จะ “เล่นรับ” แบบไหน?

ทีม “ช้างศึก” ขุนพลทีมชาติไทยชุดใหญ่ และมิโลวาน ราเยวัช ได้ “พิสูจน์ 100%” แล้วในเรื่องแท็คติกส์วิธีการเล่นเกมรับอันเหนียวแน่น

จนกลายเป็น “จุดแข็ง” ของทีมชุดนี้ที่เตรียมไว้สำหรับศึกใหญ่ เอเชียน คัพ ในปีหน้า

เกมรับชุดที่ดี และลงตัวที่สุดตามที่ใช้ในเกมใหญ่กับ สิงคโปร์ และมาเลเซีย คือ ฉัตรชัย, มิก้า, เฉลิมพงษ์, พรรษา และกรกช โดยมี ธนบูรณ์ เป็นหลักในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ

“แกน” ที่เป็นหลักยังมี ฐิติพันธุ์, อดิศักดิ์ ขณะที่อีก 4 ตัวจะวน ๆ กันไปได้ ณ เวลานี้ที่เหลืออีกเพียงด่านเดียววันนี้ “เลก 2” กับมาเลเซีย เพื่อจะทะลุเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศหลังเก็บสกอร์ 0-0 มาได้จาก บูกิต จาลิล

ครับ ไม่ว่าจะเกมไหนตั้งแต่นัดแรกกับ ติมอร์ เลสเต้ (7-0), อินโดนีเซีย (4-2), ฟิลิปปินส์ (1-1), สิงคโปร์ (3-0) และมาเลเซีย (0-0)

ทีมไทย “เล่นรับ” ได้ดีมากยกเว้นแมตช์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่มี “เสียว” เพราะรูปแบบการเข้าทำของทั้ง 2 ชาติ “หลากหลาย” เพียงพอจะกดดันเฉลิมพงษ์ และลูกทีม

ทว่า “ภาพรวม” ที่เอาตัวรอดมาได้ส่วนหนึ่งก็เพราะเราทำได้ดีพอ

ขณะที่ “อีกส่วน” คือ คู่แข่งยังดีไม่พอ พลาดเองในเกมรุก จังหวะสุดท้าย หาไม่แล้วคงเหนื่อยกว่านี้

โดยเฉพาะเกมกับมาเลเซีย ที่ “สถิติ” ดีกว่าเราทุกอย่าง: ครองบอล (63:37%), โอกาสทำประตู (23:6 ครั้ง), คอร์เนอร์ (6:3 ครั้ง), ครอสส์ (33:7 ครั้ง)

ทว่า “เกมรับ” เรามีสถิติดีกว่า เช่น สกัดบอล (28:12 ครั้ง), ช่วงชิงบอล (13:4 ครั้ง), ฟาล์ว (10:13 ครั้ง), ใบเหลือง 1:2 ใบ)

ดังจะเห็นได้ว่า เราชนะใน “เกมรับ” แต่แพ้แทบจะราบคาบใน “เกมรุก”

อันเป็น “ภาพ” ที่น่าวิตก และราเยวัชก็ “ยอมรับ” หลังเกมเช่นกันว่า ทำได้ไม่ดีพอในเกมนี้ที่จบด้วยสกอร์ 0-0 แบบ “ช้างศึก” น่าจะพอใจมากกว่า

อย่างไรก็ดีครับ แฟน ๆ “ช้างศึก” ที่ชอบดูบอลนอก และติดตามบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือยูโรป้า ลีก ก็น่าจะทราบดีว่า รอบ “น็อคเอ๊าท์” แม้จะเก็บสกอร์ goalless draw หรือ 0-0 ได้

แต่สกอร์ไลน์นี้เสมือน “ทุกขลาภ” เพราะ “เลก 2” ในบ้านจะพลาดเสีย away goal ไม่ได้เลย

งานนี้ ตัน เชง โฮ กุนซือมาเลเซีย น่าจะทราบดี และรู้ว่าควรจะทำอย่างไร? พอ ๆ กับทราบดีด้วยว่า ทีมชาติไทยก็ “แกร่ง” ในบ้าน และยิงได้เป็นกอบเป็นกำในรอบแรกที่ผ่านมา

เหมือน มาเลเซีย ทำได้ดีในบ้าน บูกิต จาลิล นั่นแหละครับ

เมื่อเป็นแบบนี้ ทีมชาติไทยควรทำอย่างไร? เล่นฟุตบอลรูปแบบไหน?

อืมมม…ก่อนจะตอบคำถามนี้ ผมขออนุญาต “ออกตัว” ก่อนว่า ไม่ได้จะทำตัวเป็น “สอนหนังสือสังฆราช” นะครับ

แค่เพียงเสนอแนะ ผ่าน “มุมมอง” ส่วนตัว และจากที่ได้มีโอกาสคุยกับคนฟุตบอลจำนวนหนึ่งแล้ว “สังเคราะห์” มาเป็นความคิดนี้ก็เท่านั้น

ตอบ: เราควรเน้น “จุดแข็ง” เรื่องเกมรับเหมือนเดิม แต่เกมนี้อาจจะเป็นแมตช์ “วัดกึ๋น” กุนซือเซอร์เบียของเราในระดับหนึ่งว่า มีความสามารถขนาดไหน? และแท้จริงแล้ว “เก่งจริง” เพียงใด?

ปัญหาของทีมชาติไทยในเกมแรกกับมาเลเซีย คือ เราถอยมารับ “ต่ำไป” หรือถึงบริเวณกรอบเขตโทษ 18 หลา

ซึ่ง “อันตราย” อย่างมาก เพราะตัดบอลได้ หรือเสียบอลก็จะใกล้ประตูตัวเอง

มันออกจะเป็นฟุตบอล “โบราณ” ที่คิดตั้งรับลักษณะนั้นไปเล็กน้อย

แนวรับ อาจขยับมาสักเส้น 35 หลา หรือตรงกลางระหว่างเส้นเขตโทษ กับเส้นกลางสนาม อันถือเป็น “ไลน์มาตรฐาน”

ทำเช่นนั้นจะช่วยให้ transition จากรับเป็นรุก หรือรุกเป็นรับของเรา “สมดุล” ดีขึ้น

ต่างจากเกมแรกที่แดนหน้าแทบจะโดนตัดขาด และแม้จะรุกได้ดีอยู่บ้าง แต่ก็มี “รูปแบบ” เดียวนั่นคือ บอลโยนไปพื้นที่หลังแบ็คมาเลเซียให้ อดิศักดิ์ นำทัพควบหาบอล

หรือฐิติพันธุ์สอดทะลุมาจากแถวสอง

แต่ก็ทำไม่ได้บ่อย และถูกกดดันที่กรอบเขตโทษตัวเองมากกว่า ขณะที่มิดฟิลด์ก็เล่นยากทั้ง “โพสิชั่น” ที่ยืน และการโดนตัดเกมทั้งเร็ว และหนักจากมาเลเซีย

ทั้งนี้ ผม “ไม่หวัง” ให้ราเยวัช และทีมไทย “รับสูง” เช่น ถึงครึ่งสนาม หรือเล่นเพรสซิ่งแดนบน หรือแบ็คเติมเต็มสูบอยู่แล้ว

ทว่า การขยับแนวรับขึ้นมาสักเส้น 35 หลาน่าจะเป็น “คำตอบ” และเป็นทางสายกลาง

ขณะที่ “เกมรุก” ผมไม่ห่วง

กองเชียร์ก็ไม่ห่วง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลา พวกเราจะ “รวมตัว” รวมพลังกันได้เอง

ครับ “เอนจอย” แมตช์นี้ด้วยกันเย็น ๆ 1 ทุ่มตรง และสวัสดี “วันพ่อ” ของพวกเราทุกคนชาวไทย 5 ธ.ค.ครับ



RELATED POSTS

Thought

NFL Week 1: หายนะของโค้ชปีหนึ่ง, ร็อดเจอร์สเมจิค และ ฟิตซ์แพทริคผีเข้า

Mr.BOSTON

อเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล สัปดาห์แรก จบลงไปแล้ว สำหรับแฟน ๆ ที่ รอคอยกันมา 7-8 เดือนนี่ก็ต้องพูดได้ว่า “หายอยาก” ถึงแม้จะออกสตาร์ตกันแปลกๆ ด้วยการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีทีมไม่แพ้ใคร 17 ทีมก็ตาม (เพราะ พิตต์สเบิร์ก เสมอ คลีฟแลนด์) และนี่คือเรื่องราวน่าสนใจที่ SPORTDesk เอามาฝากแฟน ๆ เอ็นเอฟแอล กันครับ

Thought

European Nights @แอนฟิลด์

ไข่มุกดำ

ชัยชนะ “ถล่มทลาย” ในเกมเยือนเหนือบอร์นมัธ 4-0 โดย โม ซาลาห์ กด “แฮตทริก” ได้สำเร็จจัดว่ามาถูกที่ ถูกเวลาก่อนศึกใหญ่ที่สุดประจำฤดูกาลนี้กับนาโปลีในนัด “ชี้ชะตา” ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018/19 ของลิเวอร์พูล

Thought

ตัวตนหงส์ที่หายไป

มาริโน่

ต้นฤดูกาล การวิจารณ์ลิเวอร์พูล ในแง่ลบ เสีย ๆ หาย ๆ กลายเป็นสิ่งต้องห้ามบนโซเชียล กระทั่งเพจตัวเองอย่าง “หงส์ข้าใครอย่าแตะ” แค่โปรยคำว่า “หงส์แอบสะดุด” แต่ทั้งบทความเขียนเรื่องอาร์เซน่อล ไม่วายมีความเห็นทักท้วงว่าหงส์สะดุดตรงไหน