แฟรงก์ แลมพาร์ด – การให้คุณค่ากับผู้ที่เสียสละเป็นเรื่องสำคัญที่ควรสละ

3 May 2020
88 VIEWS

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โควิด-19 มีผลกับวงการฟุตบอลอย่างไม่ต้องสงสัย และนั่นทำให้เราอาจจะต้องมาเกาะติดสถานการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการกลับมาของฟุตบอลโดยเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีก ที่ใครหลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ ข่าวสารที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการกลับมาของลีกสูงสุดอังกฤษ มาจากองค์กรที่น่าเชื่อถือทั้ง พรีเมียร์ลีก, สมาคมนักเตะอาชีพ หรือ พีเอฟเอ และรวมไปถึง อิงลิชฟุตบอลลีก หรือ อีเอฟแอล แต่บรรดาผู้เกี่ยวข้องซึ่งไม่มีอำนาจในการตัดสินใจจะมองเรื่องการกลับมาของพรีเมียร์ลีกอย่างไรบ้าง สิ่งนี้เป็นเรื่องที่บางคนอาจจะมองข้ามไป

พรีเมียร์ลีก ค่อนข้างมีความชัดเจนที่จะกลับมาจบฤดูกาลกันในสนามฟุตบอล หากแต่ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างการเตรียมการและรอไฟเขียวจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร โดยมาตรการเตรียมการหนึ่งในนั้นที่เป็นข่าวมาตลอด คือเรื่องการตรวจโควิด-19 ในส่วนของผู้เกี่ยวข้อง ทั้ง นักเตะ, สตาฟฟ์โค้ช และ เจ้าหน้าที่ทีม ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ แฟรงก์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมเชลซี มองว่าควรมีคนได้ตรวจหาเชื้อก่อนพวกเขาอยู่กลุ่มหนึ่ง

“เรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยของบรรดาผู้เล่นและสตาฟฟ์โค้ชถือเป็นเรื่องใหญ่” แลมพาร์ดกล่าว “เราเล่นกีฬาที่มีการปะทะ ซึ่งเราทั้งหมดหวังจะได้เห็น เพราะมันเป็นการออกจากชีวิตปกติรูปแบบหนึ่ง ทั้งการดูฟุตบอล การเล่น หรือการซ้อมฟุตบอล แต่เราจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้นักฟุตบอลต้องเผชิญกับความเสี่ยง”

“อีกประเด็นคือ เรื่องของการทดสอบการติดเชื้อ ถ้าเราจะกลับมาซ้อมกันอีกครั้ง เราจะต้องมีการทดสอบผู้เล่นและสตาฟฟ์ราว 70-80 คนที่ ค็อบแฮม (สนามซ้อมของเชลซี) การทดสอบอย่างสม่ำเสมอก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราลองมองดูทั่วโลก ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับฟุตบอลที่จะเกิดขึ้น

“ผมไม่รู้ว่ามีจำนวนการทดสอบของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานบริการสาธารณสุขแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่อนามัย ที่ทำหน้าที่อย่างยอดเยี่ยมตลอดช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมามากน้อยแค่ไหน แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่ควรยอมรับ ไม่ใช่เฉพาะกับผม แต่รวมถึงคนอื่น ๆ ด้วย หากว่าเรายังไม่มั่นใจได้ว่าคนที่อยู่ในแถวหน้าจะได้รับการทดสอบครบถ้วนแล้ว”

ความเห็นของ แลมพาร์ด การตุ้นให้หลายฝ่ายให้ความสำคัญกับหน่วยงานบริการสาธารณสุขแห่งชาติ มากกว่าฟุตบอล เพราะเขาเหล่านั้น คือคนที่ทำงานในแนวหน้า และแบกรับความเสี่ยงแทนคนทั้งประเทศในภาวะวิกฤติเช่นนี้ แน่นอนว่า จากสิ่งที่เขาพูดมา เขาไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องการให้ฟุตบอลกลับมาเตะกันอีกครั้ง ตรงกันข้ามเขาเข้าใจดีว่าทุกคนต้องการฟุตบอล หากแต่เขาเพียงแค่ต้องการเสียสละให้คนที่เสียสละเพื่อพวกเขาได้มั่นใจว่าตัวเองยังปลอดภัยอยู่ก็เท่านั้น

จากรายงานที่ออกมาเมื่อวันพฤหัสบดีระบุว่า เครื่องมือในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 มีราคาสูงถึง 36,000 ปอนด์ หรือราว 1.45 ล้านบาทต่อเครื่อง และหนึ่งเครื่อง สามารถตรวจหาเชื้อได้แค่ 7 คนต่อวัน ดังนั้นสโมสรพรีเมียร์ลีกอาจจะต้องลงทุนถึงราว 360,000 ปอนด์ หรือ 14.5 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องมือดังกล่าวให้มีเพียงพอในการตรวจผู้เล่นและทีมงานครบทั้งทีมภายใน 1 วัน และนี่ยังไม่นับรวมเจ้าหน้าที่ ที่ต้องทำงานกับเครื่องมือเหล่านี้ด้วย

จากหัวหน้าโค้ช เราตัดภาพไปที่เหล่านักเตะ ที่ต้องว่างงานและไม่มีอะไรทำนอกจากอยู่บ้านเฉย ๆ มากกว่าเดือนเต็ม ๆ แล้ว ถ้าเทียบกับคนธรรมดาที่มีความวิตกเรื่องหน้าที่การงาน การได้รับเงินเดือน และการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว และเป็นห่วงกลัวว่าตัวเองจะติดเชื้อ จนในช่วงเวลาหนึ่งประโยคคำถามที่ว่า “กูติดยังวะ”กลายเป็นประโยคที่ฮิตในประเทศไทย สำหรับนักฟุตบอลก็คงไม่ต่างกัน ซึ่งนั้นนำมาสู่ปัญหาทางสภาวะจิตใจ จากการวิตกกังวล รวมไปถึงความไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โดย เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ ลิเวอร์พูล ก็ออกมายืนยันในเรื่องราวนี้ เขายืนยันว่า บรรดานักเตะเองก็มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต และจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูก่อนที่ฟุตบอลจะกลับมาเตะกันอีกครั้ง

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการที่เราต้องกักตัวเองในบ้านมาตลอด 46 วันจนถึงตอนนี้” กองหลัง “หงส์แดง” กล่าว

“ในด้านสุขภาพจิต มันคือสิ่งที่ยากที่สุดที่จะต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ผมพยายามออกกำลังด้วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ผมเตะบอลไปรอบ ๆ สนามหญ้าในบริเวณบ้านกับลูกชายของผม แต่การลงซ้อมกับทีมนั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปอย่างมาก” ลอฟเรนกล่าวกับสื่อในบ้านเกิดที่โครเอเชีย

“ผมพยายามจะสร้างแรงจูงใจทุกอย่างที่ผมทำได้ ผมบอกกับตัวเองในทุก ๆ เช้าที่ตื่นมาว่า ‘ผมจะต้องซ้อมจนปวดเมื่อยให้ได้ในวันนี้’ และอย่างน้อยผมต้องจัดการตัวเองเพื่อลดน้ำหนักลงให้ได้บ้าง แต่ผมก็เสียมวลกล้ามเนื้อที่ขาของผมไปบ้าง เพราะว่าในการซ้อมกับทีม 90 นาที มันไม่มีตัวสำรองให้เปลี่ยน แต่ในที่ร่มเราไม่สามารถจะออกกำลังขาได้ตลอด 90 นาที”

“เราต้องการเวลาตั้งสติ นี่ยังไม่ใช่เวลาที่เราต้องทำแบบนั้น เพราะว่า นักเตะต้องการเวลาในการเยียวยาสภาพจิตใจจากโรคระบาด และ ผลกระทบที่เราได้รับจากการกักตัว”

แน่นอนว่า ฟุตบอลจำเป็นต้องกลับมาไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง แต่พรีเมียร์ลีก อาจจะต้องฟังเสียงของทั้ง สตาฟฟ์โค้ช และ นักฟุตบอล เพื่อหาทางออกอย่างลงตัวให้ทุกฝ่ายกลับมาเตะได้อย่างแฮปปี้ เพราะแม้นี่จะไม่ใช่ฤดูกาลที่ราบรื่น แต่มันก็น่าจะเป็นฤดูกาลที่เราได้เห็นเรื่องดี ๆ หลังจากวิกฤติมากมาย เพราะมันเป็นฤดูกาลที่ทุกคนต้องช่วยกันเพื่อให้มันผ่านพ้นไป…ซึ่งจะเรียกได้ว่า เป็นฤดูกาลที่ได้รับการเอาใจช่วยจากทุกคนอย่างแท้จริง