ปีทองหงส์ (แต่ยังไม่ได้แชมป์)

31 December 2018
2,239 VIEWS

ลิเวอร์พูล เริ่มต้นปี 2018 ในคืนฉลองศักราชใหม่ ด้วยการบุกชนะเบิร์นลี่ย์ 2-1 ที่เทิร์ฟ มัวร์

เข็มนาฬิกาขยับเข้าสู่นาทีสุดท้ายของช่วงทดเจ็บ ทีมเยือนเพิ่งถูกตีเสมอหมาด ๆ ไม่กี่อึดใจ หลังโดนบอมบ์ด้วยลูกครอสส์ด้านข้าง รักนาร์ คลาวาน แพ้ดวลโหม่งกับแซม โวคส์ ก่อนโยฮันน์ กุดมุนด์สสัน พุ่งมาโหม่งซ้ำที่เสาสอง

หงส์แดงกำลังจะทำแต้มหลุดมืออีกครั้่ง เหมือนที่เสมอวัตฟอร์ด 3-3 เสมอเบิร์นลี่ย์ ยกแรกที่แอนฟิลด์ 1-1 เสมอนิวคาสเซิ่ล, เอฟเวอร์ตัน รวมถึงเวสต์บรอม

นักเตะใหม่เวอร์กิล ฟาน ไดค์ เพิ่งย้ายมาร่วมทีมเป็นทางการวันแรก ยังเร็วเกินไปสำหรับการเปิดตัว คลาวานยืนเซนเตอร์คู่กับเดยัน ลอฟเรน โดยมี ซิมง มิโญเล่ต์ ยึดถุงมือเบอร์หนึ่ง แถมได้ปลอกแขนกัปตันทีม

คูตินโญ่ ยังครอบครองเสื้อเบอร์ 10 แต่นัดนี้ไม่มีชื่อเช่นเดียวกับโม ซาลาห์ ส่วนเอ็มเร่ ชาน ออกสตาร์ตตัวจริงเคียงข้างอดัม ลัลลานา, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน และดอม โซลันกี้

กมทำท่าจะลงเอยโดยการแบ่งแต้ม แต่นาที 90+4 ฟรีคิกของแชมเบอร์เลน หยอดลึกเข้าเขตโทษ ลอฟเรน โหนโหม่งแบบไม่ถนัด บอลหลุดมาเสาไกล ทิศทางดูตรงกรอบ แต่เพื่อความชัวร์ คลาวาน โหม่งซ้ำจ่อๆ เป็นประตูชัยต่อหน้าเดอะ ค็อปหลังโกล

มันคือห้วงที่บอลสไตล์เฮฟวี่เมทัลภายใต้เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่เพียงรีดพลังของนักเตะจนแทบไม่เหลือเหงื่อให้หยด แต่คนดูอย่างเราๆ ก็เหนื่อยตามเหมือนลงไปเล่นเอง

หลังแมตช์นั้น ลิเวอร์พูล เดินหน้าลุยต่อ ชนะเอฟเวอร์ตัน 2-1 ในเอฟเอ คัพ และฟาน ไดค์ เปิดตัวด้วยประตูชัยท้ายเกม

เปิดซิงความบริสุทธ์ให้แมนฯ ซิตี้ 4-3 แต่ก็ดันแพ้สวอนซี 0-1 ก่อนโดนเวสต์บรอม บุกเผาคากระท่อม 3-2 ตกรอบบอลถ้วย

ชนะสลับแพ้ ดีใจคละเคล้าผิดหวัง ถ้าต้องให้นิยามลิเวอร์พูล สำหรับครึ่งแรกของปี 2018 คำว่า “ไม่คงเส้นคงวา” น่าจะเห็นภาพชัดเจนมากที่สุด 

และเป็นสิ่งที่คล็อปป์ ลงมือผ่าตัดใหญ่ในช่วงซัมเมอร์ เฉือนเนื้อร้ายออกให้หายขาด หลังจากทู่ซี้กินยาหมอตี๋มากว่าสองปี แต่อาการยังเหมือนเดิม

คุณไม่มีทางไขว่คว้า “ความคงเส้นคงวา” ตราบใดที่  “ของปลอม” ไม่สามารถปั้นให้เป็น “ของจริง” 

มิโญเล่ต์ ถอยจากบทบาทมือหนึ่งมานั่งให้กำลังใจอลิสซอน เบ็คเคอร์ ส่วนลอริส คาริอุส รวมถึง “น้าหงา” คลาวาน ต้องระเห็จจากทีม 

เดยัน ลอฟเรน ต้องไฝ้วกับโจ โกเมซ และโฌแอล มาติป เพื่อแย่งอีกเพียงที่เดียวในตำแหน่งหัวใจแนวรับ 

กระทั่งกัปตัน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยังถูกลดสถานะลงมาเป็นอะไหล่ เพราะการขับเคี่ยวในแดนกลางสูงขึ้น

“ความคงเส้นคงวา” จักเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าคุณภาพทุกขุมกำลังไม่เจ๋งพอ

ใครดูเฮนโด้ เล่นวันนี้ ต้องเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าพัฒนาขึ้นกว่าปีก่อน หรือแม้แต่เมื่อเทียบตอนต้นซีซั่น

เพราะการมีฟาบินโญ่ มีนาบี เกอิต้า มาช่วยยกระดับ ยังไม่นับตัวเก่าอย่างไวนัลดุม และมิลเนอร์

ใครฟอร์มดร็อปแม้แค่หยดเดียว สามารถรู้ตัวเลยว่านัดหน้ามีหลุด

หรือคล็อปป์ เองก็สามารถโรเตชั่น ป้องกันนักเตะบอบช้ำ โดยที่มาตราฐานทีมไม่ตก

วันนี้ แฟนหงส์ดูพวกมิดฟิลด์เล่นอย่างมีความสุข ไม่ต้องลำใย เอ๊ย รำคาญเหมือนก่อน เพราะถ้าคนไหนเล่นแย่ คล็อปป์ คงไม่ปล่อยไว้นานให้เกะกะลูกตา

ความอุดมสมบูรณ์ของแดนกลาง เห็นได้ชัดในนัดบุกชนะวูล์ฟส์ 2-0 เฮนโด้ ออกสตาร์ตคู่กับฟาบินโญ่ โดยมีเกอิต้า ถ่างไปเล่นฝั่งซ้าย และมิลเนอร์ ถูกจับให้ยืนแบ็ก ! 

ครึ่งหลัง อดัม ลัลลานา ลงมาแทนเกอิต้า ตามด้วยไวนัลดุม ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย

ใช้งานครบทั้ง 6 คน หนักเบาผลัดกัน

พอถึงบ็อกซิ่งเดย์กับนิวคาสเซิ่ล ไวนัลดุม กลับมาเป็นตัวจริงคู่เฮนโด้ ขณะที่ชาคิรี่ ยืนเต็ม 90 นาที 

จากนั้นในคืนถล่มอาร์เซน่อล ส่งท้ายปีเก่า ฟาบินโญ่ คืนสนาม ไวนัลดุม กับชาคิรี่ เป็นตัวยืน ส่วนเฮนโด้ ได้พักก่อนลงมาปิดเกมครึ่งชั่วโมงที่เหลือ

คล็อปป์ บริหารทีมได้ยืดหยุ่น นี่คือเหตุผลว่าทำไม ลิเวอร์พูล ฮอตต่อเนื่องแม้ว่าโปรแกรมแน่นชุก

เป็นหนึ่งใน 2 ทีมนอกจากแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เก็บชัยชนะรวด 3 นัด (ยังไม่รวมเกมปีใหม่) ขณะที่แมนฯ ซิตี้ ชนะ 1 แพ้ 2, สเปอร์ส ชนะ 2 แพ้ 1 เท่ากับเชลซี 

ส่วนอาร์เซน่อล มีทั้งชนะ เสมอ แพ้อย่างละหน

เมื่อเทียบกับแดนกลางของทีมปืนใหญ่ กรานิต ชาก้า ยืนครบ 270 นาทีในสามนัดหลัง ลูกัส ตอร์เรร่า ขาดไป 60 นาที และดาวรุ่ง มัตเตโอ เกวนดูซี่ ถูกใช้งานเต็มพิกัดมาสองนัดแรกก่อนเยือนแอนฟิลด์ 

พละกำลัง ความสด ความกระหาย ยิ่งเบียดกัน ยิ่งเห็นความต่าง มันอาจดูสูสีในช่วงต้น อาร์เซน่อล ออกสตาร์ตดีกว่าด้วยซ้ำ ขึ้นมาบีบสูง บางครั้งมีถึง 4 คนกดดันจนนักเตะหงส์ออกบอลพลาด รวมทั้่งประตูแหย่รังแตนของเอนสลี่ย์ เมตแลนด์-ไนลส์

แต่หลังจากนั้น ฟุตบอลแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำให้ผมนึกถึงชื่อเพลงของวงร็อกเขย่าตะกร้าหมากโค้ชคิ้ม อย่าง AC/DC 

If You Want Blood (You’ve Got It) หรือแปลเป็นหนังจีนกำลังภายในว่าเลือดต้องแลกด้วยเลือด

ตรงนี้ที่ลิเวอร์พูล ทำได้หนักกว่า จะแจ้งกว่า แถมยกการ์ดป้องกันตัวเองดีกว่าด้วยเกมรับ

แต่อาร์เซน่อล เหมือนมวยไฟเตอร์หน้าบางคางเปราะโดนตรงไหนแตกตรงนั้น  ต่อยคิ้วแตกคิ้ว ต่อยปากแตกปาก เกมรับห่วยแตก แต่ก็ยังพยายามสาวกำปั้นหวังเข้าเป้าจังๆ สักหมัด 

ผลลัพธ์จึงบานเบอะไปถึง 5-1 

ปิดฉากปี 2018 อย่างสวยงามสำหรับลิเวอร์พูล….แต่

มันไม่ใช่หลักประกันอะไรเลยนะครับว่าถ้วยพรีเมียร์ ลีก จะถูกอัญเชิญมาตั้่งที่แอนฟิลด์ ในเดือนพฤษภาคม เมื่อฤดูกาลยังเหลืออีกตั้งครึ่งทาง

ขณะที่แชมป์เก่า แมนฯ ซิตี้ จะใช้การตามหลังสร้างความท้าทายใหม่ เพื่อผลักดันตัวเอง

ว่ากันว่าถ้าผลงานเข้าป้ายฉายเดี่ยวร้อยแต้มเมื่อปีก่อน เป็นความสุดยอดตลอดกาลของพรีเมียร์ ลีก 

มันจะเทียบไม่ได้หากพวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูล และป้องกันแชมป์ได้อีกสมัย

จากนี้ไปต่างหากคือการโรมรันรบราแบบIf You Want Blood (You’ve Got It) ของจริง…