การได้เห็น “French Move”

1 July 2018
52 VIEWS

อย่างน้อย ๆ เกมฝรั่งเศส – อาร์เจนติน่า จัดว่ามีประตูระดับ “แม่เจ้า (โว้ย)” 3 ประตูครับ

ลูกยิงท้ายครึ่งแรกซึ่งเป็นระยะประมาณ 31 หลาของ อังเคล ดิ มาเรีย ด้วยเท้าซ้ายตีเสมอ 1-1 ถือเป็นประตูที่ “ไกลสุด” ในบอลโลกหนนี้

ประตูตีเสมอ 2-2 ของ ปาวาร์ด แบ็คขวาฝรั่งเศสจากการเกมเปิดแล้วหลุดทะลุโดยแบ็คซ้าย แฮร์นันเดซ ก็จัดเป็นลูกวอลเลย์ที่ “หวาน” ที่สุดลูกหนึ่ง แม้จะบอลจะ “หมุนติ้ว ๆ” จนพุ่งเข้าเสียบมุมตาข่ายก็ตามที

ทว่า หากเป็นสุดยอดการทำประตูจาก Team Play ผ่าน open play แล้ว ลูกยิง 4-2 ตอกตะปูปิดฝาโรงของ เอ็มบัปเป้ ในนาทีที่ 68 จัดเป็นที่สุดแล้วครับ

นี่คือ “Dream Goal” ที่อาจไม่ใช่ประตูในฝันของ “ผู้เล่น” เหมือนลูกยิง ดิ มาเรีย และปาวาร์ด ข้างต้น

แต่มันคือ ประตูในฝันของ “โค้ช” ที่ได้เห็นการบิ้วท์อัพในอุดมคติฟุตบอลจากเกมรับประสบความสำเร็จเป็นประตูโดยฝั่งตรงข้ามไม่โดนบอลเลยในเวลาอันรวดเร็ว

ขออนุญาตเรียกว่า “French Move” ที่ไม่ขอแปลนะครับ

ญอริส ออกบอลแรกให้ อุมติตี้ ทางฝั่งซ้าย จากนั้นเซนเตอร์ฯ บาร์ซ่าคืนกลับให้ญอริสที่ทิ่มตรง ๆ ให้กองเต้ ท่ามกลางการโดน “เพรสซิ่ง”

กองเต้ ลากบอลนิดหน่อยก่อนแทงทางลึกไปถึงกลางสนามให้กรีซมันน์ที่แตะจังหวะเดียวให้มาตุยดี้

1 ใน 3 กลางของฝรั่งเศสนอกเหนือจากป๊อปบา และกองเต้ จับ และไหลบอลให้ชิรูด์ที่เหลือบเห็นเอ็มบัปเป้ เตรียมพุ่งทะลุพื้นที่ Half Spaces จากด้านขวา

กองหน้าเชลซีแตะจังหวะเดียวให้เจ้าหนูวัย 19 ปีจากเปแอสเช แตะหนี และบึ่งเข้ายิงประตูสวยสดงดงามทันที

ประตูนี้มี “นัยยะ” มากมาย

มันคือ การ “ตอกย้ำ” ว่า อาร์เจนติน่า ไม่มีทางสร้างปาฏิหาริย์ได้อีกแล้วในเกมที่ “รูปเกม” เป็นรอง แต่ยิงได้ก่อนหน้านี้2 ประตู

มันย้ำ “ศักยภาพ” ทีมชาติน้ำหอมโดยเฉพาะพลังในแนวรุกที่จัดจ้าน เด็ดขาด

ย้ำ “สมดุล” ในทีมระหว่างรับ และรุก กับจังหวะ Transitional Play (รับไปรุก, รุกไปรับ)

ย้ำความ “เป็นทีม” ที่สมัครสมานสามัคคีเป็นเนื้อเดียวกันอันต่างจากหลาย ๆ ชุดในช่วงหลังตอนบอลทัวร์นาเมนท์ใหญ่

เพราะมันยังตามมาซึ่งภาพ “ดีใจ” ทั้งตัวจริง และสำรอง รวมถึงกลุ่มสต๊าฟฟ์ทีมของเดอชองป์ส

ย้ำสภาพ “จิตใจ” ที่คัมแบ็กกลับมาได้หลังจากโดนพลิกนำแบบเหลือเชื่อ

ไม่นับการย้ำว่า คิเลียน เอ็มบัปเป้ คือใคร? จนมีการเปรียบเทียบการถ่ายยุคกับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่ผมมองว่าใม่ใช่ “คู่เทียบ”

เพราะคู่เปรียบดาวเตะวัย 19 ปีควรเป็น คริสติอาโน่ โรนัลโด้ มากกว่า หากพิจารณาที่ “สไตล์” การเล่น

ตอกย้ำ ฯลฯ และ ฯลฯ

 

แน่นอนว่า มัน “ขยี้” ย้ำทีมชาติอาร์เจนไตน์ที่จะไม่ได้สัมผัสถ้วยบอลโลกต่อไปนับจาก ค.ศ.1986

อันไม่มีอะไรมากกว่า การย้ำ ผลงานการทำทีมของ ฮอร์เก้ ซัมเปาลี ที่เปลี่ยนระบบอีกครั้งเป็น 4-3-3 ทำให้เห็นพวกเค้าเล่นไม่เหมือนกันเลยตลอด 4นัดในบอลโลกครั้งนี้

ในเชิงโค้ช เวลา “เทรนนิ่ง” (Training session ก่อนแข่ง) ไม่น่าจะเพียงพอ เพราะทีม 11 คนแรกก็ปรับตลอด

ในฐานะผู้เล่นจึงหวังพึ่งได้แต่ “ปาฏิหาริย์” และหัวใจของนักเตะเหมือนเกมกับไนจีเรีย

หรือเกมนี้ที่ได้ 3 ประตู

ภาพเมสซี่ “คอตก” หลังโดนตีเสมอ 2-2 ตอบทุกอย่าง

ตอบพร้อมถามว่า ทำไมในฐานะผู้นำจึงไม่หยิบบอลมากระตุ้นเพื่อน ๆ ให้ลุยต่อพร้อมความมั่นใจ

ทำไมทำท่าทำทางเหมือน “เตะรอ” ให้จบ 90 นาทีโดยรักษาสกอร์ 2-1 ที่ได้มาแบบงง ๆ

ผมเองคงไม่พูดอะไรมากครับ เพราะได้เขียนเรื่อง Messi’s Standard ไปแล้ว

อะไรคือ สิ่งที่คาดหวังจาก “มาตรฐาน” เมสซี่ และทีมชาติอาร์เจนติน่า?

มันไม่ใช่ชัยชนะแบบไนจีเรีย หรือแบบเกมนี้ตั้งตอนนำ 2-1 หรือทุกสถานการณ์กับฝรั่งเศสแน่นอน

อาร์เจนติน่า มีดีกว่านี้ และพูดให้เพราะ ๆ เหมือนเยอรมัน ที่ “ตกรอบ” ไปคือ เดี๋ยวพวกเค้าก็กลับมา

แต่จะมี “เมสซี่” เป็นคนนำทัพอีกหรือไม่…ไม่มีใครรู้