ใกล้แค่ไหนคือ “ไกล”

ปรบมือสิครับ!

พร้อม ๆ กับยืน standing ovation ให้กับทัพนักเตะ “ซามูไร บลู” ญี่ปุ่นที่ต่อกรกับ1 ในตัวเต็งอย่าง เบลเยียมได้แบบสมศักดิ์ศรี

สร้าง “เครดิต” ความดีความชอบเข้าประเทศ และทวีปเอเชียได้อย่างสวยสดงดงาม

ในฐานะตัวแทน 1 เดียวที่เหลืออยู่ในรอบน็อคเอ๊าท์ของทวีป และเกือบจะสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้แล้ว

หากไม่เป็นเพราะความ “ใกล้” ในชัยชนะที่สุดท้ายกลายเป็น “ไกล” ไปนิดเดียว

เหนือสิ่งอื่นใด คือ ความมั่นใจกลับทำร้ายพวกเค้าเอง!

…ช่วงทดเจ็บ เคซูเกะ ฮอนดะ ซัดฟรีคิก Knuckleballระยะประมาณ 35 หลา บอลพุ่งนิ่งเกือบเสียบมุม แต่โดน ติโบต์ คูตัวร์ ปัดเป็นคอร์เนอร์ฝั่งทีมแดนอาทิตย์อุทัย

ที่สุดท้ายลูกเตะมุม “ดอกนั้น” ย้อนศรกลับมาเป็น เคาเตอร์แอทแทค ตั้งแต่ คูตัวร์ ไหลให้เดอ บรอย ลากสปีดประมาณ 15หลาก่อนผ่านทางขวาให้มูเนียร์ เปิดเข้ากลางแล้ว ลูคาคู “ดัมมี่” ข้ามบอล ก่อนไปจบที่ชาดลี

อันเป็นจังหวะสุดท้ายของเกม90+4 นาทีนัดนี้

เบลเยียม แซงชนะจากตาม 0-2 คว้าชัย 3-2 ได้อย่างเหลือเชื่อ!

…ญี่ปุ่นมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดต้นครึ่งหลัง และได้ประตูออกนำจากฮาราคูชิ ได้บอลโต้กลับทะลุช่องฝั่งขวาหลุดไปยิงเสาไกลนาทีที่ 48

อินูอิ มิดฟิลด์ตัวรุกฝั่งซ้ายกดเต็มหลังเท้า 25 หลานาทีที่52ออกนำ 2-0อันเป็น 4 นาทีอันยอดเยี่ยม

และน่าจะ “ปิดหีบ” ชัยชนะได้แล้ว หากไม่เกิด “จุดเปลี่ยน” สำคัญจากแฟร์ตองเก้น โหม่งผีบอกนาทีที่ 69 หลังการเปลี่ยนตัว เฟลไลนี ลงมาแทนเมอร์เทนส์ และชาดลี แทนคาร์รัสโก้ เพียง 4 นาที

แม้ก่อนหน้านั้นจะมีโอกาสที่ดีกว่าจาก อาซาร์ซัดชนเสา และลูคาคูโหม่งเหน่ง ๆ พลาดไปก็ตาม

ประตู 2-2 ยังมาเร็วไปในมุมญี่ปุ่น เพราะอาซาร์ เปิดเข้ากลางเฟลไลนี โขกเต็ม ๆ คนเดียวชนิดกองหลังซามูไรหมดสิทธิ์ต่อสู้นาทีที่ 74

จริง ๆ แล้ว หากลูกทีม อคิระ นิชิโนะ ยืนระยะได้อีกสัก 10 นาที และรอดช่วงที่ดีที่สุดของทัพปิศาจแดงยุโรปไปได้

โอกาสญี่ปุ่นน่าจะมีถึงชนะ ไม่ว่าจะรักสกอร์ 2-1 (ตอนนั้น) หรือยิงได้เพิ่ม หรืออย่างน้อยเสมอ 2-2

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ได้เรียนรู้เกมนี้ มี 2-3 ประเด็นที่น่าสนใจครับ

  1. มัน “ตอกย้ำ เทรนด์ว่า รอบน็อคเอ๊าท์ การเล่นแบบรัดกุม คือ สิ่งที่ทั้งทีมเป็นต่อ และทีมรองเลือกจะปฏิบัติ

การรุก หรือ “เสี่ยงบุก” จะไม่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นประสบพบเจอโอกาสจริง ๆ หรือหากไม่เกิดประตูแรก เช่น เบลเยียม ที่รุกเต็มรูปแบบหลังถูกปลุกให้ตื่นจาก 2 ประตูโดนนำ

ผมมองว่า การ scouting คู่แข่งของ 2 ทีมค่อนข้าง “ประเมิน” แบบให้เกียรติกัน และกัน

รูปแบบการเล่นจึงระวังไม่ให้เสียไว้ก่อน แล้วรอจังหวะจริง ๆ จึงค่อยเข้าทำ

  1. ญี่ปุ่นแสดงอีกครั้งถึง “แท็คติก”, กลยุทธ์ในการวางแผนการเล่น และกลวิธีในการเล่นแบบละเมียดละไม ไม่รีบ แต่ขอเรียกว่า “ละเอียด” ทว่าเวลาต้องเร่งก็ทำได้ เช่น ประตูแรกเกมนี้ เหมือนที่ผมได้เคยเขียนถึงไว้

(https://www.facebook.com/khaimukdam/photos/a.174800505908163.55054.174800352574845/1669128986475300/?type=3&theater)

ขณะที่เบลเยียมกับระบบ 3-4-3 ยังไงก็ไม่ลงตัว แม้วันนี้จะได้กอมปานีมาแทน โบยาต้า ก็ตามที และจะยิ่งมีปัญหาแน่ ๆ ตอนเจอทีมที่แข็งแกร่งกว่านี้

ลองอ่านบทความเบลเยียมครับ (https://www.facebook.com/khaimukdam/posts/1667996536588545)

3.นอกจาก “จุดเปลี่ยน” แรกที่คาวากูชิ อาจจะพลาดยืนใกล้เสาแรกมากไปจนเสียประตูแรกแล้ว จังหวะฮอนดะยิงฟรีคิกทดเจ็บที่ผมเรียนไว้ข้างต้น

กลับกลายเป็นเสมือนดาบ 2 คม เพราะทำให้ญี่ปุ่น “หึกเหิม”, มั่นใจ และมาเต็มตัวตอนได้ลูกคอร์เนอร์

ขณะที่ไม่มีใคร “บล็อก” การออกบอลเร็วของคูตัวร์ให้เดอ บรอย อันเป็นแท็คติกเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สำคัญเพื่อดีเลย์บอลแรก

กระทั่งเป็นที่มาของประตูโต้กลับเร็วไม่ถึง10 วินาทีปิดฝาโรงของพวกเค้าเอง

ประเด็นนี้จึงเป็นที่มาของ “หัวเรื่อง” ครับ เพราะตลอด 90 นาทีโดยเฉพาะครึ่งหลังที่แม้โดนยิงตามตีเสมอ2-2 ผมแอบรู้สึกว่า กัปตันฮาเซเบะ และลูกทีมได้วัด “น้ำหนักหมัด” ดูแล้วว่า พวกตนพอจะทานหมัดอาซาร์ และเพื่อน ๆ ได้

ขณะที่พวกเค้าเองก็มีพลังกำปั้นหนักพอน็อคเบลเยียมได้ตอนมีจังหวะเหมาะ ๆ

หาใช่ “ประมาท” หรือใช้วิธีการเล่นผิดหลังจากนำ 2-0 ที่ “ภาพรวม” ทำได้ดีแล้ว

เพียงแต่ เบลเยียมออกหมัดเยอะเหลือเกิน พลาดบ้าง, เข้าเป้าเบา ๆ บ้าง, โดนหนัก ๆ บ้าง

แต่ด้วยจำนวนถึง 17 หมัดที่ซัดเข้าเป้าหมาย 8 หมัด ญี่ปุ่นถูกนับไป 3 ประตู

โดยที่หมัดสุดท้าย คือ “หมัดสลบ” ดับฝันที่มั่นใจว่าอยู่ใกล้มาก ๆ แต่สุดท้ายยังไกลอยู่นิดเดียว

เสมือนยิ่งใกล้ ยิ่งไกล ครับ…



RELATED POSTS

Story

สตรีมมิ่ง 2,026 ปี

Mr.BOSTON

ใช่ครับ กว่า “พันล้านนาที!” ไปแล้ว ครับ “พันล้านนาที!!!” ที่มีการรับชมฟุตบอลโลกคราวนี้ ผ่านไลฟ์สตรีม นับเฉพาะของทาง เทเลมุนโด้ บริษัทลูกของคอมคาสต์ ในเครือ NBC ของสหรัฐอเมริกา และนี่เป็นข้อมูลที่นับถึงวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมาเท่านั้น

Story

ฮาร์ทเข้ารังเบิร์นลี่ย์เพื่อประตูคืนสู่ทีมชาติอีกครั้ง

SPORTDesk. Team

นับตั้งแต่ โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ค่ายเรือใบสีฟ้าเมื่อปี 2016  ชีวิตของโจ ฮาร์ท ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษก็ดูจะต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนอย่างหนักชนิดเลือดตาแทบกระเด็น ในการหาโอกาสลงเล่นโชว์ฝีมือในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา

Story

3-0 คุณรู้ความหมายของมันไหม ?

SPORTDesk. Team

อารมณ์เดือดดาลแทบเก็บกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ ราวกับเขื่อนที่กำลังจะแตก และสิ่งที่จะตามมานั่นก็คือสิ่งที่เหนือเกินกว่าการจะคาดหมายใดๆทั้งสิ้น นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ “เดอะ สเปเชี่ยลวัน” ในห้องแถลงข่าว ณ โอลด์ แทรฟฟอร์ด หลังจากแมนฯยูไนเต็ด ต้องปราชัยคารังต่อสเปอร์สด้วยสกอร์ยับเยิน 0-3