คล็อปป์ : นิ้วผมนับความผิดพลาดของหงส์ไม่พอ

“เด็ก ๆ ในทีมผิดหวังกันอย่างมากๆ ผมเองก็ผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้น และที่จริงเราควรจะทำได้ดีกว่านี้ เราต้องทำให้ดีกว่านี้สิเพราะเราสามารถทำได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับเกมค่ำคืนนี้มันสายไปแล้ว”

…นี่คือถ้อยคำแสดงความผิดหวังกับฟอร์มการเล่นของลิเวอร์พูลของเยอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล หลังจากโดนเรดสตาร์ เบลเกรด เปิดบ้านชนะ 2-0 จากการเหมา 2 ประตูของมิลาน พาฟคอฟ ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 4

สำหรับเกมนี้ เยอร์เก้น คล็อปป์ ทำสิ่งที่ค่อนข้างจะเซอร์ไพรส์แฟนบอลเดอะค็อป เพราะ เกมนี้คล็อปป์จัด 11 ตัวผู้เล่นตัวจริงที่แปลกหูแปลกตาออกไป นั่นคือส่งแดเนียล สเตอร์ริดจ์ กับ อดัม ลัลลาน่า ลงตัวจริง เช่นเดียวกับ เซ็นเตอร์แบ็กเลือกใช้โจเอล มาติป

แม้ ลิเวอร์พูล จะเคยกำราบ เรดสตาร์ เบลเกรดถึง 4-0 ที่แอนฟิลด์เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม แต่สำหรับเกมในค่ำคืนนี้ ถือว่า คล็อปป์ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปหมด เพราะตัวแทนจากเซอร์เบียเวลาโชว์เพลงแข้งเวลาเล่นในบ้าน กับเล่นเป็นทีมเยือน พวกเขากลายเป็นคนละทีมกันไปเลย สิ่งที่นักเตะเรดสตาร์มีเพิ่มขึ้นแบบทันตาเห็นคือความใจสู้บู๊แหลก ถ้าเทียบกับเกมที่แอนฟิลด์ พวกเขาวิ่งลุย เข้าบี้กดดันมากกว่าเดิม

ภายหลังเกมมีนักข่าวถามคล็อปป์ว่า “คุณคิดว่าปัญหาเกมนี้ลิเวอร์พูลมีอะไรบ้าง?”…เยอร์เก้น คล็อปป์ตอบว่าแบบมีประเด็นว่า “ผมมีแค่สิบนิ้วมือนะ ถ้าหากให้นับเรื่องความผิดพลาด นิ้วของผมคงไม่พอ”

นี่คือสิ่งที่สะท้อนความคิด ความผิดหวังพลั้งพลาดของเยอร์เก้น คล็อปป์ในการวางกลยุทธที่ไม่ถูกต้อง

“ทีมเรดสตาร์ เบลเกรดได้เล่นลูกนิ่งบ่อยเกินไป นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นและหนึ่งในนั้นเป็นประตู จากนั้นแทบจะทันทีพวกเขายิงได้อีกลูกแล้วบรรยากาศในสนามก็เปลี่ยนไปเลยจนสัมผัสได้…

“นักเตะเรดสตาร์ใจมาเต็มๆ และเราต้องรับมือกับสถานการณ์แบบนั้น มันไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เราจะลงเล่นอีก 2 นัดแบบเต็มร้อย ตอนนี้พวกเราทุกคนต้องจัดการกับความผิดหวังให้ได้” เยอร์เก้น คล็อปป์เปิดใจ

จากความพ่ายแพ้ของลิเวอร์พูลในนัดนี้ ทำให้เกิดสิ่งที่ตามมาต่างๆมากมาย อาทิ ลิเวอร์พูล ต้องพบกับความพ่ายแพ้ในเกมเยือน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สโมสร นับตั้งแต่แพ้โรม่า ที่โรม ในรอบรองฯ ฤดูกาลที่แล้ว พอมาฤดูกาลนี้ ในรอบแบ่งกลุ่มก็แพ้ต่อนาโปลี และแพ้ต่อเรดสตาร์ เบลเกรดในนัดล่าสุด

นอกจากนี้ เรดสตาร์ เบลเกรด ยังมีสถิติ ชนะ 100% หากได้เจอกับลิเวอร์พูลในบ้านที่เซอร์เบีย เพราะก่อนหน้านี้หากย้อนไปในยุค 70s ขุนพลดาวแดงเคยเอาชนะลิเวอร์พูล 2-1 ในการดวลกันรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกยูโรเปี้ยน คัพ มาแล้ว เมื่อปี 1973

ขณะที่ แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เกมนี้ , มิลาน พาฟคอฟ กลายเป็นนักเตะเซอร์เบีย คนแรกในรอบ 2 ปี ที่ยิงประตูได้ในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยนักเตะเซอร์เบียคนล่าสุดที่ยิงประตูได้ใน UCL คืออเล็กซานดาร์ พริโยวิช นักเตะของลีเกีย วอร์ซอว์ ที่ยิงได้ในเกมดวลกับดอร์ทมุนด์เมื่อ พ.ย. 2016

และจากความพ่ายแพ้ของลิเวอร์พูล ขณะที่ผลอีกคู่หนึ่งในกลุ่มนี้ นาโปลี เสมอ เปแอสเช 1-1 ทำให้สถานการณ์ในกลุ่มนี้ เข้มข้นมากๆ เพราะ นาโปลี และ ลิเวอร์พูล มี 6 คะแนนเท่ากัน , เปแอสเช มี 5 คะแนน และ เรดสตาร์ เบลเกรด ฟื้นจากอาการโคม่า มี 4 คะแนน แปลว่า ทั้ง 4 ทีม มีสิทธิเข้ารอบทั้งหมด ด้วยคะแนนที่ห่างกันนิดเดียว

จากนี้ไปในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ลิเวอร์พูล ต้องมีคิวไปเยือนเปแอสเช ช่วงปลายเดือนนี้ , และปิดท้ายด้วยการเปิดแอนฟิลด์พบนาโปลี ในวันที่ 11 ธ.ค. เชื่อว่าเยอร์เก้น คล็อปป์ คงจะต้องเรียกสติและ “ตื่น” ขึ้นอีกครั้ง

แต่หากคล็อปป์ยังวางหมาก จัดตัวผิดกลยุทธแบบนัดแพ้เรด สตาร์ เบลเกรดอีก…การตีตั๋วเข้ารอบน็อกเอาท์ให้ได้ อาจจะเป็นงานยากรากเลือดเลยทีเดียว



RELATED POSTS

Thought

#FootballPoints คาแร็กเตอร์ “แชมเปี้ยน”

ไข่มุกดำ

ผมเชื่อว่า ตัวเองได้ “บรรเลง” บทวิเคราะห์ก่อนเกม ลิเวอร์พูล – แมนฯซิตี้ ติด ๆ กัน 2 วันในระดับน่าจะ “อิ่มเอม” แล้วนะครับ สารภาพตามตรงว่า ได้ “เค้น” และกรองไอเดียออกมาได้ “เข้มข้น” จนวันนี้ผมคิดว่า ผมจะ “เปลี่ยนมุม” ในการมองบ้างดีกว่า นัยว่า “ส่งท้าย” ให้มันเป็น Grand Finale ไปเลย

Story

เฆซุส : ผมผิดหวังที่ไม่ได้ยิงจุดโทษ (แต่…)

SPORTDesk. Team

ควันหลงฟุตบอลพรีเมียร์ลีก คู่บิ๊กแมตช์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังมีให้พูดถึง และขุดคุ้ย อีกมากมาย โดยเฉพาะประเด็นจุดโทษของแมนฯซิตี้ ที่มีโอกาสฝังลิเวอร์พูลในช่วงท้ายเกมให้จม แต่สุดท้าย ริยาด มาห์เรซ แนวรุกชาวแอลจีเรียของแมนฯซิตี้ กลับสังหารหลุดกรอบออกไปแบบไม่มีลุ้น ส่งผลให้เกมบิ๊กแมตช์ หงส์ปะทะเรือ จบลงแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น 0-0 และแบ่งแต้มกันไปทีมละ 1 คะแนน

Story

10 ประเด็นที่ ‘ต้องไม่พลาด’ ศึกลีกใหญ่ยุโรป

SPORTDesk. Team

สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์แรก ที่ลีกใหญ่ ๆ ทั่วภูมิภาคยุโรป กลับมาฟาดแข้งกันหลังจากเมื่อกลางสัปดาห์มีบอลถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีกมาคั่นกลางเป็นแมตช์แรกของฤดูกาลนี้