เรือใบใจสั่น

27 December 2018
3,666 VIEWS

หากจะบอกว่าการพ่ายแพ้ 3 จาก 5 นัดหลังสุดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเรื่องปกติเป็นเรื่องธรรมดา ก็คงไม่ใช่

สำหรับทีมที่เล่นได้อย่างร้อนแรง ยิงคู่แข่งร่วงกระจุยกระจายด้วยสไตล์การเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดแบบ “เรือใบสีฟ้า” สิ่งที่เราคาดหวังจะได้เห็นมีเพียงชัยชนะที่อลังการเท่านั้น หรืออย่างแย่ก็เฉือนเอาชนะได้ด้วยความเด็ดขาดที่เหนือกว่าของทีมที่มีศักดิ์ศรีเป็น “แชมป์”

จุดแรกที่มีการพูดถึงคือเรื่องของเกมรับครับ

9 นัดหลังสุดพวกเขาเสียประตูทุกนัด เก็บคลีนชีทไม่ได้เลย 

ใน 4 นัดหลังสุด ซิตี้ เสียไปถึง 8 ประตู มากกว่าที่ลิเวอร์พูล เสียตลอดทั้งฤดูกาล (7 ประตู) 

และใน 4 นัดหลังสุดนี้ เอแดร์สัน ถูกยิงผ่านมือได้จาก “โอกาสครั้งแรก” ของคู่ต่อสู้ถึง 3ครั้ง เรียกว่ายิงเป็นตุง (แม้ว่าจะเป็นการยิงที่“เฉียบ”มากก็ตาม) 

ขณะที่ใน 2 นัดหลังสุดกับ คริสตัล พาเลซ และ เลสเตอร์ ซิตี้ เกมรับของพวกเขาเปราะบางอย่างมาก โดยในเกมกับ พาเลซ พวกเขาถูกไล่ตีเสมอได้ภายในเวลา 6 นาที และในเกมกับเลสเตอร์ ระยะเวลาที่พวกเขาได้นำมีเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น

สิ่งเหล่านี้ทำให้ทีมสูญเสียความมั่นใจที่เคยมี และกลายเป็นเรื่องที่เหมือนฝันร้ายวนลูปที่จะวนกลับไปกลับมาไม่มีสิ้นสุด ซึ่งสำหรับทีม “ผู้ดี” ที่มักจะใช้เวลาเดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์อย่างพวกเขา สถานการณ์แบบนี้ไม่คุ้นชินเอาเสียเลย และไม่ง่ายจะปรับอารมณ์เพื่อรับมือได้ทัน

จุดต่อมาเป็นจุดที่มีส่วนทำให้เกิดข้อแรกครับคือการขาด แฟร์นันดินโญ มิดฟิลด์ห้องเครื่องชาวบราซิลที่บาดเจ็บและไม่ได้ลงสนามใน 2เกมหลัง

ซิตี้ อาจเป็นทีมที่อุดมไปด้วยนักเตะเกมรุกในระดับอุโฆษที่สามารถสร้างสรรค์ (ให้ทีมตัวเอง) และทำลาย (คู่ต่อสู้) ได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลีรอย ซาเน่, ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง, แบร์นาโด ซิลวา,​อิลคาย กุนโดวาน และเบอร์หนึ่งที่เพิ่งกลับมาอย่าง เควิน เดอ บรอยน์

แต่ในบรรดานักเตะเหล่านี้ไม่มีใครทดแทน แฟร์นันดินโญ ได้แม้แต่คนเดียว เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ใช่สิ่งที่นักเตะเหล่านี้จะทำได้ ซึ่ง 2นัดที่ผ่านมาในทีม เป๊ป ได้ทดลองใช้งาน จอห์น สโตนส์ ยืนประจำการหน้าแนวรับในเกมกับพาเลซ และในเกมล่าสุดกับเลสเตอร์ เป็นหน้าที่ กุนโดวาน แต่ก็เยินทั้งคู่

โดยที่ยังไม่แน่ใจว่า ฟาเบียง เดลฟ์ จะยังเล่นในบทนี้เป็นหรือไม่? หลังโดนโยกมายืนแบ็กซ้าย (ซึ่งก็ดันมาเป็นจุดอ่อนของทีมอีก เพราะในเกมสำคัญจะเห็นได้ว่าเขาแทน แบร์กนาร์ เมนดี้ ไม่ได้) 

ในวัย 33ปี กองกลางแซมบ้าถูกมองว่าเหลือเวลาไม่มากแล้ว และในฤดูกาลหน้าน่าจะต้องย้ายออกจากทีมโดยจะมีใครสักคนที่เข้ามาแทนที่ แต่การขาดหายของเขาใน 2นัดเป็นบทพิสูจน์ถึงคุณค่าของเขาได้เป็นอย่างดีครับ เพราะเกมรับของ ซิตี้ ขาดคนที่คอยมาปกป้องอย่างชัดเจน

ตัวเลขสถิติที่น่าสนใจระหว่างการมีกับไม่มี แฟร์นันดินโญ่ ในสนามคือหากมีซิตี้ จะชนะ 71.3% (จาก 115 นัด) แต่ถ้าไม่มีสถิติจะลดลงเหลือ 59.3% (จาก 27 นัด)

ต่อมาคือเรื่องของ “ขวัญ”ที่เสียไปหลังจากที่แพ้ เชลซี 

สำหรับทีมที่เล่นมาดีต่อเนื่องไม่แพ้ใคร 15 นัด ในฟอร์มเทวดาระดับนั้น การแพ้ขึ้นมาสักนัดย่อมส่งผลต่อจิตใจบ้างไม่มากก็น้อย

แต่ที่หนักกว่าคือมันเป็นซิตี้ ในยุคของ เป๊ป ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความเปราะบางอยู่แล้ว และสถานการณ์นี้คล้ายกับในฤดูกาล 2016/17 ที่พวกเขาเคยเริ่มต้นได้อย่างสวยหรู แต่สุดท้ายพอถูกปราบได้สักครั้ง มันก็มีครั้งที่ 2-3 และมากกว่านั้นตามมา

มองจาก 2 นัดหลังสุด นักเตะอย่าง แบร์นาโด, ราฮีม, กุนโดวาน, เดอ บรอยน์ หรือ ซาเน่ ดูไม่ชอบการเล่นใต้สถานการณ์ที่กดดันนัก

จากที่เคยเล่นแบบไร้คู่แข่ง ปีนี้พวกเขาเจอ ลิเวอร์พูล ที่มาแรงและแกร่งจริง ก็ทำให้หัวใจสั่น หวั่นไหวยิ่งขึ้น

เมื่อบวกกับการที่ตัวเก๋าอย่าง แฟร์นันดินโญ่ (เจ็บ), ดาวิด ซิลวา (เจ็บ) หรือ เซร์จิโอ อเกวโร่ (ไม่สมบูรณ์นัก) ไม่พร้อมประคับประคอง สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้าย

และการสะดุดหกล้มของพวกเขาก็เป็นการเสริมกำลังใจให้คู่แข่งที่นอกจากจะได้รู้ว่ามันมีวิธีจะเอาชนะทีมซิตี้ได้ ยังรู้ว่าพวกเขาเป็นทีมใจเสาะด้วย หากเล่นงานได้ถูกจุดก็มีโอกาสจะพลิกชนะได้เหมือนกัน

ทั้งหมดคือสิ่งที่นำไปสู่สถานการณ์วิกฤติเบาๆครั้งแรกในรอบ 2 ปีของ ซิตี้ 

เรื่องนี้ เป๊ป รับรู้แล้วและเตรียมแก้ไขเป็นการเร่งด่วน

2 เกมจากนี้ ไปเยือนนักบุญก่อนปีใหม่ และรับมือหงส์แดงหลังปีใหม่คือ 2 เกมที่พวกเขาต้องเอาให้ได้

ไม่งั้น “ยาว”