From Believers to Doubters

25 February 2019
564 VIEWS

​นี่ไม่ใช่ฟอร์มของแชมป์ และถ้าลิเวอร์พูลคาดหวังว่าพวกเขาจะสามารถใช้เกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนว่าพวกเขาพร้อมที่จะเดินหน้าสู่การเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 29 ปี

​วันนี้พวกเขาล้มเหลว

​ก่อนหน้าที่เสียงนกหวีดแรกที่โรงละคอนแห่งความฝันจะดังขึ้น เรา- ในความหมายถึงทั้งเหล่าแมนคูเนียน และลิเวอร์พัดเลียน – ต่างเฝ้าคิดถึงบรรยากาศเก่าๆที่ห่างหายไปนานจนแทบจำไม่ได้ กับเกมNorthwest Derby หรือที่ถูกเรียกกันในหมู่แฟนว่าเกม Red War หรือสงครามสีแดง ที่ดุและเดือดตั้งแต่นาทีแรกยันนาทีสุดท้าย

​แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในช่วงวันเวลาที่ดี พวกเขาได้นายใหม่ที่เป็นคนเก่าแก่ที่เรียกลมหายใจแห่งปีศาจกลับคืนมา ปอล ป็อกบาและมาร์คัส แรชฟอร์ด ต่างอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด

​ฟากฝั่งลิเวอร์พูลเล่า? พวกเขากำลังลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในยุคสมัยของผู้จัดการทีมที่มอบความหวังให้แก่ปวงชนชาวเดอะ ค็อปมากที่สุด พวกเขาจึงต้องการชัยชนะเพื่อที่จะเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จให้ได้

​เราน่าจะได้เห็นเกมที่สนุก ตื่นเต้น เป็นเกมที่ต่างฝ่ายต่างเปิดเกมรุกเข้าหากัน ประลองกันด้วยชั้นเชิงเทคนิคของผู้เล่นในสนาม และประลองความคิดของสองกุนซือที่สั่งการอยู่ข้างสนาม

​มันน่าจะเป็นเกมที่ดี และมีอะไรให้เราหยิบไว้เล่าในวงสนทนาประสาลูกหนัง โต๊ะกินข้าว หรือในมุมหนึ่งที่ร้านกาแฟได้ไปตลอดสัปดาห์ หรือนานกว่านั้น

​น่าเศร้าที่เราไม่ได้เห็นอะไรแบบนั้นแม้แต่น้อย

​ยูไนเต็ด ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมนักและพวกเขาก็ยิ่งไม่พร้อมหนักเมื่อสูญเสียนักเตะในทีมถึง 3 รายในเวลาไม่ถึง 45 นาทีของเกม ทั้ง อังเดร เอร์เรร่า, ฮวน มาตา และ เจสซี่ ลินการ์ด ที่บาดเจ็บทั้งหมดอย่างน่าเศร้าระคนน่าเห็นใจ

​โดยเฉพาะรายของลินการ์ด ที่ถูกส่งลงสนามมาแทนมาตาทั้งที่ไม่สมบูรณ์ สุดท้ายก็บาดเจ็บซ้ำ

​ลำพังปัญหาอาการบาดเจ็บช่วงก่อนเกมที่ขาด อองโตนี มาร์กซิยาล และ เนมันย่า มาติช ก็ทำให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ปรับกลยุทธ์การเล่น เน้นความรัดกุม เล่น waiting-game รับและเฝ้ารอคอยโอกาสของตัวเองอย่างอดทนอยู่แล้ว

​การบาดเจ็บของ เอร์เรร่า, มาตา และ ลินการ์ด ยิ่งทำให้พวกเขาประสบปัญหามากขึ้นไปอีก และต้องเล่นภายใต้ขีดความสามารถของผู้เล่นที่เหลือในทีมที่มี

​ที่เหลือคือเอาใจเข้าสู้

​ขณะที่ลิเวอร์พูล เยอร์เก้น คล็อปป์ ส่งขุนพลชุดที่ “เก๋า” และ “นิ่ง” ลงสนาม โดยเฉพาะในจุดสำคัญคือกองกลางและแบ็กขวาที่เลือกใช้งานนักเตะประสบการณ์สูงที่วางใจได้อย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จินี่ ไวนจ์นัลดุม รวมถึง เจมส์ มิลเนอร์ ที่ได้โอกาสลงแทนที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อย่างน่าประหลาดใจ

​นักเตะที่ mature เหล่านี้ทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายที่ครองเกมได้มากกว่า

​แต่ไม่ได้แปลว่าครองเกมได้เหนือกว่า

​พลังความสร้างสรรค์ในเกมของลิเวอร์พูล หากเปรียบเป็นประกายไฟแล้ว แสงนั้นไม่ต่างจากไฟบนก้านไม้ขีดที่เพียงลมพัดเบาๆก็วูบไหวคล้ายจะดับ

​ยิ่งการสูญเสีย โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ ที่บาดเจ็บข้อเท้าและเป็นผู้เล่นอีกหนึ่งคนที่โดนเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งแรก การส่งดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ทำประตูไม่ได้ตั้งแต่ลูกยิงสุดเหลือเชื่อในเดือน ก.ย. กับเชลซี นั้นไม่ได้ช่วยอะไรทีมได้มากนัก

​แต่จากสิ่งที่ได้เห็นก็ยากจะบอกว่าต่อให้เฟียร์มิโน่ ยังอยู่ในสนามเขาจะสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้ไหม เมื่อปัญหาของลิเวอร์พูลดูจะหนักและเหนื่อยกว่านั้นมาก

​ตลอด 90 นาทีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด พวกเขาไม่สามารถสร้างความอันตราย หรือแม้กระทั่งข่มขู่ให้คู่แข่งต้องขวัญหนีดีฝ่อได้แม้แต่นิด ทั้งๆที่เมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับยูไนเต็ดแล้ว นี่คือโอกาสดีที่สุดที่พวกเขาจะต้องทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อจะเป็นผู้ชนะเมื่อจบเกมให้ได้

​ลิเวอร์พูล กลับทำได้ดีที่สุดเพียงครองบอลไปมา หามีความน่ากลัวไม่

​ยูไนเต็ดเสียอีกที่ถึงจะขากระเผลก แต่กลับทำให้รู้สึกว่าหากจะมีทีมใดที่ได้ประตู ทีมนั้นก็ควรจะเป็นพวกเขา

​ถ้าไม่มีธงจากไลน์แมนช่วยชีวิตในลูกยิงเข้าประตูตัวเองของ โจเอล มาทิป และหาก คริส สมอลลิง เข้าถึงบอลได้ในช่วงก่อนสิ้นเสียงนกหวีด เหล่าผู้ถวายหัวใจให้ปีศาจอาจได้ฉลองกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในเกมที่ยากลำบากและต้องต่อสู้อย่างหนัก

​สิ่งที่อยากรู้แต่คงไม่มีวันได้รู้คือ คล็อปป์ ได้สั่งลูกทีมให้ “ลุย” อย่างเต็มที่บ้างหรือไม่?

​ถ้าไม่ได้สั่ง ก็มีคำถามว่าทำไมเขาจึงไม่กล้า?

​หรือถ้าสั่งแล้ว ก็มีคำถามอีกว่าทำไมลูกทีมจึงไม่กล้า?

​หากอยากได้อะไรสักอย่างมากๆ แล้วทำไมไม่เดินหน้า? ทำไมไม่Go for it!

​สำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงพวกเขาจะประสบปัญหาตัวบาดเจ็บเพิ่มแต่ผมกลับไม่รู้สึกว่า โซลชา จะมีปัญหามากนักจากสิ่งที่ได้เห็น อย่างน้อยพวกเขายังมีความเชื่ออยู่

​แต่สำหรับลิเวอร์พูล สิ่งที่ได้เห็นนั้นน่ากังวลใจแทนเหล่าค็อปชนที่ฝันและหวังไปไกล

​บางทีก็น่าคิดว่าสิ่งที่พวกเขาฝันและหวังนั้นเร็วเกินไปมากใช่ไหมจากความหวังจึงกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้สายตาที่แจ่มใสเริ่มหมองหม่น

​จาก Believer เวลานี้ลิเวอร์พูลกลับมาเป็น Doubters อีกครั้ง

​ถึงเวลาที่ คล็อปป์ จะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อทำให้ทุกคนกลับมา“เชื่อ” อีกครั้ง

​รวมถึงตัวเขาเองก็เช่นกัน

​ระหว่างที่ยังพอมีเวลา และโชคชะตายังอยู่ในมือตัวเอง