ไวกิ้งวิ่งไกล… จากโซลนาถึงซามาร่า

5 July 2018
74 VIEWS

ถ้าฟุตบอลโลก 2018 ต้องมีเทพนิยาย การทะลุเข้ารอบก่อนรองฯ (เป็นอย่างน้อย) ของทัพนักเตะสวีเดน คงใกล้เคียงจะเรียกอย่างนั้นได้

ตั้งแต่รู้ผลจับฉลาก ไม่ใช่ในรอบสุดท้าย แต่หมายถึงตั้งแต่รอบคัดเลือกเมื่อสามปีก่อน แฟนบอลไวกิ้งบางคนอาจนึกถึงการนอนอาบแดดแช่น้ำทะเลบนเกาะสมุย ภูเก็ต พังงา ที่ไหนสักแห่งในช่วงซัมเมอร์ของปีนี้

แต่กลับกลายพวกเขาไปฝังตัวอยู่ในรัสเซีย ตระเวณตะลอนตามเชียร์ทีมจากนอฟโกรอด ลงมาโซชิ ข้ามไปเยคาเตรินเบิร์ก ก่อนตีรถกลับมาถึงเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก

และนาทีนี้ กำลังมุ่งหน้ามารอที่ซามารา

ขณะที่กองเชียร์อีก 24 ชาติเก็บของกลับบ้านกันไปเกือบเกลี้ยงแล้ว

ตัดฉับกลับไปตอนรู้ผลจับฉลากรอบคัดเลือกโซนยุโรป สวีเดนถูกโยนลงกลุ่ม เอ เคียงข้างคู่แข่งแข็งโป๊กอย่างฝรั่งเศส กับฮอลแลนด์

ท่ามกลางความมืดมิดสำหรับโอกาสเป็นแชมป์กลุ่ม ทัพไวกิ้งยังพอเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ของการจบอันดับสองเพื่อไปเตะเพลย์ออฟ เมื่อมองว่าฮอลแลนด์ กำลังถ่ายเลือดใหม่

หนึ่งปีต่อมา หลังจากอายุขัยในยูโร 2016 ดับลงรวดเร็วแค่สามนัด พร้อมกับเป็นบ๊วยกลุ่ม เก็บแค่แต้มเดียว สวีเดนเหมือนโดนฟาดด้วยไม้หน้าสามกับการประกาศเลิกทีมชาติของซลาตัน อิบราฮิโมวิช ซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของประเทศ

แน่นอนคำถามเกิดว่าสวีเดน จะเดินต่อในทิศทางไหน แยนน์ แอนเดอร์สัน เข้ามารับเผือกร้อนบนเก้าอี้กุนซือ ในหัวเขามีเพียงคำตอบที่จะช่วยสวีเดนให้ลุกกลับมายืนอีกครั้งคือคำว่า collective

เมื่อไม่มีซลาตันเป็นลูกพี่ แปลว่าทุกคนต้องร่วมมือร่วมแรงร่วมใจร่วมกันรับผิดชอบต่อทีม

พวกเขาทำสำเร็จในการเบียดฮอลแลนด์ แย่งอันดับสองของกลุ่มคัดเลือกบอลโลก หนึ่งในผลงานโบว์แดงคือการแซงชนะฝรั่งเศส 2-1 ที่โซลนา

สวีเดน โดนจับฉลากประกบคู่เพลย์ออฟให้ต้องเจอกับ….อดีตแชมป์โลก 4 สมัยอย่างอิตาลี

ไม่มีใครอยากเชื่ออีกแหละว่าทีมไร้สีสัน ไม่มีซูเปอร์สตาร์อย่างสวีเดน จะผ่านด่านหินนี้ไปได้ แต่เมื่่อห้ำหั่นกันครบ 180 นาที อิตาลีน้ำตาเช็ดหัวเข่า อดเข้ารอบสุดท้ายหนแรกในรอบ 60 ปี

เขี่ยฮอลแลนด์ กับอิตาลี เท่านั้่นไม่พอ ทีมของแยนน์ แอนเดอร์สัน ยังแผลงฤทธิ์ส่งแชมป์เก่า เยอรมัน กลับบ้านตั้งแต่รอบแรกในรอบ 80 ปี และผงาดคว้าแชมป์กลุ่มด้วยการถล่มเม็กซิโก 3-0

ก่อนไปเชือดสวิตเซอร์แลนด์ ที่ชื่อชั้่นอาจไม่เท่าไหร่ แต่นี่คือทีมอันดับ 6 บนแรงกิ้งฟีฟ่า ได้อย่างน่าทึ่ง 1-0

หลายคนผุดคำถามว่าสวีเดนมีอะไรดี ทำไมมาไกลถึงเพียงนี้ และอังกฤษ จะเป็นเหยื่ออีกทีมหรือไม่ในรอบก่อนรองฯ

ถ้าไล่เรียงดูโปรไฟล์นักเตะแต่ละคน คงไม่เห็นคำตอบอะไร มีเพียงเอมิล ฟอร์สเบิร์ก (ไลป์ซิก), มิคาเอล ลุซติก (เซลติก) และวิคเตอร์ ลินเดอร์เลิฟ (แมนฯ ยูไนเต็ด) แค่สามคนในทีมชุดนี้ที่สัมผัสเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก กับต้นสังกัดในฤดูกาลที่ผ่านมา

กระทั่งสองคีย์แมนของสวิสอย่างเซอร์ดาน ชาคิรี่ กับกรานิต ชาก้า ก็ตอบไม่ได้เต็มปาก ทำไมถึงแพ้สวีเดน แต่ที่รู้คือทุกอย่างใน 90 นาทีนั้นดูยากและติดขัดไปหมด

วลาดิเมียร์ เพตโควิช กุนซือทีมแดนนาฬิกา แม้โทษตัวเองว่าเล่นต่ำกว่ามาตราฐาน ช้าเกินไป ขาดแพสชั่น แต่ก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะแท็คติกฟุตบอลของสวีเดน

4-4-2 รับแน่นทั้ง 11 คน ยอมให้คู่แข่งครองบอล อดทนตะครุบโอกาสสวนกลับ

ใครเจอบอลทรงนี้ก็คงอึดอัด และเชื่อว่าแกเร็ธ เซ้าธ์เกต คงซักซ้อมยิงจุดโทษรอล่วงหน้าเรียบร้อย…