ต้องปลอยภัยแค่ไหนรัฐบาลอังกฤษถึงจะยอมให้พรีเมียร์ลีกเตะ?

2 May 2020
33 VIEWS

ใครตามข่าวพรีเมียร์ลีกอย่างใกล้ชิดระดับหนึ่ง ก็คงจะรู้ดีว่า ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษลีกนี้พยายามอย่างมากที่จะเอาฟุตบอลอีก 92 นัดที่เหลือตามโปรแกรม มาลงแข่งขันให้มันครบ ๆ จบกันไป เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และให้วงจรของฟุตบอลยังสามารถดำเนินไปตามวัฏจักรแบบที่มันควรจะเป็น และการยกเลิกฤดูกาล จะเป็นทางเลือกทางสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การประชุมของบรรดาสโมสรในพรีเมียร์ลีกเมื่อวันศุกร์และแถลงการณ์ที่ออกมา ไม่ได้มีข้อมูลอะไรมาบอกกับเรามากมายนัก นอกจากการยืนยันว่า งานนี้รัฐบาลอังกฤษ “เอาด้วย” อย่างเต็มที่ และพรีเมียร์ลีกเองก็ยินยอมให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลเรื่องของความปลอดภัยในการลงสนามอย่างเต็มใจ นั่นสามารถตีความง่าย ๆ ว่า พรีเมียร์ลีก จะกลับมาเมื่อ รัฐบาลอังกฤษ “เซย์ เยส” และมันบอกกับเราอย่างชัด ๆ ว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนไอเดียที่ว่า ฟุตบอลอังกฤษต้องจบในสนาม ต่างจากรัฐบาลของฝรั่งเศส ที่ประกาศตัดจบไปแล้ว

ถึงแม้จะดูไม่มีอะไรคืบหน้ากับแฟนบอล แต่กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล ประกาศฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือการยืนยันจากรัฐบาล เหมือนเป็นการเอาชื่อ “รัฐ” มาค้ำประกันว่าพรีเมียร์ลีกจะผลักดันให้ทุกอย่างกลับมาให้ได้จากความช่วยเหลือขององค์กรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งในแง่รวมแถลงการณ์ฉบับนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสปอนเซอร์ และ โฆษณาต่าง ๆ ที่จะเข้ามาได้มากทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของแฟนบอลอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ยังอาจจะมีคำถามว่า “แล้วแค่ไหนเรียกว่าปลอดภัย” หรือ “แล้วแค่ไหนรัฐบาลจะยอมไฟเขียว” คำตอบของคำถามในเรื่องนี้ยังไม่มีสื่อไหนรายงานออกมา แต่ถ้าอ้างอิงจากการลีกใหญ่เพื่อนบ้านอย่าง บุนเดสลีกา แล้ว อังกฤษก็คงต้องการมาตรฐานที่ไม่ต่างกัน และขณะที่ลีกเมืองเบียร์ทำขนาดนั้นแล้ว รัฐบาลของเยอรมนี ยังไม่อนุมัติให้กลับไปเตะกันในตอนนี้เลยด้วยซ้ำไป

การกลับมาเตะในครั้งนี้ พวกเขายืนยันชัดเจนว่า “ความปลอดภัยต้องมาก่อน” ดังนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากจะมีการตรวจโควิด-19 จากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักเตะ และ สตาฟฟ์โค้ชกว่า 40,000 ชีวิต และรวมไปถึงมาตรการเข้มงวดต่าง ๆ เกี่ยวกับการกักตัว การซ้อมร่วมกัน หรือ การให้นักเตะมาพักที่โรงแรมซึ่งสโมสรจัดไว้ให้ รวมไปถึงเรื่อง่าย ๆ ที่อาจจะไม่เห็นนักเตะทำอย่างการซักชุดแข่งด้วยตัวเอง แม้แต่ข่าวลือว่าอาจจะต้องใส่หน้ากากลงเตะก็ยังมี

ที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องใหม่ซึ่งดูเป็นไปได้ซึ่งมีข่าวออกมาหลังจากการประชุมเมื่อวันศุกร์ คือการให้พรีเมียร์ลีกไปเล่นสนามกลางตลอด 92 นัดเที่เหลือเพื่อง่ายต่อการควบคุมพื้นที่ การกำจัดโรค การทำความสะอาด และรวมไปถึงเส้นทางการเดินทางระหว่างสนามและที่พักของนักเตะซึ่งจะช่วยจำกัดการแพร่ขยายของการระบาดได้มากกว่า ถ้าให้เจ้าหน้าที่ที่เชียวชาญเข้ามาดูแลสถานที่ มากกว่าเจ้าของสนามในแต่ละเกม

มาตรการอื่น ๆ ก็อย่างที่เรารู้กันบ้างแล้วบางส่วนก็น่าจะถูกเอามาปรับใช้ อาทิ การให้นักเตะมาสนามด้วยชุดซ้อม หรือ ชุดแข่ง และไม่มีการอาบน้ำร่วมกันในห้องแต่งตัวก่อนกลับบ้าน, การเปลี่ยนการเสิร์ฟอาหารเป็นการแย่งภาชนะบรรจุ และให้นักเตะแยกกันบริโภคในเวลาที่ต่างกันเพื่อลดการพบปะ, ทีมแพทย์ในสนามจะลงมาดูแลนักเตะในกรณีที่มีการบาดเจ็บในชุด พีพีอี  เต็มรูปแบบ และรวมถึงการจำกัดจำนวนคนที่จะเข้ามาสู่สนามในวันที่มีฟุตบอลเตะให้อยู่ที่ราว 300 คน บวก-ลบ เล็กน้อย 

ทั้งหมดที่ว่ามายังไม่มีการยืนยันก็จริง แต่นี้ล้วนแต่เป็นมาตรการที่ดีที่สุดที่จะนำมาใช้ได้ในสนาม และยังมีเรื่องยิบย่อยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้เล่นที่ต้องปรับกันเพื่อความปลอดภัย เช่นการห้ามถมน้ำลายในสนาม และการดื่มน้ำระหว่างแข่งขันด้วยขวดน้ำส่วนตัวเท่านั้นเป็นต้น

โดยพรีเมียร์ลีก น่าจะไปคิดหนักก่อนประชุมกันอีกทีในสัปดาห์หน้า แต่สิ่งที่เป็นบวกมาก ๆ ในตอนนี้ คือการที่ รัฐบาลอังกฤษไม่ได้ห้ามให้บรรดาทีมต่าง ๆ ที่เรียกนักเตะกลับมาซ้อมให้หยุดการกระทำลง นั่นหมายความว่าหลังจากนี้ นอกจาก อาร์เซนอล, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ จะมีอีกหลายสโมสรที่ทยอยเรียกนักเตะกลับมาฝึกซ้อมกันเบา ๆ ในเบื้องต้น เพราะจะได้ไม่เสียบเปรียบคู่แข่งที่เริ่มซ้อมกันแล้วมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม การให้ฟุตบอลที่เป็นกีฬาที่มีการปะทะและโดนตัวตลอดเวลากลับมายังไงก็ไม่ใช่เรื่องปลอดภัยจากการติดเชื้อ นั่นหมายความว่า คำว่า “ปลอดภัยที่สุด” อาจจะไม่มีอยู่จริงมาตั้งแต่แรก และแถลงการณ์ฉบับนี้ที่ออกมาอาจจะบอกกับเราว่า

“เราจะกลับมาเตะอีกครั้ง เมื่อพร้อม” ก็ได้ เพราะอย่างไรก็ตาม ไม่มีใครวัดค่า “ความปลอดภัย” ได้อยู่แล้ว ดังนั้นแฟนบอลเพียงแค่ใจเย็นและรอคอยอีกหน่อย เพราะเมื่อรัฐบาลอังกฤษออกหน้าเองแล้ว ถ้ามันล้มเหลว เตะไม่ได้ ก็มีแต่เสียกับเสีย

ดังนั้นการกลับมาเตะอีกครั้งของพรีเมียร์ลีก น่าจะเป็นเรื่องของเวลามากกว่า…ไม่ใช่ว่า ”เมื่อไหร่จะเตะ” แต่เป็น “เมื่อไหร่ที่พวกเขาจะประกาศให้เตะอย่างเป็นทางการ” มากกว่า

เพราะแม้จะยังไม่ล็อกดาวน์ แต่ท่าทีของรัฐบาลอังกฤษเริ่มแสดงออกมาแล้วว่า “เราต้องอยู่กับโควิด-19” ให้ได้เท่านั้น