“ผมคิดว่า ผู้เล่นเอาตัวรอดจากความผิดฆ่าคนตาย”

24 December 2018
304 VIEWS

มากกว่าประโยคข้างต้นยัง “พรั่งพรู” ตามมาด้วยสิ่งเหล่านี้ครับ:

“มันเป็นเรื่องของเกมฟุตบอล หากผู้เล่นน้ำหนักตัวมากไป หรือซ้อมไม่ดี และไม่สามารถโชว์ผลงานได้ แล้วบางคนเลือกจะไม่เล่น ไม่เอาอะไรเลย มันเป็นสิ่งน่าละอาย

“ผมไม่ใช่แฟนบอลมูรินโญ่ อย่าเข้าใจผิดนะ แต่ผมแค่ไม่สามารถจะทนกับนักฟุตบอลที่คอยหลบหลังเอเยนต์ หรือพรรคพวกสื่อมวลชน มันช่างตลกจริง ๆ

“ผู้คนอาจคิดว่าผมเป็นพวกหัวโบราณ (old-school) แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมคิดว่ามันน่าจะเรียกว่า ‘คิดดี’ (good school) เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับสโมสร เมื่อคุณลงสนาม เฉพาะอย่างยิ่งสโมสรใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คุณต้องออกไปเล่นให้เต็มที่ที่สุดอย่างไม่มีข้ออ้าง มันไม่ได้หมายความแค่ คุณต้องเล่นได้ดีนะ

“ความคิดแบบนี้ อาจทำให้นักเตะพวกนี้ผิดหวังที่ได้ยิน แต่เชื่อผมเถอะ มันไม่ใช่แค่กับยูไนเต็ด แต่มันเกิดกับนักบอลสมัยใหม่นี่แหละ พวกเขาไม่ใช่แค่เป็นผู้เล่นอ่อนแอ แต่จริง ๆ แล้ว พวกเขาเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอเลยหล่ะ ผมหาคำพูดที่เหมาะสมไม่ถูกจริง ๆ

“ผมคิดว่า ผมโชคดีมากที่ได้ร่วมห้องแต่งตัวกับคนดี ๆ คนที่เป็นผู้นำ มีคาแร็คเตอร์ยอดเยี่ยมซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในเกมฟุตบอลตอนนี้ ฟุตบอลมันเปลี่ยนไปแล้ว และอย่างที่ผมพูดนะ พวกเขาสามารถเอาตัวรอดจากความผิดฆ่าคนตายได้ มันช่างเป็นเรื่องน่าอึดอัดใจ

“แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่มีทางเกิดขึ้นในห้องแต่งตัวสมัยผม เพราะเราจะมีแต่นักเตะคาแร็กเตอร์ชั้นเยี่ยม, ผู้นำ และเราจะไม่ทนต่อนักเตะคนใดก็ตามที่ไม่ได้เรื่องแบบนั้น”

รอย คีน

ครับ เหตุที่ผม “เปิดหัว” คอลัมน์วันนี้ด้วยบทสัมภาษณ์ รอย คีน ผ่านหนังสือพิมพ์ Manchester Evening News เมื่อ 21 ธ.ค.ก็เพราะกำลังได้ยินแฟนบอลทั่วโลก “ชื่นชม” ผลงานบุกถล่มคาร์ดิฟฟ์ 5-1 กันอย่างมีความสุข

แฮปปี้ และเอนจอย เดอะ โมเมนต์ กันแบบ “ด้านเดียว”!!!

แน่นอนครับ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ สมควรได้รับ “เครดิต” จากผลงานการประเดิมคุมทีมแบบจะดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วกับยอดทีมเวลส์เจ้าของสถิติชนะ 4 จาก 5 เกมหลังสุดในบ้าน

แมนฯยูฯ ยิงคู่ต่อสู้ได้ 5 เม็ดเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปีหลังครั้งสุดท้ายเกมเสมอ 5-5 เมื่อเดือน พ.ค.2013 ในแมตช์สุดท้ายท่านเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ปะทะเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

ตามด้วย “สถิติ” น่าประทับใจอีกมากมายไม่รู้จบในเกมที่แทบจะเลือก “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ไม่ถูกกันเลยเชียว เพราะเล่นดีกันทุกคน

ไม่เว้นแม้แต่ พอล ป๊อกบา ที่กลับมาเป็นตัวจริงพร้อมตำแหน่ง MoM อย่างเป็นทางการนั่นแหละครับ

สถิติครองบอลกว่า 70 เปอร์เซนต์ (74%), โอกาสทำประตู 17:9, คอร์เนอร์ 7:4 และอื่น ๆ

ในรายละเอียดที่จับต้องได้ว่า “แตกต่าง” แม้จะมีเวลาทำทีมแค่วันพฤหัสบดี และศุกร์ (โซลชาร์ เดินทางมาถึงแมนเชสเตอร์ ค่ำวันพุธ) ก็คือ การใส่แท็คติก ฟูลแบ็คทั้ง 2 ฝั่งเติมสูงไม่ว่าจะ แอชลีย์ ยัง (ขวา) และลุค ชอว์ (ซ้าย)

การเคลื่อนที่ของผู้เล่นแดนบนยังเป็น “ธรรมชาติ” และอิสระ ทำให้ได้เห็นการเคลื่อนที่เข้ากรอบเขตโทษ และสปีดบอลในแดนสุดท้ายที่เร็วขึ้น ดังประตูที่ 3 ของมักซิญัล

ภายใต้การเปิดบอล “แนวลึก” ทะลุสู่ใจกลางเกมรับของคาร์ดิฟฟ์อันเป็นสิ่งที่แตกต่างจากยุค โจเซ่ มูรินโญ่ ที่เปิดบอลออกด้านข้าง หรือเสี่ยงกับบอลน้อยกว่า

ทั้งหมดรวมเข้ากับ “จังหวะ” เป็นใจได้ประตูแรกเร็วจากฟรีคิกนาทีที่ 3 โดย มาร์คัส แรชฟอร์ด และประตูที่ 2 จากยิงไกลกว่า 30 หลาของ อันเดร์ เอร์เรร่า นาทีที่ 29

หรือประตูที่ 3 ก่อนหมดครึ่งแรก และประตูที่ 4 หลังเริ่มครึ่งหลังได้ไม่นานจากจุดโทษ

“ไทม์ไลน์” และจังหวะต่าง ๆ ในสนามล้วนเป็นใจ

เช่นเดียวกับ “โปรแกรม” แข่งขันนัดนี้ และนัดต่อ ๆ ไปไล่จาก ฮัดเดอร์สฟิลด์ (h-26 ธ.ค.), บอร์นมัธ (h-30 ธ.ค.), นิวคาสเซิล (a-3 ม.ค.) ก่อนจะเอฟเอ คัพ กับเรดดิ้ง (h-5 ม.ค.)

ทั้งหมดคือ 5 แมตช์ “รับน้อง” แบบไม่ยากนักบนหน้ากระดาษที่น่าจะช่วยสร้างความฮึกเหิม และเสริมสร้างกำลังใจให้กับทีมที่กำลังต้องการการ “เริ่มต้น” ครั้งใหม่อย่างยิ่ง

ครับ OGS มาได้ถูกที่ ถูกเวลา อย่างมาก…

อย่างไรก็ดี “สถิติ” สุดท้ายที่ผมยังไม่ได้พูดถึงก็คือ เกมกับคาร์ดิฟฟ์ จัดเป็นเกมแรกในฤดูกาลนี้ 18 นัดที่นักเตะปิศาจแดงวิ่งรวมกันเป็นระยะทางมากกว่าคู่แข่งขัน

หรือคือ outrun คู่ต่อสู้ด้วยระยะวิ่งรวมกันทั้งทีม 104.125 กิโลเมตร

ทุกท่านจะ “แปลความ” ว่า นักเตะกำลังสนุก มีความสุขกับฟุตบอลอีกครั้งตามความต้องการของ โซลชาร์

หรือเป็นเพราะรูปแบบวิธีการเล่น และแท็คติกส์ถูกใจเลยเคลื่อนที่กันเยอะ

ฯลฯ และฯลฯ ก็ไม่ผิดนะครับ

ทว่าสำหรับการ “ตีความ” ของผมแล้ว ผมอาจจะ old-school ตามสไตล์การเขียนคอลัมน์นี่แหละ เลยทำให้คิดเหมือน รอย คีน

ผมคิดว่า อย่างน้อย ๆ ไม่ว่าจะกับมูรินโญ่ หรือใคร หรือโซลชาร์ นักเตะต้องเต็ม 100% เล่นเพื่อทีม

แสดงให้โลกได้เห็นว่า ทำดีที่สุดแล้วในหน้าที่

สู้จนสุดแรง ทุ่มเทจนหมดพลังในถัง ด้วยพยายามไม่น้อยกว่าคู่แข่ง

น่าเสียดายเหลือเกินครับ นักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดนี้ไม่เป็นเช่นนั้น

สกอร์ไลน์ 5-1 อาจเป็นการ “ฆ่า” มูรินโญ่ให้ตาย

แต่ระยะทางการวิ่งรวมมากกว่าคู่แข่งครั้งแรกหลังรอคอยมายาวนาน 18 เกมซีซั่นนี้ คือ การจ่อปืน “ยิงซ้ำ” โจเซ่ มูรินโญ่ ที่ตายไปแล้วอย่างแท้จริง