“ไม่อยากเล่นก็อยู่บ้านดูบุนเดสฯ” การตอบโต้แบบ ‘มูรินโญ สไตล์’

14 May 2020
467 VIEWS

‘โปรเจค รีสตาร์ต’ เริ่มนับถอยหลังอย่างเป็นทางการกันแล้วหลังจากที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรไฟเขียวให้มีการจัดแข่งขันกีฬากันได้อย่างเป็นทางการหลังนับตั้งแต่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป แม้จะไม่ใช่ใบอนุญาตโดยตรงต่อพรีเมียร์ลีกที่ให้พวกเขากลับมาเตะฟุตบอลกันได้อีกครั้งทันที แต่มันก็เหมือนการบอกอ้อม ๆ ว่า “เตรียมตัวให้พร้อมนะ” และหลายสโมสรก็ได้เริ่มวางแผนในการกลับมาครั้งนี้แล้ว อาทิ ลิเวอร์พูล ก็มีการให้นักเตะกลับมาซ้อมแบบเป็นส่วนตัวที่ เมลวูด ส่วนสโมสรอื่น ๆ ก็เริ่มทำตามเช่นกัน

โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีการส่งแนวทางในการกลับมาซ้อมกันในแบบกลุ่มซึ่งจะกลายเป็นก้าวแรกของ “โปรเจค รีสตาร์ต” ไปยังสโมสรต่าง ๆ เพื่อแจ้งสู่นักเตะ และ ผู้จัดการทีมรวมไปถึงทีมงานต่าง ๆ โดยในแนวทางดังกล่าว มีการเน้นย้ำว่า ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ “อย่างเคร่งครัด” โดยแนวทางที่ว่าสามารถสรุปได้คร่าว ๆ ดังนี้

– จะมีการฆ่าเชื้อโรค ทุก ๆ ครั้งหลังจากที่นักกีฬาลงไปใช้พื้นที่ในสนามไม่ว่าจะเป็นบริเวณ มุมธง กรวยซ้อม ลูกบอล เสาประตู และแม้แต่พื้นสนาม

– การซ้อมแบบกลุ่มย่อย จะมีสมาชิกเข้าร่วมได้ไม่เกินกลุ่มละ 5 คน และจะจำกัดเวลาเบื้องต้นที่ 75 นาทีต่อการซ้อมในแต่ละวัน โดยจะเริ่มต้นวันจันทร์ที่จะถึงนี้

– มีมาตรการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องรวมอยู่ในคำแนะนำเพิ่มเติม ได้แก่ การตรวจสอบการติดเชื้อสองครั้งต่อสัปดาห์และแบบซักถามข้อสุขภาพก่อนการฝึกซ้อมและรวมไปถึงการตรวจวัดอุณหภูมิ

– จำกัดรูปแบบการซ้อมร่วมกันทั้งไม่ให้มีการเข้าปะทะ การสัมผัสตัว การอยู่ใกล้กันเกิน 1 เมตร และ ไม่ให้มีการทานข้าวร่วมกันในพื้นที่สนามซ้อมด้วย

– นอกจากนั้นแล้วผู้เล่นจะได้รับแจ้งว่าพวกเขาไม่สามารถเดินทางร่วมกับใครหลังจากฝึกซ้อมและควรทำความสะอาดภายในรถเป็นประจำ ไม่ควรใช้ยานพาหนะของทีมและการขนส่งสาธารณะด้วย

นั่นเป็นมาตรการคร่าว ๆ อย่างเป็นทางการที่ถูกแจ้งไปยังทั้งนักเตะและทีมงาน แต่ทีนี้มันยังมีดราม่าตามมา หลังจากที่มีนักเตะบางส่วน ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการกลับไปซ้อม และ กลับไปเล่นเนื่องจากยังวิตกเรื่องการติดเชื้อ ที่พวกเขาอาจจะนำไปติดลูกและภรรยาที่บ้านได้หากได้รับการแพร่เชื้อมาระหว่างการซ้อม จนทำให้หลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงการกลับมาของพรีเมียร์ลีกว่าถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากนักเตะเท่าที่ควร ฟุตบอลอังกฤษจะกลับมาได้จริงหรือไม่?

โชเซ มูรินโญ ในฐานะที่เป็นกุนซือของทีมระดับท็อป 6 อย่างท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และขึ้นชื่อเรื่อง ‘ปาก’ มาแทบจะตลอดอาชีพ ก็แสดงทัศนะท่ามกลางการประชุมผู้จัดการทีมเมื่อไม่นานที่ผ่านมา หลังมีการแสดงความวิตกเรื่องนี้มาจากทั้ง เจอร์เกน คล็อปป์ นายใหญ่ลิเวอร์พูล และ คาร์โล อันเชล็อตติ บิ๊กบอสของ เอฟเวอร์ตัน โดยหัวหน้าโค้ชของ “ไก่เดือยทอง” ใช้คำว่า ‘ก็อยู่บ้านดูบุนเดสลีกาไปแล้วกัน’ ตอบกลับข้อกังวลดังกล่าว

“ผมไม่คิดว่าด้วยตำแหน่งหน้าที่ของผมจะได้รับการพูดถึงอย่างยุติธรรมในหน้าสื่อทุกวันนี้หรอก แต่ผมก็ไม่ได้ขอให้การกลับมาแข่งล่าช้าไปกว่านี้” มูรินโญ่ กล่าว “ผมต้องการให้ทีมกลับมาฝึกซ้อม และผมอยากให้พรีเมียร์ลีกกลับมาทันทีที่มันเป็นการกลับมาอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อเราเห็นลีกอื่น ๆ เตรียมตัวที่จะกลับมาเตะกันแล้ว

“ผมภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นบรรดานักเตะของผมรักษาความฟิตอย่างเต็มที่ พวกเขาแสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพอย่างใหญ่หลวง รวมไปถึงความรักในอาชีพ และความทุ่มเท เราทุกคนทำงานกันอย่างหนักผ่านการฝึกซ้อมของทีมที่ทำกันจากบ้านของตัวเอง รวมไปถึงการวิ่งอย่างโดดเดี่ยวในตอนนี้ที่สนามซ้อมของเราได้รับอนุญาตให้ใช้กันได้อีกครั้ง

“ผู้เล่นทุกคนมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการทำงาน แม้ว่าจะต้องทำงานในภายใต้เงื่อนไขของการแยกให้ซ้อมเดี่ยวออกจากกันเพราะความปลอดภัยจากการระบาดของไวรัส แต่ตอนนี้เรากำลังรอใบอนุญาตให้เริ่มกลับทำงานเป็นกลุ่มเล็ก ๆ อีกครั้งซึ่งผมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่”

คำพูดของมูรินโญ ไม่ได้แสดงถึงความอหังกาเหมือนแค่ที่เราอ่านจากประโยคที่ถูกตัดมาอย่างเดียวเท่านั้น แต่คำพูดของเขาคือการสื่อถึงความต้องการที่จะลงสนามเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง ทั้งในฐานะโค้ช และ นักฟุตบอล เพราะเมื่อเทียบกับลูกทีมของเขาอย่างที่เขาเล่ามานั้น การที่ไม่ยอมกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง มันเหมือนการเสียมารยาทอย่างมากต่อคนที่ซ้อมอย่างหนัก รักษาความฟิต เพื่อเตรียมกลับไปลงสนามอีกครั้งอย่างมาก

กุนซือชาวโปรตุกีส แค่เพียงจะบอกทุกคนว่า “จงทำหน้าที่ของตัวเองซะ…ไม่อย่างนั้นก็อยู่บ้านแล้วดูลีกอื่นเขาแข่งขันกันไป” 

แม้จะรู้ดีว่า ความปลอดภัยควรจะเป็นปัจจัยแรกที่ต้องคำนึงถึงในภาวะที่โรคระบาดซึ่งยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันรักษาแพร่กระจายไปทั่วแบบนี้ แต่ในทางกลับกันแล้ว เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่สโมสร และ นักฟุตบอลต้องเผชิญ รวมไปถึงแฟนบอลที่ต้องรอคอยแล้ว

บางทีการก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเอง “อย่างเคร่งครัด” ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะแม้นักบอลจะหนีความกังวลต่อโรคระบาดไม่ได้ แต่มันก็ไม่น่าจะใช่ข้ออ้างให้พวกเขาไม่ยอมกลับมาลงสนาม…ไม่ใช่หรือ?