รางวัลนักฟุตบอลแห่งปี…อีกครั้งที่ ‘หงส์แดง’ เอาชนะ ‘เรือใบ’ ในฤดูกาลนี้ | by SPORTDesk. Team

24 July 2020
692 VIEWS

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก้าวขึ้นมาคว้ารางวัลที่มอบให้กับนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีโดยสมาคมนักข่าวฟุตบอล หรือ Football Writers’ Association Footballer of the Year โดยเขาเอาชนะ นักเตะในไฟนอลลิสต์อีก 4 คน อย่าง เควิน เดอ บรอยน์, มาร์คัส แรชฟอร์ด, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และซานดิโอ มาเน ไปได้ ซึ่งแน่นอนไม่ว่าการประกาศรางวัลใด ๆ ย่อมมีคนไม่เห็นด้วยกับผลที่ออกมา แต่สุดท้ายแล้วรางวัลนี้ก็เป็นของกัปตันทีม ‘หงส์แดง’ ไปในที่สุด

รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักข่าวฟุตบอลนับเป็นก้าวแรกของรางวัลใหญ่ภายในประเทศที่จะตามมาอีก 3 รายการ คือ รางวัลของสหพันธ์ผู้สนับสนุนฟุตบอล หรือ FSF Players’ of the year, รางวัลผู้เล่นแห่งปีของพรีเมียร์ลีก หรือ Premier League Players’ of the year รวมไปถึงรางวัลใหญ่สุดอย่าง รางวัลผู้เล่นแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ หรือ PFA Players’ of the year ซึ่งแม้เฮนโด จะยังมีลุ้นในทุกรายการที่เหลือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้รับรางวัลในทุกรายการที่ว่า เพราะครั้งสุดท้ายที่มีคนกวาดเรียบทุกรายการต้องย้อนกลับไปปี 2018 ที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมชนิดไร้คู่แข่งเลยทีเดียว

แม้กระทั่งปีนี้เอง ที่ เฮนโด ก้าวขึ้นมาคว้ารางวัลยอดเยี่ยมรายการแรกของปีได้ หลาย ๆ คนยังมองว่า KDB อาจจะมีผลงานโดยรวมดีกว่าเขา แต่ถึงกระนั้น ความเป็นผู้นำ และฟอร์มการเล่นที่เขาพัฒนาขึ้นมาอย่างชัดเจนในรอบหลายปีหลังก็ช่วยพาลิเวอร์พูล ขึ้นมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หากขาดเขาไป การคว้าแชมป์ทั้ง แชมเปียนส์ ลีก ในปีก่อน และ พรีเมียร์ลีก ในปีนี้ อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นแบบที่มันเป็นตอนนี้ก็ได้

“ผมอยากจะบอกว่าผมซาบซึ้งใจแค่ไหน กับคะแนนเสียงที่ผมได้รับจากการโหวตโดยทั่วไปของสมาคมนักข่าวฟุตบอลในปีนี้” เฮนเดอร์สัน กล่าว

“เมื่อคุณมองย้อนกลับไปยังผู้ที่เคยคว้ารางวัลนี้ที่ผ่านมา หลายคนเคยอวยพรให้ผมในตอนที่เราเล่นด้วยกันที่ลิเวอร์พูล ทั้ง สตีวี (เจอร์ราร์ด), หลุยส์ (ซัวเรซ) และ โม (ซาลาห์) ซึ่งมันเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาเป็นอย่างพวกเขา

“แต่ผมรู้สึกขอบคุณมากกว่า เพราะการที่ผมมายืนตรงนี้ผมรู้สึกว่าผมไม่สามารถมารับรางวัลนี้ได้ด้วยตัวของผมเองเพียงคนเดียว

“ผมแทบจะไม่รู้สึกเลยว่า ผมประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ หรือ ในความจริง ผมไม่สามารถทำสิ่งทั้งหมดให้เกิดขึ้นได้ถ้ามีตัวผมเพียงแค่คนเดียว

“ผมติดค้างคนอีกมากมาย แต่ ผมไม่ได้ติดค้างใครมากไปกว่าเพื่อนร่วมทีมของผมในตอนนี้ กลุ่มคนที่แสนจะมหัศจรรย์ และ สมควรได้รับทุกสิ่งมากกว่าที่ผมควรจะได้รับ

“เราเพียงแค่ได้รับความสำเร็จในส่วนที่เราควรได้รับ เพราะว่าทุก ๆ คนในทีมของเราเป็นคนที่ยอดเยี่ยม และ ไม่ใช่ยอดเยี่ยมแค่ในแมตช์ที่ลงแข่งขัน ไม่ใช่ยอดเยี่ยมแค่เวลาใดเวลาหนึ่ง หรือยอดเยี่ยมในการทำให้เกิดพาดหัวข่าวและลงเรื่องราวในหน้าหลังเท่านั้น แต่พวกเขายอดเยี่ยมในทุก ๆ วันที่เราซ้อมด้วยกันแล้ว”

แม้จะไม่มีการเปิดเผยผลการโหวตออกมาจากทาง FWA แต่ทาง คาร์รี บราวน์ ประธานของสมาคมนักข่าวกีฬาอาชีพก็ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการมอบรางวัลนี้ให้ เฮนโด และมันพออธิบายได้ว่าทำไมรางวัลนี้ไม่ตกเป็นของ เพลย์เมกเกอร์จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ทำผลงานส่วนตัวไปด้วยการยิง 11 ประตู และ 22 แอสซิสต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมกว่ากัปตันทีม ลิเวอร์พูล

“ความเป็นผู้นำนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้และมักไม่สามารถพิสูจน์ได้แต่ก็เป็นสิ่งที่ยากจะโต้แย้งได้ ซึ่ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นทั้งมืออาชีพขั้นสูงสุดและตอนนี้กลายเป็นตำนานลิเวอร์พูลที่น่าเกรงขาม” บราวน์ กล่าว

“จอร์แดน เป็นผู้เล่นที่เพื่อนร่วมทีมของเขามองไปหาเมื่ออยู่ในสนาม และ เป็นคนที่คู่แข่งของเขาก็จับตามองแบบไม่วางสายตา

“เกณฑ์อย่างหนึ่งในการลงคะแนนสำหรับนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักข่าวฟุตบอล คือผู้ที่ชักนำและแบบอย่างและในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของประเทศ, จอร์แดน มีการทำเองโดยส่วนตัวเพื่อผลักดันแคมเปญ #PlayerTogerther

“เงินหลายล้านปอนด์หลั่งไหลเข้ามาในกองทุนเพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานบริการสาธารณสุขแห่งชาติ จากโครงการ #PlayerTogerther และนั่นได้กลายเป็นฐานพลังของการให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมในการรณรงค์เกี่ยวกับการต่อต้านการเหยียดผิวซึ่งต่อมากลายเป็นโครงการ #BlackLivesMatter”

เฮนเดอร์สัน ยิงประตูไปรวม 4 ประตูใน 30 นัดที่เขาลงสนาม และมีอีก 5 แอสซิสต์ ซึ่งน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ ‘เคดีบี’ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ 6 เกมในพรีเมียร์ลีก ที่ เฮนโด ไม่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกปีนี้ ลิเวอร์พูล แพ้ไปถึง 2 และเสมออีก 1 ขณะที่อีก 3 เกมที่เขาไม่ได้ลงทีมก็ชนะคู่แข่งได้อย่างยากลำบาก (ชนะเวสต์แฮม 3-2, ชนะบอร์นมัธ 2-1 และ ชนะ เชลซี 5-3) โดยยังไม่นับว่าการตกรอบทั้งใน เอฟเอ คัพ และ คาราวบาว คัพ ทั้ง 2 ถ้วยไม่มีเขาอยู่ในสนามด้วย

ย้อนกลับไปที่คำพูดของ คารี บราวน์ที่ว่า “ความเป็นผู้นำนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้และมักไม่สามารถพิสูจน์ได้แต่ก็เป็นสิ่งที่ยากจะโต้แย้งได้” เราก็อาจจะเห็นเหตุผลว่าทำไมรางวัลนี้เป็นของ เฮนโด ไม่ใช่ เดอ บรอยน์ ชัดเจนขึ้นก็ได้…