ในวันที่โลกไร้ฟุตบอลแต่ฟุตบอลก็ไม่ได้ไร้ความหมาย

29 March 2020
18 VIEWS

โควิด-19 ยังคงไม่มีวี่แววจะบรรเทาเบาบางลงคอกีฬา โดยเฉพาะคอฟุตบอลแบบเรา ๆ ท่าน ๆ ก็อาจจะยังต้องรอกันต่อไปเพื่อที่จะได้รอชมฟุตบอลที่เรารัก รอเชียร์ หรือ รอแช่ง ก็ว่ากันไปในวันที่มันกลับมาอีกครั้ง แต่ระหว่างนี้ ระหว่างที่โลกไม่มีฟุตบอล ใช่ความโลกของฟุตบอลจะไม่มีความหมายต่อโลกใบนี้ หากแต่มันยังมีเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกลูกหนักใบนี้อีกเยอะทีเดียว และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้

เรื่องดี ๆ ที่คู่อริในสนามทำให้คุณเห็น

ขึ้นชื่อว่า เซร์คิโอ รามอส กับ เกราร์ด ปิเก แค่เอ่ยชื่อมาก็ดูเหมือนว่าเตรียมจะได้เห็นการฟาดปากกันแล้ว แต่คราวนี้เขาไม่ได้มากันแค่ 2 คนเพราะมี ซานติ กาซอร์ลา แถมมาอีก 1 โดยพวกเขาทั้ง 3 แพร่ภาพการแสดงทางออนไลน์ ในแคมเปญ #LaLigaSantanderFest เทศกาลที่จัดขึ้น เป็นการร่วมมือกันระหว่าง ดนตรีและฟุตบอล

นอกจากนักฟุตบอลทั้ง 3 คนแล้ว ยังมีศิลปินชื่อดังหลายคนมีส่วนร่วมในงานนี้ โดยจุดประสงค์เพื่อรวบรวมเงินบริจาคเพื่อนำไปใช้จัดหาเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย โควิด-19 ซึ่งสุดท้ายแล้ว กิจกรรมนี้รวมเงินบริจาคได้ถึง 640,000 ยูโร หรือประมาณ 23 ล้านบาท

โดยสเปน เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เป็นอันดับต้น ๆ โดยมีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 75,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 6,000 คนไปแล้วในตอนนี้ และแน่นอนว่า ลาลีกา ก็ต้องพักการแข่งขันชั่วคราว ซึ่งเปิดทางให้บรรดานักบอลได้มาทำกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ให้เราได้เห็น

บทบาทที่เปลี่ยนไปของ แอนโธนี เทย์เลอร์

เราอาจจะคุ้นเคยกับบทบาทของ แอนโธนี เทย์เลอร์ ในฐานะผู้ตัดสินในสนาม แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ออกประกาศขออาสาสมัคร 250,000 คนเพื่อช่วยเหลืองานของระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติในการต่อสู้กับ โควิด-19 ภายใน 24 ชั่วโมง แน่นอนว่า รัฐบาลได้คนที่ว่าครบตามจำนวนที่ต้องการ และ แอนโธนี เทย์เลอร์ ผู้ตัดสินมือดีคนนี้เป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่ไปสมัครด้วย

“ในบางครั้งมันก็เป็นแบบนี้ กีฬาเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นสิ่งที่ดูไม่มีนัยยะสำคัญถ้าเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่ติดไวรัสและกำลังจะตาย” เทย์เลอร์ กล่าว

ผู้ตัดสินของพรีเมียร์ลีกปฏิบัติงานในหลากหลายหน้าที่ เช่นการส่งอาหารไปให้ผู้ที่อยู่โดดเดี่ยวหรือขับรถอุปกรณ์การแพทย์ระหว่างโรงพยาบาลเพื่อช่วยผู้ป่วย เขา ดีใจและเต็มใจรับบทบาทนี้ ในวันที่โลกไม่มีฟุตบอล แต่ต้องการ อาสาสมัครสักคนที่จะต่อสู้กับโควิด-19

เป็นมากกว่าสนามฟุตบอลในวันที่ไม่มีฟุตบอล

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดพื้นที่บริเวณที่นั่งผู้บริหารและห้องประชุม เพื่อให้ทีมงานของระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติ เข้ามาและเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์วิกฤติ

โดยทั้งแพทย์ และ พยาบาล จะสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ใน เอติฮัด สเตเดี้ยม เพื่อวางแผนและฝึกอบรม เพิ่มความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดนี้ ซึ่งจะไม่มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อเข้ามาในบริเวณนี้เพื่อทำการรักษาได้ต่อไป 

ขณะที่ในเมือง กลาสโกว ประเทศสก็อตแลนด์ เรนเจอร์ส ก็เป็นอีกทีมที่ยอมเปิดสนาม ไอบรอกซ์ สเตเดียม ให้ของระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติใช้งานในลักษณะเดียวกับที่ เอติฮัด สเตเดียม เปิดให้ใช้เช่นกัน โดยที่ ไอบรอกซ์ จะเป็นศูนย์กลางของการฝึกอบรมและวางแผนในกลาสโกวด้วย

การทำอะไรมากกว่าอยู่เฉย ๆ ของแรมซีย์

การอยู่บ้านเฉย ๆ ในสถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย กลับกันถือเป็นเรื่องที่ดีเสียด้วย เพราะมันคือการลดงานให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ เพราะคือการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ โควิด-19 ไปในตัว แต่ อารอน แรมซีย์ ไม่ได้แค่อยู่บ้านเฉย ๆ เท่านั้น เพราะเขา ควักกระเป๋าบริจาคเงิน 10,000 ปอนด์ ให้กับองค์กรในประเทศเวลส์เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วย

“เราขอขอบคุณสำหรับการทำงานอย่างหนักทั้งหมดของพวกคุณ”  แรมซี่ย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจองค์กรการกุศล จัสต์กิฟวิง

ความเสียสละก็เป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่ง

ในยามยากลำบาก เรามักจะไม่ลืมคนที่ช่วยเหลือเราในตอนนั้น และในทางกลับกัน การช่วยเหลือกันท่ามกลางความยากลำบากนั้น เป็นน้ำใจที่หาได้ยากยิ่งในสังคมปัจจุบันไปแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับเหล่าสตาร์ของทีม ยูเวนตุส ที่มีส่วนอยากจะช่วยเหลือทีมของพวกเขา

โดย สโมสรยูเวนตุส จ่าฝูงกัลโช่ เซเรีย อา ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ของสโมสร ว่า ทั้งนักเตะและสตาฟฟ์โค้ช นำโดย เมาริซิโอ ซาร์รี หัวหน้าโค้ช, คริสเตียโน โรนัลโด, อารอน แรมซีย์ รวมไปถึงคนอื่น ๆ ได้ตกลงพร้อมใจลดค่าเหนื่อยเป็นเวลา 4 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม-มิถุนายน ซึ่งจะช่วยสโมสรประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 90 ล้านยูโร

แน่นอน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ เพราะนักเตะทุกคนไม่น่าจะเดือดร้อนกับการตัดสินใจครั้งนี้ แต่การร่วมมือกันครั้งนี้ลดรายจ่ายให้สโมสรได้อย่างมหาศาล และยูเวนตุสถือเป็นสโมสรแรกในอิตาลีที่ประกาศลดค่าเหนื่อยของผู้เล่นและทีมงานด้วย

ทั้งหมดนั้นที่เล่ามาทั้งหมด ล้วนแต่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวดี ๆ ที่ไม่ได้มีผลแค่ผู้ให้ กับ ผู้รับเท่านั้น มันส่งผลมาถึง “ผู้รับรู้” อย่างพวกเราทุกคน และทำให้เราเชื่อว่า โลกใบนี้ แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่มันก็ยังน่าอยู่อยู่ดี!