“ฟูลแบ็ค” ในฟุตบอลยุคใหม่

30 August 2018
922 VIEWS

ผมสะดุดประเด็นนี้จาก บทความสัมภาษณ์ รุด กุลลิท ใน Squawka.com ที่ถอดมาจากบทสัมภาษณ์ต้นฉบับใน “บีบีซี” นะครับ

กุลลิท ได้พูดถึงข้อแตกต่างระหว่าง “เชลซี” อดีตทีมของตนทั้งสมัยเป็นนักเตะ และผู้เล่น กับแมนฯซิตี้ และลิเวอร์พูล ว่าอยู่ที่ “ฟูลแบ็ค”

ประเด็นนี้เช่นกัน “สอดคล้อง” และน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ผมไม่ได้ระบุไว้ในข้อเขียนเรื่อง Aggressive Play ที่มองว่า เชลซีขาดไปจาก 3 เกมชนะรวดตอนเปิดซีซั่นพรีเมียร์ลีก

รวมถึงนัดล่าสุดที่เฉือนนิวคาสเซิล 2-1 ด้วยสถิติการครองบอล 81%

Aggressive Play คือ ความดุดันในการเล่นไม่ว่าจะ “เพรสซิ่ง” เพื่อช่วงชิงบอลคืนในจังหวะรับ และต้องการสร้าง Transition ที่รวดเร็วเพื่อกลับไปเป็นเกมรุก

หรือตอนเสียบอลแล้ว “ไล่ล่า” บอลคืนอย่างเร็ว และหนักหน่วงเพื่อจะกลับมาเป็นฝ่ายรุกอีกครั้ง

หรือยามบุกผ่านการจู่โจมรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะต่อตามช่อง, บอลยาว/สั้น, บอลทแยง, บอลทางลึก, วิ่งอ้อมหลัง, เจาะด้านข้าง, ชิ่ง 1-2 ฯลฯ

เชลซี ยังไม่ดุดันเท่าที่ควรอาจจะเพราะคาแร็กเตอร์ผู้เล่น หรือเจอนิวคาสเซิลที่รับต่ำมาก (ลองดูลูกทีม “ราฟา” สุดสัปดาห์นี้ที่ต้องเจอ แมนฯซิตี้ อีกครั้งนะครับ)

อย่างไรก็ดี พออดีตกัปตันทีมดัตช์ชุดแชมป์ยูโร 1988 พูดมาแบบนั้น จิ๊กซอว์ในหัวของผมก็ประติดประต่อได้ “อีกชิ้น” ทันทีเกี่ยวกับความ aggressive ของเชลซี

กุลลิท กล่าวว่า ทั้งมาร์กอส อลองโซ่ และซีซาร์ อัสปิลิกวยต้า ไม่ได้มี Pace หรือทั้งสปีด และความเร็วในการขู่ หรือทำลายเกมรับฝ่ายตรงข้าม

เหมือนลิเวอร์พูลมี แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และเทรนท์-อาร์โนลด์ ขณะที่แมนฯซิตี้ มี เบน เมนดี้ และไคล์ วอล์คเกอร์ ที่ทั้ง Overlap run และเติมเกมรุกด้านข้างอย่างรวดเร็ว และเมามัน

เฉพาะอย่างยิ่งจะมีความสำคัญมากในการเจอกับทีมที่มาตั้งรับต่ำ เพราะจะสามารถพาตัวไปพื้นที่ว่างหลังแบ็คได้อย่างรวดเร็วด้วยรูปแบบวิธีต่าง ๆ

ต่างจากเชลซีที่ อัสปิลิกวยต้า เล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟตัวที่ 3 ฝั่งขวาโดยตลอดยุค อันโตนิโอ คอนเต้ หรืออลองโซ่ ที่เก่งฉกาจเรื่องการอ่านเกม หาพื้นที่ เช่น ที่มีส่วนทั้ง 2 ประตูในแมตช์กับนิวคาสเซิล แต่ดาวเตะอิตาเลียนก็มี “บุคลิก”เหมือนมิดฟิลด์มากกว่า

หรือก็คือ ไม่ได้มีความเร็วจี๊ดจ๊าด แต่เป็นสไตล์บอลเชิง

นี่แหละครับ คือ “ข้อต่าง” ที่กุลลิทมองว่า มีเพียง “จุดเดียว” ที่แยกเชลซีออกจากทั้งแมนฯซิตี้ และลิเวอร์พูล ซึ่งเป็น 2 ทีมเต็งลุ้นแชมป์ในเวลานี้

เขียนถึงตรงนี้ เรา ๆ ท่าน ๆ ลองหันมาดูยอดทีมของโลกในตอนนี้นะครับ เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค, ยูเวนตุส หรือวกมาอังกฤษ อย่าง แมนฯยูไนเต็ด, สเปอร์ส ฯลฯ มีใครเป็นฟูลแบ็ค

มาร์เซโล, คาร์บาฮาล, จอร์ดี้ อัลบา, อเล็กซ์ ซานโดร, โจชัว คิมมิช, เดวิด อลาบา, ลุค ชอว์, อันโตนิโอ บาเลนเซีย, เคียรัน ทริปเปียร์ และอีก ๆ หลายชื่อจากหลายทีมชั้นนำที่ไม่ได้เอ่ยถึงนะครับ

จะเห็นได้ลาง ๆ ว่า วันเวลาของฟูลแบ็ค “ไม่เติม” หรือเก่งแต่เกมรับนั้นจะค่อย ๆ หมดไป และแทนที่ด้วยผู้เล่นที่มีความฟิต, ความแข็งแกร่งของร่างกาย, ความรวดเร็ว และมีกล้ามเนื้อที่ดี

ฟูลแบ็คจะไม่ใช่ตำแหน่งที่ “ห่วยสุด” ในสนามเหมือนแต่ก่อน หรือเหมือน “บอลโรงเรียน” บ้านเรายุคกระโน้นที่ใครห่วยจะถูกจับไปยืนแบ็คก่อน

ค่าตัวของ วอล์คเกอร์, เมนดี้ ล้วนมหาศาลที่ “เป๊ป” จ่ายออกไป หรือหลายคนหากย้ายทีมก็คงไม่ต่างกัน

อีกจุดคือ ฟุตบอลสมัยใหม่ พื้นที่ด้านข้างจะถูกมองเป็นแดน “พักบอล” เพราะจะไม่มีฝ่ายตรงข้ามมาโพสิชั่นหากไม่จำเป็น แต่จะยืนรักษาพื้นที่ตรงกลาง โดยเฉพาะหน้ากรอบเขตโทษ และหน้าเซนเตอร์แบ็คมากที่สุด

ฉะนั้น หากได้ฟูลแบ็คดี ๆ เร็ว ๆ และจี๊ด ๆ จะสามารถทะลวงพื้นที่แดนนี้ได้ไม่ว่าจะทะลุไปหลังแบ็ค หรือตัดเข้ากลาง

ไม่นับเกมรุก “สมบูรณ์” จะมีผู้เล่นเต็มสูบ 8 คนจู่โจม (เว้นไว้เพียง 2 เซนเตอร์ฯ คอยพักบอล และคอยรับ) ซึ่งนั่นหมายถึง เวลาส่วนใหญ่ของฟูลแบ็คทีมใหญ่จะต้องอยู่ใน “ครึ่งสนาม” ฝั่งคู่ต่อสู้!

เมนดี้ เปิดบอลเข้ากลางได้มากกว่า 10 ครั้งในแมตช์กับฮัดเดอร์สฟิลด์ หรือโรเบิร์ตสันที่ปีนี้น่าจะ assist ได้แตะ 10 ประตูให้ลิเวอร์พูลหากรักษามาตรฐานการเปิดเข้ากลางได้แบบนี้

ครับ เขียนถึงตรงนี้ “บรรทัดสุดท้าย” แล้วก็อยากถามว่า ชอบใครในใจครับในตำแหน่ง “ฟูลแบ็ค” ทั้งจากอดีตถึงปัจจุบัน