#footballlife อองรี ในโลกใบใหม่

14 October 2018
156 VIEWS

เห็นข่าว เธียร์รี อองรี จรดปากการับงานกุนซือ โมนาโก 3 ปี ผมเกิดคำถามพร้อม ๆ กับ “ยินดี” อย่างยิ่งกับตำนานดาวยิงสูงสุดทีมชาติฝรั่งเศส

“เราเดินทางมาถึงจุดนี้แล้วเนอะ :)” ผมถาม และพูดกับตัวเองในใจ

จากวันที่ติดตามสมัยเป็น “ผู้เล่น” เฉพาะอย่างยิ่งตอนนั้นผมอยู่อังกฤษ และชื่นชอบการชมอาร์เซนอลยุค “ไร้พ่าย” อย่างมาก

“พระเอก” ในวันนั้น คือ อองรี และผู้กำกับการแสดง คือ อาร์เซน เวนเกอร์

มาวันนี้ ไม่เฉพาะอองรี แต่เป็น ไรอัน กิ๊กส์, สตีเวน เจอร์ราร์ด, แฟรงค์ แลมพาร์ด ฯลฯ หรือล่าสุด จอห์น เทอร์รี ในฐานะผู้ช่วยโค้ช แอสตัน วิลล่า

ครับจาก “เจนเนอเรชั่น” ยอดนักเตะ ณ วันนี้ พวกเค้าเหล่านี้กำลังเริ่มต้นอาชีพกุนซือกันแล้ว…

“เรามาถึงจุดนี้!!!” ยังหมายถึง ตัวเองรู้สึก “สูงวัย” ขึ้นมาทันที

แต่อีกมุม คือ “สตอรี่” ฟุตบอลยังคง “เดินหน้า” และทำหน้าที่ของมันแบบ “สวยงาม” ต่อไปตามโลกที่ไม่หยุดหมุน

ในส่วนของ อองรี คร่าว ๆ คือ เจ้าตัวถูกเสนองานโค้ชที่ บอร์กโดซ์ แต่ “ปฏิเสธ” และน่าจะได้มาเป็นโค้ช แอสตัน วิลล่า ตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลแล้ว แต่สตีฟ บรู๊ซ ยังเหนียวแน่นในหน้าที่

ครั้น บรู๊ซ “โดนเฉด” ออกจากตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของอดีตหัวหอกยอดทีมยุโรปอย่าง ยูเว่, อาร์เซนอล, บาร์ซ่า จึงถูกลิงก์อีกครั้ง

ก่อนสุดท้ายสถานการณ์จะจับพลัดจับผลูให้ โมนาโก ที่เพิ่งชนะแค่ 1 นัดในทุกถ้วยฤดูกาลนี้ และรั้งอันดับ 18 ในโซนตกชั้นต้องแยกทางกับ เลโอนาร์โด ชาร์ดิม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

คราวนี้ไม่มี “พลิกโผ” ใด ๆ ทั้งสิ้น

เธียร์รี อองรี ก้าวมารับตำแหน่งทันทีกับ “ทีมแรก” ที่เจ้าตัวเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพ และสร้างชื่อเสียงระหว่าง ค.ศ.1993 – 1999

ถือเป็น “สตอรี่” ที่สวยงามตามท้องเรื่องอย่างที่ผมได้เกริ่นไว้นั่นแหละครับ

อดีตฮีโร่ “ซุปตาร์” สโมสรกลับบ้านหลังแรกมากู้สถานการณ์ร้ายไม่ต่างอะไรกับ “ซูเปอร์ฮีโร่” ในหนังฮอลลีวู้ด

แต่ “ชีวิตจริง” จะได้เป็นฮีโร่หรือไม่? อันนี้ต้องติดตามกันต่อไปนับจากเริ่มซ้อมมื้อแรก วันจันทร์ที่ 15 ต.ค.นี้ครับ

ในแง่ประสบการณ์ อองรี วัย 41 ปีถือว่า “พอตัว” เพราะหลังแขวนเกือก 2012 ก็หันมา “เรียนรู้” งานโค้ชจริงจัง

คือ ไม่ได้น้อย ถึงขั้นต้อยต่ำ ไม่มีของ

แต่ก็ไม่ได้มากมายก่ายกองเป็น “เครดิต” ใหญ่โตอลังการ

เพราะเป็นแค่ “โค้ชกองหน้า” ทีมชาติเบลเยียม หรือโค้ชเบอร์รองจาก โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ และแกรม โจนส์ ตั้งแต่ ส.ค.2016 ก่อนจะถูกเลื่อนเป็น “เบอร์ 2” เมื่อ ส.ค.ที่ผ่านมา เพราะโจนส์ อำลาตำแหน่ง

กระทั่งล่าสุด หรือ 2 เดือนเท่านั้นนับจากขยับขึ้นมาเป็นผู้ช่วย มาร์ติเนซ เต็มตัว

อองรี ก้าวไปเป็น “โค้ชเบอร์ 1” อย่างสมบูรณ์กับแชมป์ลีกเอิง 2017

นอกจาก “งานทำทีม” กองหน้าสถิติยิง 51 ประตูให้ทีมชาติน้ำหอมยังทำหน้าที่เป็นคอมเมนเตเตอร์ให้ Sky Sports และได้รับการยอมรับระดับ “ดาวรุ่ง” พุ่งแรงคนหนึ่งพร้อม ๆ เรื่อง “นอกสนาม” ระดับเซเลบลูกหนังคนหนึ่ง

ก่อนจะ “วางมือ” เลือกมาอยู่กับทีมชาติเบลเยียมเต็มตัว และ “ศึกษา” การทำงานจากมาร์ติเนซ ทั้งที่ได้เงินน้อยกว่าทำ “ทีวี”

โรเมลู ลูคาคู กล่าวไว้ว่า อองรีคือ “พระอาจารย์” ที่ดีที่สุดจากบรรดาทุกคนที่เคยสัมผัสมานับตั้งแต่เค้าย้ายมาอังกฤษตอนอายุ 18 ปี

แน่นอน ลูคาคู ได้รับการถ่ายทอดวิชาไปเยอะ และตอนบอลโลก 2018 ก็ทำผลงานได้ดีกับเบลเยียมที่คว้าอันดับ 3

ส่วนงาน “วิเคราะห์วิจารณ์” ก็คม ไม่แตกต่างกัน เฉพาะอย่างยิ่งการมอง “รายละเอียด” แบบอดีตนักเตะที่ “รู้จริง” และเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นในสนามมาก่อน

เช่น องศาการยืนรับบอล, จังหวะการยิงเร็ว/ช้าในกรอบเขตโทษ, วิธีการยิงตอนหลุดเดี่ยว ฯลฯ

แต่นั่นจะเพียงพอกับงานโค้ชแรกที่ โมนาโก ไหม?

ส่วนตัวผมมองผ่าน “ประวัติ” ของอองรีได้ว่า นักเตะเจ้าของหมวกทีมชาติ 123 ใบเหมาะกับงานเชิง “เทคนิค” และทำได้ดีอย่างแน่นอน

เช่น โค้ชกองหน้า หรือผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์เทคนิค และแท็คติกส์ของทีม

ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันคือ “พื้นฐาน” และเป็นองค์ประกอบงาน coaching นั่นแหละครับ

แต่ “ผลงาน” ในเชิงการบริหารจัดการ หรือ “มิติอื่น ๆ” ของ coaching football ผ่าน “บุคลิก” อารมณ์ดี และออกจะมีลูก “ศิลปิน” นิด ๆ เรายังไม่เคยเห็น

รายงานแจ้งว่า วาลาโด้ ตราลเยา โค้ชเบนฟิก้า ยู-23 และแพทริค ควาเม อัมปาดู จากอาร์เซนอล อคาเดมี จะเป็น “มือช่วย” อองรีในการทำทีม

ซึ่งจะถือว่า “สำคัญ” และทั้ง 2 คนจะ “สนับสนุน” สอดประสานโดยเฉพาะในเรื่องคาแรกเตอร์ + บทบาท มาเสริมอองรีได้ขนาดไหน

เพื่อบทสรุปดาวเตะรายนี้ในบทบาทใหม่ว่าจะเป็น “นักเตะเก่ง” ที่เป็น “โค้ชเก่ง” ด้วยหรือไม่?

ใน “ชีวิตจริง” ก็ไม่ต่างกันครับ เราจะเห็นเสมอ ๆ ว่า คน “เรียนเก่ง” ไม่จำเป็นต้อง “งานเก่ง” หรือประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน

ตรงกันข้าม คนเรียนไม่เก่ง กลับมักมี “สตอรี” ทำได้ดีให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้ศึกษาเสมอในชีวิตการทำงาน

หรือคนเรียนเก่ง ไม่จำเป็นต้องสอนหนังสือเก่ง เพราะก็มีไม่น้อยที่ “เก่งเกิน” และประสบปัญหาในการสอนคนที่ไม่เก่งเหมือนตัวเอง

ด้วยเพราะอาจจะคิดว่า นักเรียนน่าจะทำได้อยู่แล้วเลยไม่สอน หรือไม่เข้าใจว่า ทำไมทำไม่ได้ เลยไม่รู้จะสอนยังไง เพราะคิดว่า ง่ายไป

ผมเคยได้ยินเรื่องเล่า “พี่ตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ที่ประสบปัญหาในการสอนบอลกับการเจอแค่ “กองหน้า” ที่เทคนิคยิงไม่ดี และพอแกทำให้ดู นักเตะก็ยังทำไม่ได้

หรือคือ “มาตรฐาน” ไม่เท่ากันซึ่ง “เดอะ ตุ๊ก” ไม่คิดว่าจะต้องมาสอนเรื่องแบบนี้ (ฟังมาจากแหล่งข่าวใกล้ชิดนะครับ)

ขณะที่ นักเตะไม่เก่งจะเจออะไรที่ “ยากเย็น” แสนเข็ญจนรู้ทางหนีทีไล่ วิธีการสอนคนไม่เก่ง หรือทุกระดับได้ดีกว่า เพราะเจอมาทุกรูปแบบ ‘อุปสรรค’ หรือข้อจำกัด

กับ เธียร์รี อองรี ผมขออวยพรให้ประสบการณ์ “โค้ช” ไปได้ด้วยดี และขอร้องให้ทำฟุตบอลสวย ๆ ให้โลกได้ชื่นชมเหมือนยุคสมัยที่เจ้าตัวเป็นผู้เล่นนะครับ