ความเกลียดชังของแฟน บุนเดสลีกา ที่มีต่อ ดีทมาร์ ฮอปป์

ฮออป์
1 March 2020
186 VIEWS

ประเด็นร้อนเมื่อวานนี้ในโลกฟุตบอล นอกจากความพ่ายแพ้ของทีม “หงส์แดง” ที่กลายเป็นข่าวใหญ่หมายเลข 1 ของแฟนฟุตบอลชาวไทย อีกเรื่องที่น่าจะถือเป็นข่าวใหญ่ไม่แพ้กัน แต่อาจจะได้รับความสนใจน้อยกว่า (เพราะ ลิเวอร์พูล แพ้) ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวดราม่าในเกมการพบกันของ บาเยิร์น มิวนิค กับ ฮอฟเฟนไฮม์ ที่ไฮไลท์ไม่ใช่ผลการแข่งขันที่ “เสือใต้” ชนะขาดลอย แต่เป็นเรื่องราวระหว่างเกม

ป้ายผ้าเขียนข้อความด่าทอด้วยคำรุนแรงเป็นภาษาเยอรมนี ถูกชูขึ้นในนาทีที่ 65 ของเกมโดยบางส่วนของข้อความมีคำหยาบคายที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Son of a bitch” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวดราม่าในเกมนี้ โดยในตอนแรก ฮันซี ฟลิก หัวหน้าโค้ชของทีม “เสือใต้” วิ่งมาขอร้องให้แฟน ๆ ปลดป้ายลงเพื่อให้เกมกลับมาแข่งขันต่อได้ แต่เมื่อเล่นไปได้อีกแค่ 12 นาที ป้ายดังกล่าวก็ถูกชูขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ร้อนถึงบรรดาผู้บริหารของบาเยิร์น ทั้ง คาร์ล ไฮนซ์ รุมเมนิกเก, โอลิเวอร์ คาห์น รวมถึง ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ต้องลงจากอัฒจันทร์มาเพื่อแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

แม้สถานการณ์จะคลีคลายไปในที่สุด แต่นักเตะนักทั้ง 2 ทีม เมื่อได้กลับมาเล่นอีกครั้งพวกเขาก็เล่นกันแบบตั้งใจให้เกมจบ ด้วยการเคาะบอลกันไปมาเพื่อเผาเวลาที่เหลือ และหลังเกมเรื่องก็เดือดร้อนไปถึงทีมงานของ บาเยิร์น ที่ต้องเข้าไปรอพบและแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวของฮอปป์ 

อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่แค่แฟนบอนของทีมเสือใต้เท่านั้น ก่อนหน้านี้ แฟนบอลของทีมอื่น ๆ ในบุนเดสลีกา ก็มีพฤติกรรมในการต่อต้านเจ้าของทีมรายนี้เช่นกัน โดยเมื่อ 2 ปีก่อน แฟนบอลของทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็เคยทำกระประท้วงในลักษณะคล้าย ๆ แบบนี้ จนโดนแบนห้ามเข้าสนามของ ฮอฟเฟนไฮม์ มาแล้ว ขณะที่สัปดาห์ก่อน แฟน ๆ ของ โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ก็เป็นอีกทีมที่มีการประท้วงเกิดขึ้นจนเกมต้องหยุดลงไปเช่นกัน

คำถามคือ ‘เพราะอะไร?’

การตอบคำถามนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบุนเดสลีกากันก่อนเสียหน่อย โดยลีกเยอรมนีแห่งนี้ มีธรรมเนียมบางอย่างที่ไม่เหมือนลีกอื่นซึ่งหนึ่งในนั้นคือ กฎ 50+1 ที่กำหนดให้แฟนบอลต้องเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของสโมสรราว 51% ขึ้นไป และถือสิทธิ์ขาดในการบริหารทีม เพื่อป้องกันกลุ่มนายทุนเข้ามาหาประโยชน์และควบคุมกิจการของสโมสรแบบเบ็ดเสร็จ แต่ในกรณีนี้มีการยกเว้นให้ยกเว้นทีมที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยเอกชนอย่าง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน และ โวล์ฟส์บวร์ก ที่ไม่ต้องทำแบบนี้ได้

กฎดังกล่าวทำให้บรรดาทีมชั้นนำของ บุนเดสลีกา อย่าง บาเยิร์น มิวนิค, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และรวมไปถึง ชาลเก้ 04 มีสมาชิกผู้ถือหุ้นหลักเกินแสนคนทั้งนั้น และทุกคนต่างมีสิทธิ์ในการลงเสียงเพื่อกำหนดทิศทางของทีมเท่ากัน แต่ทีมอย่าง ฮอฟเฟนไฮม์ ต่างออกไป

ในปี 2000 ดีทมาร์ ฮอปป์ มหาเศรษฐีเจ้าของตำแหน่ง ซีอีโอ ชอง SAP เข้ามาสนับสนุนทีมดังจากซินสไฮม์ ด้วยวงเงินมหาศาล นั่นทำให้ในเวลาต่อมา เขาได้เป็นเจ้าของทีมแต่เพียงผู้เดียว และปัจจุบันเข้าถือหุ้นของทีมอยู่ราว 96% แต่ในวันนั้นเมื่อ 20 ปีก่อน ฮอฟเฟนไฮม์ เป็นเพียงทีมเล็ก ๆ ที่อยู่ในลีกอันดับ 5 ของเยอรมนี และสนามของพวกเขา มีความจุเพียง 6,350 ที่นั่งเท่านั้น

สาเหตุที่ ฮอปป์ เข้ามาสนับสนุนฮอฟเฟนไฮม์ เพราะเขาเคยเป็นนักเตะฝึกหักในทีมเยาวชนของสโมสรแห่งนี้ ดังนั้น เมื่อเขาได้ดิบได้ดีในฐานะนักธุรกิจ เขาก็อยากสนับสนุนให้ทีมเก่าของเขาทยานขึ้นสู่บุนเดสลีกาให้ได้ และเขาใช้เวลาเพียง 7 ปี พาทีมจากลีกดิวิชัน 5 ขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ และเขาเองยังลงทุนเงินก้อนใหญ่ราว 100 ล้านยูโร หรือราว 3,500 ล้านบาท ในการก่อสร้าง เรห์น เนคการ์ อารีนา สนามปัจจุบันของทีม แทนสนามแห่งเก่าที่ไม่ได้มาตรฐานด้วย

การพาทีมประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทำให้แฟน ๆ บอลที่ถือหุ้นในทีมต่าง ๆ ของเยอรมนี รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ เพราะความภาคภูมิใจในความเชื่อมั่นที่ว่า พวกเขาคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จภายใต้ทิศทางที่พวกเขากำหนดถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง การเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร ต้องพ่ายแพ้ให้กับกลุ่มนายทุนที่ใช้เงินโปรยให้กับทีม และพวกเขาประสบความสำเร็จขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ใน 7 ปีเท่านั้น 

การยอมรับการทำงานของ ฮอปป์ สำหรับแฟนบอลเยอรมัน ถือเป็นการลดศักดิ์ศรีตัวเองอย่างมาก และกระแสต่อต้านเขามีมาตั้งแต่สมัยที่ ฮอฟเฟนไฮม์ ยังอยู่แค่บุนเดสลีก้า 2 แล้ว และเมื่อพวกเขาขึ้นมายังบุนเดสลีกาได้ ความรู้สึกของบรรดาแฟน ๆ ที่เป็นผู้ถือหุ้นของทีม ยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิม และเร่มโจมตี ฮอปป์ ทั้งในและนอกสนาม (เคราะห์ดี ที่หลังจากนั้นมี อาร์เบ ไลป์ซิก มาช่วย “แชร์ดาเมจ” อีกทีม ไม่งั้น ฮอฟเฟนไฮม์ อาจจะโดนหนักกว่านี้)

ดังนั้น จะเห็นว่า ทีมที่แฟนบอลออกมาโจมตี ฮอปป์ เป็นทีมที่สโมสรต้องปฏิบัติตามกฎ 50+1 เท่านั้น และเราจะไม่เห็นแฟนบอลของทีมอย่าง ไลป์ซิก, โวลฟ์สบวร์ก หรือ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน หันมาโจมตี ฮอปป์ แน่นอน เพราะโมเดลการทำทีมของพวกเขาไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่เป็นที่ชอบใจของบรรดาแฟนบอลทีมอื่น แต่สำหรับแฟนบอลของฮอฟเฟนไฮม์ ฮอปป์เป็นมากกว่าแค่เจ้าของสโมสร แฟนบอลชาวซินสไฮม์รู้แก่ใจดีว่าหากปราศจากนักธุรกิจผู้นี้ ทีมของเขาไม่มีทางเดินทางมาถึงบุนเดสลีกาได้เร็วขนาดนี้ นั่นทำให้ทันทีที่แฟนบอล บาเยิร์น ชูป้ายด่าทอ ฮอปป์ แฟนบอลของ ฮอฟเฟนไฮม์ เป็นกลุ่มแรกที่โห่ใส่และพยายามตะโกนโจมตีไปถึงขั้นด่าทอ เพื่อให้แฟนเสื้อใต้ปลดป้ายลงและนั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่กรรมการต้องเป้าหยุดเกมด้วยเนื่องจากเกรงว่าจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นตามมา

ในทางกลับกัน แฟนบอลของ “เสือใต้” ต่อให้โกรธแค้นแค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปด่าทอ ฮอปป์ ด้วยคำหยาบคายเช่นนั้น เพราะนั้นถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ และเลวร้ายอย่างปฏิเสธไม่ได้ เหมือนกับที่ รุมเมนิกเก กล่าวหลังเกมนี้จบลงว่า 

.

“นั่นมันทำให้โฉมหน้าของ เอฟซี บาเยิร์นของเราดูอัปลักษณ์” ผู้บริหารเสือใต้กล่าว

“เรามีเทปทุกอย่างแล้ว เราจะจัดการกับพวกเขาอย่างแข็งกร้าว พวกเขาจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“เราอนุญาตให้เรื่องแบบนี้มากเกินไปแล้ว การคิดใหม่ทำใหม่ จะเกิดขึ้นทันทีในวันนี้ เราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มันจบลงให้ได้”

ขึ้นชื่อว่าความเกลียดชัง คงไม่ใช่เรื่องดี และการที่มีมันมากเกินไป และแสดงมันออกมาไม่ถูกที่ จะเป็นการทำร้ายตัวเองเสียมากกว่า ซึ่งในกรณีนี้มีโอกาสเป็นไปได้ว่าบุนเดสลีกาจะลงดาบทีม “เสือใต้” ได้ไม่ยาก และหนึ่งในบทลงโทษที่น่าจะถูกนำมาพิจารณานอกเหนือจากการแบนไม่ให้แฟนบอลเข้าสนามคือการตัดแต้มด้วย เพราะนี่เป็นการกระทำที่อุกอาจ และเป็นการสร้างความเกลียดชังและขัดแย้งอย่างชัดเจน

และถ้าการตัดแต้มเกิดขึ้น จะมากหรือน้อย ก็ล้วนส่งผลกระทบต่อ บาเยิร์น มิวนิค ที่กำลังขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ทั้งนั้น และถ้าสุดท้าย พวกเขาไม่ได้แชมป์เพราะเรื่องราวในครั้งนี้ พวกเขาก็คงได้แต่จดจำบทเรียนที่ว่า “ความเกลียดชัง รังแต่จะนำมาซึ่งความวิบัติ” ได้ขึ้นใจแน่นอน

Darkness cannot drive out darkness;
only light can do that.
Hate cannot drive out hate;
only love can do that.

– Martin Luther King, Jr.

ความมืดไม่สามารถขจัดได้ด้วยความมืด 
มีแต่แสงสว่างเท่านั้นที่ทำได้ 
ความเกลียดชังไม่สามารถขจัดได้ด้วยความเกลียดชัง 
มีแต่ความรักเท่านั้นที่ทำได้

– มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์