สัญญาที่อาจนำมาซึ่ง “สงคราม” ระหว่าง “สโมสร” และ “นักเตะ” อีกครั้ง

8 May 2020
38 VIEWS

หลังจากข้อพิพาทระหว่างสโมสรในพรีเมียร์ลีก กับ บรรดานักเตะในเรื่องการหักเงินค่าเหนื่อยเพื่อช่วยทีมราว 30% ดูเหมือนจะจบลงไปหลังการกำเนิดขึ้นของ #PlayerTogether โครงการที่แสดงออกถึงเจตจำนงค์ของของพวกเขาที่ต้องการจะแสดงความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานบริการสาธารณสุขแห่งชาติ หรือ เอ็นเอสเอช ทำให้การเผชิญหน้ากันของสโมสร และ นักเตะ ลดลงความร้อนแรงลงและสถานการณ์ทั้งหมดก็คลี่คลายขึ้นตามลำดับ จนใครหลาย ๆ คนอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าต้นเดือนก่อนมีการเผชิญหน้านั้นเกิดขึ้น

ผ่านมา 1 เดือน ข่าวการเผชิญหน้ากันระหว่างสโมสร กับ นักเตะ ประทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “โปรเจค รีสตาร์ต” ถูกวางโครงการขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว และ หนึ่งในนั้นมีเงื่อนไขเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในเวลาต่อมา แต่มันก็กลายมาเป็นเรื่องเป็นราว และเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่าง ทีม กับ ผู้เล่น อีกครั้งจนได้ เงื่อนไขที่ว่านั้น คือการให้นักเตะ ทีมงาน และ ผู้ที่จะมีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องเช็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อที่จะอำนวยการกลับมาของพรีเมียร์ในครั้งนี้ให้เกิดขึ้น

โดยสาระสำคัญของการเช็นสัญญาในครั้งนี้ คือเป็นการรับรู้ และ ยอมรับเงื่อนไข รวมถึงพร้อมที่จะตกลงปลงใจในการปฏิบัติตามคำแนะนำของ “โปรเจค รีสตาร์ต” เพื่อให้พรีเมียร์ลีก กลับมาเตะกันได้อีกครั้ง แต่นั่นแหละที่เป็นปัญหา เนื่องจากเงื่อนไขที่ระบุในโปรเจคการกลับมาของพรีเมียร์ลีกครั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนอีกหลายอย่าง นั่นทำให้ มีนักเตะจากสโมสรชั้นนำจำนวนหนึ่ง ไม่พอใจ และยืนยันว่าจะไม่มีการลงนามในสัญญาฉบับนี้

ปัญหานี้อยู่ตรงที่ พวกผู้เล่นไม่พอใจข้อจำกัดทางกฎหมายซึ่งสโมสรสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในกรณีที่มีการติดเชื้อเกิดขึ้นกับพวกเขา และเงื่อนไขดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน จนกว่าจะมีการสรุปร่วมกันระหว่าง 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีก, ทางลีก, ทีมแพทย์ และ อาจรวมไปถึงรัฐบาลของสหราชอาณาจักร ซึ่งพรีเมียร์ลีกเอง รู้ดีว่าการจะมารอคนทุกฝ่ายตกลงกันได้จะกินเวลาโดยใช่เหตุจึงร่างแบบฟอร์มที่มีกฎครอบคลุมเพื่อให้คนทั้งหมดเช็นก่อนและกลับมาทำงานกันในสนามซ้อมได้อย่างทันทีโดยไม่ต้องรอข้อสรุป

แหล่งข่าวจากพรีเมียร์ลีก ยืนยันว่า แบบฟอร์มดังกล่าวจะไม่ไคลอบคลุมในเรื่องที่ ไร้ความรับผิดชอบรับผิดชอบอย่าง การปล่อยตัวผู้เล่นออกไปจากทีมแน่นอน แต่ทว่ายังไม่มีใครสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำเช่นกัน โดยพวกเขาบอกว่านี่เป็นเพียงหนทางในการต่อสู่กับโรคระบาดที่เกิดขึ้นในตอนนี้เท่านั้น และการทำไปทั้งหมดก็ทำไปเพื่อให้ฟุตบอลกลับมาเตะกันได้อีกครั้ง

แต่ถึงอย่างนั้น นักเตะ และ สตาฟฟ์โค้ช ระดับแนวหน้า ยังเชื่อและวิตกกังวลว่าการลงนามในแบบฟอร์มดังกล่าวจะส่งผลในแง่ลบต่อพวกเขาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในแง่ของผลกระทบที่จะได้รับ และพวกเขายังสงสัยถึงการจัดการกับนักเตะในยามทีมพวกเขาถูกตรวจว่ามีเชื้อ โควิด-19 ในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยกันด้วยว่า สโมสรจะสามารถถูกฟ้องร้องจากบรรดานักเตะได้หรือไม่อีกด้วย หลังจากทีมงาน และ นักเตะ ยินยอมช็นสัญญาฉบับดังกล่าวไป

มีความเห็นเพิ่มเติมจาก อูโด ออนแวร์ หุ่นส่วน และ หัวหน้าฝ่ายกีฬาของสำนักทนายความ เบรย์ แอนด์ คราส ซึ่งทำงานเกี่ยวกับกฎหมายทางกีฬากับนักเตะมาเป็นระยะเวลายาวนาน เชื่อว่า “อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการร่างแบบฟอร์มอะไรสักอย่างขึ้นมาก มันก็ค่อนข้างชัดเจนว่า สโมสรพยายามหาทาที่จะแยกตัวเองออกจากปัญหา และหาทางที่จะไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น”

ต้องเข้าใจว่าก่อนหน้านี้สโมสรกับนักเตะเอง ก็ไม่มีความไว้เนื้อเชื้อใจกันมาก่อนแล้วเป็นทุนเดิม จากกรณีการพยายามหักเงินพวกเขาเพื่อเอามาช่วยทีม และที่นักเตะระดับท็อปจากสโมสรใหญ่ ตั้งแง่เป็นพิเศษไม่ต่างจากคราวก่อน เนื่องจากผลกระทบจากสัญญาของพวกเขา ย่อมแพงกว่านักเตะระดับกลาง ๆ หรือ ระดับล่างลงไปอยู่แล้ว และถ้าจำกันได้ นักเตะที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการ #PlayerTogether ส่วนมากล้วนเป็นนักเตะชั้นนำ ค่าเหนื่อยแพง ที่ส่วนมากมาจากสโมสรใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น

การออกมาเผชิญหน้ากันเหนือสัญญาที่ยังไม่ชัดเจนในครั้งนี้ เราสามารถเข้าใจทั้งเจตนาและเหตุผลของทั้งสองฝ่ายได้อย่างไม่ยาก ฝั่งหนึ่งต้องการความเร็วในการดำเนินการเรื่องต่าง ๆ เพื่อที่จะให้สุดท้ายแล้ว ฟุตบอลสามารถจะดำเนินไปตามแผนการณ์ที่มันควรจะเป็น แต่อีกฝั่งก็มีเหตุผลที่ไม่ไว้ใจในความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้น ซึ่งมันเป็นครั้งที่ 2 เป็นอย่างน้อยที่ความไม่ชัดเจนที่พวกเขาต้องเผชิญมาจากนายจ้างของพวกเขาเอง

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้าแล้วปล่อยให้ปัญหาคาราคาซัง ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับพรีเมียร์ลีก ในการเดินหน้า “โปรเจค รีสตาร์ต” สักเท่าไหร่นัก อันที่จริงแล้ว ทั้งพรีเมียร์ลีก และ นักเตะก็ตามมีแผนที่อยากจะกลับไปเตะให้ฤดูกาลลุล่วงลงไปเหมือนกัน

ดังนั้น อาจจะดีกว่าไหม ถ้าพวกเขากลับมานั่งตกลงกันเพื่อหาจุดที่ลงตัว เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ และโปรเจคการกลับไปเตะกันของพรีเมียร์ลีก จะเดินหน้าต่อไปได้ด้วยดี…อีกครั้งหนึ่ง