ทีมนี้เป็นเรื่องง่าย

เพราะย้อนไปก่อนหน้านั้น 5 ปี ลิเวอร์พูลก็เคยถล่มพาเลซทีมนี้มาแล้วถึง 9-0 ที่แอนฟิลด์

จนกระทั่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในช่วงต้นทศวรรษที่ผ่านมา

จู่ๆพาเลซ ก็กลายเป็น Bogey team หรือทีมอาถรรพ์ของลิเวอร์พูลไป โดยจุดเริ่มต้นน่าจะเกิดขึ้นจากในเกมนัดรองสุดท้ายก่อนจะสิ้นฤดูกาล 2013-14

ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะจำได้ว่าเกมนั้นเป็นเกมที่ทีมของเบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ลงสนามโดยมีเป้าหมายเดียวคือการ “ถล่ม” พาเลซ ให้ได้มากที่สุดเนื่องจากเวลานั้นผลต่างประตูได้เสียของพวกเขาเป็นรองคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี 

ก่อนลงสนามพวกเขามีประตูได้เสียตามหลังซิตี อยู่ 9 ประตู และอยู่ในอาการช็อกหลังจากที่แพ้ต่อเชลซีคาบ้าน 0-2 ด้วยเหตุการณ์ “ลื่น” ของสตีเวน เจอร์ราร์​ด

เกมนั้นทำท่าเหมือนจะดีเมื่อโจ อัลเลน ยิงประตูนำให้ทีมตั้งแต่นาทีที่ 18 ก่อนที่จะบวกสกอร์เพิ่มได้อีก 2 ลูกในนาทีที่ 53 จากการทำเข้าประตูตัวเองของเดเมียน เดลานีย์ และหลุยส์ ซัวเรซ ในอีก 2 นาทีต่อมา

แต่ฟ้าก็ผ่ากลางเซลเฮิร์สท์ ปาร์ค เมื่อพาเลซ​ มายิง 3 ประตูรวดในเวลาห่างกันแค่ไม่ถึง 10 นาทีเมื่อเดลานีย์ แก้ตัวได้ในนาทีที่ 79 ก่อนที่ดไวท์ เกย์ล จะยิงเบิ้ลในนาทีที่ 81 และ 88

สุดท้ายเกมจบลงด้วยสกอร์ 3-3 ภาพจำของทุกคนคือการที่หลุยส์ ซัวเรซ ร้องไห้ขี้มูกโป่งเพราะรู้ว่าความฝันในการคว้าแชมป์ลีกได้หลุดลอยไปแล้ว ทั้งๆที่ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นตลอดทั้งฤดูกาล

จากวันนั้นลิเวอร์พูลกับพาเลซ ก็เหมือนงูเหลือมกับเชือกกล้วย เจอกันเมื่อไหร่ก็มีอกสั่นขวัญแขวนเมื่อนั้น

ในฤดูกาลต่อมา 2014-15 ลิเวอร์พูล แพ้ต่อพาเลซแบบไปกลับอีก โดยแพ้ทั้งที่เซลเฮิร์สท์ ปาร์ค และแอนฟิลด์ด้วยสกอร์เดียวกัน 1-3

ที่เลวร้ายคือในเกมที่แอนฟิลด์ เป็นเกมนัดรองสุดท้ายของฤดูกาลและเป็นการเล่นในบ้านเกมสุดท้ายของเจอร์ราร์ดด้วย แต่พวกเขากลับประสบความปราชัยอย่างน่าอดสู (ก่อนจะไปแพ้แบบเอาหน้ามุดแผ่นดินต่อสโตก ซิตี 1-6 ในเกมนัดสุดท้ายจริงๆของสตีวีจีกับลิเวอร์พูล) 

มาถึงฤดูกาล 2015-16 เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกลางเมื่อร็อดเจอร์สต้องจากไปและเป็นเยอร์เกน คล็อปป์ที่กลับเข้ามา

แต่พาเลซ ก็ยังเป็นทีมตัวแสบเหมือนเดิมเมื่อพวกเขาบุกมาเอาชนะได้ที่แอนฟิลด์อีก 2-1 

วันนั้นเป็นวันแรกที่คล็อปป์แพ้ในนามผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลด้วย

สิ่งที่เจ็บกว่าความพ่ายแพ้สำหรับนายใหญ่ชาวเยอรมันคือการที่เห็นเดอะ ค็อป ปฏิเสธจะยืนหยัดเพื่อทีม หลายคนเดินกลับออกจากสนามตั้งแต่สกอตต์ แดนน์ ยิงประตูนำให้พาเลซในนาทีที่ 82

สำหรับคล็อปป์ เขาคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งหลังจากนั้นได้ออกมาโวยและขอร้องให้แฟนบอลอยู่ร่วมกับทีมจนถึงเสียงนกหวีดสุดท้าย – เช่นกันกับที่แสดงความรับผิดชอบว่าทีมเองก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้แฟนบอลไม่อยากจะอยู่ดูเกมจนจบ

ความพ่ายแพ้ต่อพาเลซ ในวันนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของลิเวอร์พูลในยุคสมัยของเขาครับ

สายสัมพันธ์ที่เคยเปราะบางและห่างไกล ค่อยๆกลับมากระหวัดรัดรึงจนแน่นแฟ้นและใกล้ชิดกันอีกครั้ง

บทเพลง You’ll Never Walk Alone กลับมามีความหมายอย่างที่มันสมควรจะเป็น

คนบนอัฒจันทร์พร้อมจะยืนหยัดเพื่อคนที่อยู่ในสนาม และคนที่อยู่ในสนามก็พร้อมจะสู้เพื่อคนบนอัฒจันทร์เช่นกัน

จากนั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ในวันที่ทั้งสองฝ่ายสู้ไปด้วยกันซึ่งปรากฏได้ชัดในเกมที่ลิเวอร์พูล ไล่ตีเสมอเวสต์ บรอมวิช อัลเบียน ได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 6 โดยดิวอค โอริกิ – กองหน้าผู้เกิดมาเพื่อสร้างความมหัศจรรย์ในช่วงเวลาสำคัญ – หลังเกมจบลงด้วยสกอร์ 2-2 คล็อปป์ได้นำธรรมเนียมของฟุตบอลเยอรมันมาใช้ ด้วยการนำนักฟุตบอลเดินไปขอบคุณแฟนๆที่ค็อป เอนด์

การขอบคุณที่คนอังกฤษไม่คุ้นชิน แม้แต่นักฟุตบอลเองก็เขินอาย

โดยไม่มีใครรู้ในเวลานั้นว่านี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะนำลิเวอร์พูล กลับไปสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

ทีมของคล็อปป์ดีวันดีคืน แต่พาเลซก็ยังเป็นทีมตัวแสบเสมอ พวกเขาบุกมาเอาชนะได้อีกครั้งที่แอนฟิลด์ในเดือนเมษายน 2017

แต่นั่นคือครั้งสุดท้ายที่มีทีมบุกมาเอาชนะที่แอนฟิลด์ครับ

เวลาผ่านมา 3 ปี ผ่านมา 55 นัดในลีก ไม่มีใครบุกมาเอาชนะในป้อมปราการสีแดงได้อีกเลย

วันนี้ลิเวอร์พูล จะพบกับพาเลซอีกครั้งครับ

เพียงแต่คราวนี้มีหลายอย่างที่ไม่เหมือนเดิม แน่นอนว่าไม่มีเดอะ ค็อปอยู่ในสนามด้วยความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่คล็อปป์ยืนยันว่าเขาไม่รู้สึก “เดียวดาย” เหมือนก่อน

แต่ที่สำคัญกว่าคือการที่พาเลซ กำลังจะมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงของลิเวอร์พูลอีกครั้ง

เพราะหากคล็อปป์นำทีมชนะได้ พวกเขาคือว่าที่แชมป์อย่างเป็นทางการ เพราะพวกเขาต้องการชัยชนะอีกแค่ 1 นัด หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี พลาดเสมอในเกมพบเชลซีในคืนวันพรุ่งนี้ หรือลิเวอร์พูลไม่แพ้ที่เอติฮัด ในเกมนัดถัดไปก็เพียงพอต่อการเถลิงตำแหน่งแชมเปี้ยน

วันเวลาผ่านมายาวนาน ความทรงจำต่างๆเกิดขึ้นมากมาย

น่าแปลกดีไหมครับที่พาเลซมักจะอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆของลิเวอร์พูลเสมอ 🙂