ฟอร์มูล่า อี : กีฬาที่ไม่ได้มีดีแค่ภาพลักษณ์รักษ์โลก

24 March 2019
136 VIEWS

อาจจะไม่ใช่กีฬาที่คุ้นเคยสำหรับฟอร์มูล่า อี ยิ่งโดยเฉพาะบ้านเราในประเทศไทย เพราะถึงแม้จะนอกจากจะเป็นกีฬาใหม่ และยังไม่คุ้นหูเท่า ฟอร์มูล่า วัน ที่เป็นมอเตอร์ สปอร์ต อันดับ 1 ด้วย แต่ทว่า ฟอร์มูล่า อี กลับเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

ด้วยฟอร์แมตการแข่งขันที่แปลกใหม่ แต่มีความน่าสนใจ ทำให้การแข่งขันในศึกรถพลังไฟฟ้ารายการนี้ ทวีความน่าสนใจมากขึ้น วันนี้ สปอร์ตเดสก์ จะพาไปทำความรู้จักกับกีฬาชนิดนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม วันมีความน่าสนใจอย่างไร และทำมันมันถึงกลายเป็นกระแสใหม่ในโลกกีฬา ทั้งที่ก่อตั้งมาได้ไม่กี่ปีเท่านั้น

ตัว “E” ที่ไม่ดีมีดีแค่ไฟฟ้า

หากจะถอดความหมายจากชื่อ คงมีหลายคนที่เดาถูกว่า ตัว “E” ของฟอร์มูล่า อี มาจากคำว่า อีเล็คทริก หรือ ไฟฟ้า ซึ่งคำว่า อีเล็กทริกนี้ มาจากคำเต็มที่ว่า อีเล็กทริก เพาเวอร์ด คาร์ส (electric-powered cars) หรือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอีกทีนั่นเอง

นั่นหมายความว่า รถยนต์ที่จะถูกนำมาใช้แข่งขันในเวที ฟอร์มูล่า อี จะเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดทั้งสิ้น โดยจะมีการจำกัดในส่วนของพลังงาน เพื่อให้ทุกค่าผู้ผลิต มีความเท่าเทียมในการแข่งขัน

และนอกจากการที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแล้ว ฟอร์มูล่า อี ยังเน้นย้ำในเรื่องของการอนุรักษ์โลก ในเกือบทุกช่องทาง ทั้งเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้ทำรถ กระบวนการประกอบเครื่องและตัวถัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ เอฟไอเอ (FIA) หรือ สมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ ชอบใจ และ ถูกใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากภาพลักของ เอฟไอเอ ที่มีต่อการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก เป็นภาพลักษณ์ในแง่การเผาผลาญทรัพยากรมาตลอด นั่นการมาของ ฟอร์มูล่า อี ได้เปลี่ยนภาพของ เอฟไอเอ ให้ดูดีขึ้นและทำให้พวกเขาเลือกที่จะผลักดันกีฬาชนิดนี้เต็มที่

ในปัจจุบัน ฟอร์มูล่า อี มีทีมผู้ผลิตเข้าร่วม 11 ทีม จาก 8 ชาติขั้นนำ โดยส่วนมากได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของโลก ซึ่งหมายความว่า แบรนด์รถยนต์อย่าง จากัวร์, จีอ็อกซ์, นีโอ, ออดี้, นิสสัน, บีเอ็มดับเบิ้ลยู และรวมไปถึงแบรนด์อินเดีย อย่าง มหินทรา ก็ต่างมีส่วน และกำลังเดินหน้าในการพัฒนาและขับเคลื่อนวงการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น

ใครว่ารถพลังไฟฟ้า ช้าเหมือนเต่า

ใช่ช่วงปลายปี 2014 ที่มีข่าวการจัดตั้งลีก ฟอร์มูล่า อี มีการค่อนคอดจากโลกของมอเตอร์สปอร์ต ว่า การแข่งขันรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่มีทางสนุก ตื่นเต้น และเร้าใจ เพราะข้อจำกัดของเครื่องยนต์ไฟฟ้า ในแง่ของการชาร์ตพลังงานที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน และ ความเร็วที่ไม่สามารถเร่งได้สูง ทำให้หลายฝ่ายฟันธงเช่นนั้น

แต่เมื่อกำลังจะผ่านฤดูกาลที่ 5 ในฤดูกาลนี้ ฟอร์มูล่า อี ก็พิสูจน์แล้วว่า เสียงเหล่านั้น เป็นความคิดยุคไดโนเสาร์อย่างแท้จริง โดยในฤดูกาลปัจจุบัน (2018/19) ฟอร์มูล่า อี กำหนดให้รถที่เข้าร่วมการแข่งขัน ต้องมีเครื่องรุ่น เจนทู ที่มีพลังงาน 200-250 กิโลวัตต์ และทำความเร็วได้ราว 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าไม่น้อยหน้า ฟอร์มูล่า วัน เท่าไหร่นัก

ฟอร์แมตการแข่งขันของ ฟอร์มูล่า อี ก็จะคล้าย ฟอร์มูล่า วัน แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว โดยจะเป็นการเก็บคะแนนสะสมรายสนามเช่นกัน มีรอบทดสอบรถ 2 รอบ ต่างจาก เอฟวัน ที่มี 3 รอบ ซึ่งก่อนวันแข่ง จะมีรอบจัดอันดับ และในวันแข่งขันจะเป็นรอบ เมนเรซ

การแข่งขัน 1 ฤดูกาล จะมี 13 สนาม ซึ่งสนามสุดท้ายที่ บรูคลิน สตรีท เซอร์กิต จะแข่งขันกัน 2 สัปดาห์ โดยผู้ชนะจะมีทั้งประเภททีม และ ประเภทบุคคลเช่นกันกับฟอร์มูล่า วัน

แต่ในส่วนของจำนวนรอบ แข่งขันกันโดยใช้ระยะเวลาสั้นกว่า เอฟวัน เนื่องจากข้อจำกัดในแง่ของพลังงาน ทำให้ทุกสนามจะถูกคำนวณจำนวนรอบ โดยเอาเวลา 45 นาทีเป็นที่ตั้ง ว่ารถจะสามารถวิ่งได้จำนวนกี่รอบ และเมื่อได้จำนวนรอบที่คำนวณออกมาแล้ว จะบวกไปอีก 1 รอบ ทำให้การแข่งขันแต่ละ อีปรีซ์ (ePrix : เปรียบเสมือนคำว่า กรังด์ปร๊ซ์ ใน เอฟวัน) จะกินระยะเวลาราว 50 นาทีด้วยกัน 

แฟนนั้นสำคัญไฉน?

นอกจากเรื่องของ พลังงานไฟฟ้าและความตื่นเต้นในแง่ของความเร็วแล้ว สิ่งที่ทำให้ “เอฟอี” มีความสนุก ตื่นเต้น น่าสนใจ และคาดเดายากในแต่ละสนาม คือในส่วนของแฟน ๆ นั่นเอง เพราะ ทางฝ่ายจัดจะมีกิจกรรมที่เรียกว่า แฟนส์ บูสต์ (Fans Boost) คือการเปิดให้แฟน ๆ โหวตนักแข่งที่ชื่อชอบ ในแต่ละสนามด้วย

โดยคนที่ได้ผลโหวตมากที่สุด จะได้รับการบูสต์ (Boost) จากแฟน ๆ จริง โดยฝ่ายจัดอนุญาตให้นักขับคนนั้นใช้พลังงานเพิ่ม 100 กิโลจูลล์ ในช่วงพยายามเร่งเครื่องแซง ซึ่ง พลังงานดังกล่าวดูเหมือนจะไม่มาก เพราะมันไม่ถึง 1 กิโลวัตต์ แต่มันทำให้อัตราเร่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการขับขี่ และจะมีผลในการแข่งขันจริง

ซึ่ง เอฟอี เป็นกีฬาชนิดแรก และ ชนิดเดียวของโลก ที่อนุญาตแฟน ๆ มามีส่วนต่อการแข่งขัน ซึ่งนั่นอาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การแข่งขันรายการนี้ เป็นการแข่งขันที่ไม่สามารถคาดเดาผลได้ง่าย ๆ และ ทำแชมป์ตลอด 4 ฤดูกาลที่ผ่านมา ไม่เคยซ้ำหน้ากันเลยสักคนเดียวด้วย

การแข่งขันแห่งอนาคต

ในขณะที่ ฟอร์มูล่า วัน มีการถกประเด็นถึงการใช้เครื่อง ไฮบริด เพื่อประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีของค่ายผู้ผลิต แต่ ฟอร์มูล่า อี เลือกจะใช้พลังงานทางเลือกในการแข่งขันของพวกเขาไปแล้ว นั่นแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ และการมองการไกล

ในข้อนี้เองที่ทำให้ เอฟอี พัฒนาอย่างก้าวกระโดด และมีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลก ให้ความสนใจจะเข้าร่วมการแข่งขันนี้อยู่เรื่อย ๆ โดยจากรายงานล่าสุด ระบุว่า ยักษ์ใหญ่วงการยานยนต์อย่าง เมอร์ซีดีส และ แบรนด์สุดยอดลักซูรี่ คาร์ อย่าง พอร์ช ก็กำลังเดินหน้าเจรจากับทางฝ่ายจัดการแข่งขัน เพื่อส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันต่อไปในฤดูกาล 2020 นี้ด้วย

จากที่เล่ามา ทั้งเรื่องพลังงานไฟฟ้า, พลังงานสีเขียว และ ฟอร์แมตการแข่งขันที่น่าสนุก รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของแฟน ๆ ที่ยังไม่มีกีฬาชนิดไหนกล้าทำ ถ้าทั้งหมดนี้ ไม่เรียกว่าการแข่งขันแห่งอนาคต

…ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรแล้วล่ะครับ