ผู้ชนะได้เขียนประวัติศาสตร์ ?

แดน บราวน์ นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เจ้าของหนังสือที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง “เดอะ ดา วินชี่ โค้ด” เคยบอกว่า “History is always written by the winners”

…ผู้ชนะมักเป็นคนลงมือเขียนประวัติศาสตร์

สอดคล้องกับความเชื่อที่ถูกส่งต่อกันมาหลายทอดจนหาต้นตอไม่เจอประหนึ่งจดหมายลูกโซ่ว่า Only winners are remebered in history

….ประวัติศาสตร์เลือกจดจำแต่ผู้ชนะ

หลายคนคงเคยติดหล่มความเชื่อทำนองนี้ ผมเองเช่นกัน เชื่อเพราะมันเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อหรือบอกต่อกันมา โดยไม่ได้ฉุกคิด สังเคราะห์จนตกผลึกตกตะกอน

เหมือนเส้นผมบังภูเขา ทั้งที่มันเป็นเรื่องง่าย แต่ไม่ได้คิด เพราะโดนความเชื่อจูงจมูกไปเสียแล้ว

มานึกดูว่าทำไม แฟนบอลรุ่นผมยังจดจำชัดเจนกับลีลาชั้่นเชิงลูกหนังของทีมบราซิล ชุดบอลโลก 1982แม้ว่าไม่เฉียดใกล้กับตำแหน่งแชมป์

เก่ากว่ารุ่นผม พูดถึงความคลาสสิกของฮอลแลนด์ กับสไตล์ “โททั่ล ฟุตบอล” โดยไม่มีความสำเร็จใด ๆ ตอบแทนเป็นรางวัล นอกจากอกหักในนัดชิงบอลโลกสองสมัยติด

แก่ลงไปอีก ตำนานบทเก่าเล่าถึงโปรตุเกส 1966 และฮังการี 1954  พอเถอะ อย่าย้อนไปเยอะ เดี๋ยวเจ็บคอ

ทำไม เราถึงจำทีม “ล้มเหลว” เหล่านี้ได้ พวกเขาไม่สมควรสะเออะเสนอหน้ามาเขียนประวัติศาสตร์ หากเราต้องเชื่อตามขี้ฟันของแดน บราวน์

ในระดับสโมสร  แฟนบอลยังแบ่งเมโมรีให้กับทีมพระรองในพรีเมียร์ ลีก ไม่ว่าจะเป็นนิวคาสเซิ่ล 1996, ลิเวอร์พูล 2009, ลิเวอร์พูล 2014  เผลอ ๆ จะมากกว่าแชมป์ด้วยซ้ำไป

ผู้คนยังพูดถึงจดจำทีมสาลิกาดงในยุคของเควิน คีแกน  ได้ เพราะสไตล์บอลบุกแบบบ้าคลั่งดีเดือด

เหมือนกับลิเวอร์พูล ของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส สร้างสตอรี่ให้ฤดูกาล 2013/14 และจะกลายเป็นหลักศิลาสำหรับแฟนบอลในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

หลายคนยังไม่ลืมว่านอริช เคยโบยบินไปเล่นยุโรป ในถ้วยยูฟ่า คัพ หลังจบอันดับสามในพรีเมียร์ ลีก ปี 1993

ทั้งหมดอยู่ในความทรงจำ โดยไม่ต้องเป็นผู้ชนะ

ในทางกลับกัน ผมจำได้แน่นอนว่าลิเวอร์พูล เคยคว้าแชมป์ลีก คัพ ปีไหนบ้าง ไม่ต้องย้อนไกล นับแค่ยุคหลังปี 2000 เป็นต้นมา เคยได้ปี 2001, 2003 และ 2012

แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็จดจำได้แค่ปี สกอร์เท่าไหร่ และใครเป็นคู่ชิง หากมันไม่ได้ติดตราตรึงใจหรืออยู่ในความทรงจำ

มีอะไรน่าจำกับการดวลจุดโทษชนะคาร์ดิฟฟ์ ในปี 2012 ?

และจำชัยชนะปี 2003 เพียงเพราะเป็นแดงเดือด ไฟนั่ล

ย้อนไปสองปีก่อนหน้า การลากเอาเบอร์มิงแฮม มายื้อถึงต่อเวลาแล้วดวลจุดโทษ ไม่มีอะไรน่าพิศมัยเลย ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น

หงส์แดงภายใต้เฮียโปน เชราร์ อุลลิเย่ร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อ ทั้งเอฟเอ คัพ และยูฟ่า คัพ  ทำแฮตทริคสามแชมป์บอลถ้วยในซีซั่นเดียว

มันช่วยยกระดับความสำคัญของชัยชนะเหนือเบอร์มิงแฮม ให้มีบทบาทมากขึ้น เพราะขาดจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งตัวใดไป ย่อมไม่เรียกว่าแฮตทริค

ผมจำอาร์เซน่อล ชุดแพ้บาร์เซโลน่า ได้แค่รองแชมป์ชปล. ปี 2006 แต่กลับนึกไม่ออกว่าพวกเขาได้แชมป์อะไรเป็นลำดับถัดมา

ประวัติศาสตร์และความทรงจำ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับถ้วยรางวัลโทรฟี่ แต่มันคือสตอรี่ เรื่องราวที่กระแทกใจแฟนบอลต่างหาก

ยังแอบคิดด้วยซ้ำว่าการเป็นแชมป์บอลโลกสมัยสองของฝรั่งเศส ถูกพูดถึงน้อยกว่าทีมรองแชมป์อย่างโครเอเชีย ที่ผ่านแต่ละด่านอย่างโชกโชน

บางคนบอกว่าฤดูกาลนี้ ต่อให้ลิเวอร์พูล ทำดีแค่ไหน แต่หากไม่มีแชมป์ติดมือ สุดท้ายก็จะค่อยๆ ถูกกลืนหายไปจากความทรงจำ

เพราะผู้ชนะเท่านั้นจะได้ถือปากกาเพื่อเขียนประวัติศาสตร์

แต่ขอให้ดูชะตากรรมเวลานี้ของโชเซ่ มูรินโญ่ เป็นอุทธาหรณ์

แชมป์ลีก คัพ ตามด้วยแชมป์ยูโรปา ลีก ย้อนไปแค่ปีเศษ แต่บรรดาแฟนผีเหมือนไม่มีใครสนใจอีกต่อไป

เช่นเดียวกับสถานการณ์ของโค้ชโย่ง วรวุธ ศรีมะฆะ ความสำเร็จในซีเกมส์ ไม่ได้คุ้มกะลาหัวเจ้าตัว

หรือนั่นหมายความว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ถูกให้ราคา “สำคัญ” กว่าความสำเร็จ ?

ถ้าลิเวอร์พูล ปีนี้ ทะยานไปคว้าแชมป์ลีก คัพ หรืออาจสอยเอฟเอ คัพ อีกถ้วยก็ได้ แต่ผลงานในลีก ไม่ใกล้เคียงกับการลุ้นแชมป์ แม้เข้าป้ายท็อปโฟร์

กับการเบียดแมนฯ ซิตี้ ชนิดไหล่ต่อไหล่ อาจแพ้แค่ 1-3 คะแนน โดยไม่ได้แชมป์บอลถ้วยติดมือมาเลย

คุณอยากเลือกเขียนประวัติศาสตร์แบบไหน ?



MOST POPULAR

RELATED POSTS

Feature

5 ประเด็นที่ควรรู้ก่อนศึกสายเลือดสยาม ‘เจดวลมุ้ย’ ปิดม่านเจลีก

SPORTDesk. Team

ฟุตบอลเจ-ลีก ลีกสูงสุดจากแดนซามูไร เดินทางมาถึงนัดที่ 34 นัดสุดท้ายแล้ว แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดายเล็กๆที่ซานเฟรชเซ่ ฮิโรชิม่า ต้นสังกัดของธีรศิลป์ แดงดา จะหมดสิทธิ์คว้าแชมป์ไปแล้วทั้งๆที่เคยนำโด่ง แต่อย่างน้อยๆ นัดสุดท้ายของฤดูกาล ซานเฟรชเช่ ยังมีตั๋วเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ต้องลุ้นอยู่

Thought

“คุณค่า” ที่เหนือกว่าทุก “เหตุผล”

ไข่มุกดำ

“พ่อครับ ตอนพ่ออายุ 46 พ่อกำลังทำอะไร คิดอะไร และจากวันนั้นถึงวันนี้ (74 ปี) พ่อเจออะไรบ้างครับ?” ผมยังไม่ได้ถามพ่อผมนะครับ แต่คิด และเตรียมจะถามอยู่ และให้ “บังเอิญ” ว่า อ่าน Daily Mail เจอพาดหัว “I’d like to ask Wenger if it’s worth it” ถามโดย เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ถึงอาร์เซน เวนเกอร์ เข้าให้

Thought

การได้เห็น “French Move”

ไข่มุกดำ

อย่างน้อย ๆ เกมฝรั่งเศส – อาร์เจนติน่า จัดว่ามีประตูระดับ “แม่เจ้า (โว้ย)” 3 ประตูครับ ลูกยิงท้ายครึ่งแรกซึ่งเป็นระยะประมาณ 31 หลาของ อังเคล ดิ มาเรีย ด้วยเท้าซ้ายตีเสมอ 1-1 ถือเป็นประตูที่ “ไกลสุด” ในบอลโลกหนนี้