อองรี-เวนเกอร์ และคำพูดไม่กี่คำที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปตลอดกาล

6 August 2018
454 VIEWS

3 ประตูในฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสตั้งแต่วัยเพียง 18 ปี ทำให้ เธียร์รี่ อองรี กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในชั่วข้ามคืน และทุกทีมในยุโรปต่างต้องการที่จะได้ตัวเขาไปร่วมทีม

ท้ายที่สุดแล้วเป็นยูเวนตุสที่ได้เพชรเม็ดงามของวงการลูกหนังเมืองน้ำหอมไปในฤดูร้อนของปี 1999 

แต่การย้ายร่วมทีมใหญ่ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะประสบความสำเร็จและสำหรับอองรีช่วงเวลาไม่กี่เดือนในตูรินคือช่วงที่เขาทนทุกข์ทรมานมากที่สุด

และมันเป็นเวลาที่อาร์แซนเวนเกอร์ยื่นมือมาพอดี

ช่วงเวลานั้นเวนเกอร์อยู่กับอาร์เซนอลมา 3 ปีแล้วและกำลังมองหาใครสักคนที่จะสามารถเข้ามาอุดช่องว่างที่นิโกลาส์​ อเนลก้าทิ้งเอาไว้หลังการย้ายไปเรอัลมาดริดแบบสุดช็อกด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์และในระหว่างการเดินทางไปตามหานักเตะคนนั้นในอิตาลีเวนเกอร์พบว่าที่ตูรินมีเพชรเม็ดงามถูกลืมทิ้งไว้อยู่

อองรีเล่าเรื่องในวันนั้นว่า “เราเพิ่งจะแข่งกับอูดิเนเซ่พวกเขามีทีที่ดีมากและเขามาเพื่อชมเกมนี้ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขามาดูฟอร์มของใครผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ในสนามแต่หลังจากนั้นผมบินกลับปารีสและเขา (เวนเกอร์) ก็อยู่บนเครื่องบินลำเดียวกับผมด้วยเราได้แลกเบอร์โทรศัพท์กัน”

ไม่มีใครคาดคิดว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะกลายเป็นคำพูดไม่กี่คำที่เปลี่ยนชีวิตของอองรีและแน่นอนว่าเปลี่ยนชีวิตของเวนเกอร์ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เวนเกอร์บอกกับอองรีในวันนั้นคือ “ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงเล่นเป็นปีก” (ซึ่งอองรีบอกว่าจริงๆแล้วตอนนั้นเขาไม่ได้เล่นเป็นปีกแต่เล่นในตำแหน่งวิงแบ็กด้วยซ้ำ!)

“คุณกำลังเสียเวลาเปล่าผมจำคุณได้ในบทหมายเลข 9 มันคงจะดีนะถ้าเราจะได้พบกันอีกสักครั้ง”

And the rest is history…

ในชีวิตนี้ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมมีช่วงเวลาที่สับสนมองไปทางไหนก็ไม่เห็นแสงสว่าง 

ช่วงเวลาแบบนั้นคำพูดเพียงไม่กี่คำจากใครสักคนสามารถจะจุดประกายไฟในชีวิตได้อย่างมหัศจรรย์

เหมือนแสงไฟที่สาดส่องลงมาตกกระทบเหลี่ยมมุมของชีวิตเราได้อย่างพอดี

นั่นเป็นพลังของถ้อยคำที่เปลี่ยนชีวิตคนได้ทั้งชีวิต

แต่แสงไฟนั้นจะไม่มีความหมายเลยหากเราไม่รู้จักตัวเองว่าคุณค่าที่แท้จริงของเรานั้นอยู่ตรงไหน

เพราะขึ้นชื่อว่าเพชรไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ย่อมเปล่งประกายได้เสมอ

เหมือนอย่างอองรีที่เขาได้ตระหนักว่าคุณค่าที่แท้จริงของเขาอยู่ที่ไหน 

ถ้อยคำของเวนเกอร์ผู้ที่ได้มีโอกาสเห็นเขามาตั้งแต่อ้อนแต่ออกในทีมเยาวชนของโมนาโกได้เรียกสติของเขาให้กลับมา

อย่างน้อยขอเพียงเรารู้จักคุณค่าของตัวเองรักตัวเองเชื่อมั่นในตัวเองทำตัวให้เหมือนเพชร

ถ้าทำได้ต่อให้ยังไม่มีใครเห็นค่าอย่างน้อยเราก็รู้ว่าตัวเรามีค่าและสักวันย่อมมีวันเปล่งประกายครับ 🙂