#footballquote สิ่งที่ดาวซัลโวทุกคนต้องเจอ

23 October 2018
1,145 VIEWS

“ซาลาห์ ยิงได้แล้ว เขาเป็นนักเตะที่ดีจริง ไม่ใช่มาฉาบฉวยแบบแสงแวบ ๆ บนกระทะ ดาวซัลโวทุกคน ไม่ว่าจะเก่งขนาดไหนล้วนต้องผ่านช่วงเวลาปืนฝืดอะไรไม่เป็นใจทั้งนั้น”

แกรี่ ลินิเกอร์

 

ประโยคข้างต้นเป็น “ทวีต” โดยอดีตดาวยิงที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเกาะอังกฤษ แกรี่ ลินิเกอร์ ที่ปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการ Match of the Day ทาง “บีบีซี” นะครับ

ส่วนตัว (ซึ่งเป็นกองหน้า) ได้ยินประโยคนี้มาตั้งแต่เริ่มเล่นฟุตบอล และจำความได้ ซึ่งน่าจะราว ๆ ประถม 3 หรือ 4 นะครับในยุคที่อ่าน “สตาร์ซอคเกอร์” แมกกาซีนรายสัปดาห์ที่ต้อง “จองคิว” ไว้กับป้าปากซอย

ไม่งั้นจะหมด หรือบางทีมาไม่ตรงเวลาจากวันจันทร์ก็อาจเลทไปถึงพฤหัสบดีก็มีนะครับ

ไม่ง่ายเลยยุคนั้น ประมาณ พ.ศ.2524 นะครับ (555 นานมาก…) สำหรับการจะเสพสื่อกีฬาดี ๆ

ก็เป็น “พี่ ย.โย่ง” แหละครับที่ถ่ายทอดจากสื่ออังกฤษมาเป็นภาษาไทยให้ผมได้ยินได้ฟังได้อ่านเป็นครั้งแรก และจำมาตลอด

เสมือนเป็น 1 ในประโยคคลาสสิคตลอดกาลของ “ภาษาลูกหนัง” เหมือนกัน

ครับ “กองหน้าทุกคนต้องมีช่วงเวลาแบบนี้ ช่วงปืนฝืด ไม่ว่าจะเก่งฉกาจขนาดไหนก็ตาม!”

โม ซาลาห์ ก็ไม่ต่างกันนะครับ ดังนั้นกับจังหวะยิงในเกมฮัดเดอร์สฟิลด์ที่เป็น “สัญชาตญาณ” ล้วน ๆ จากการไหลของ เซอร์ดาน ชาห์คิรี่ จึงน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี

ไม่นับ “โอกาส” อีกหลายหนระดับภาษาอังกฤษเรียกว่า “half chance” หรือโอกาส 50-50 ทำนองว่า เข้า/ไม่เข้าเป็นไปได้หมด

หรือในวันดี ๆ ลูกแบบนี้ “เข้าแน่”

หรือในช่วงสด ๆ เช่น ซีซั่นก่อน โดยเฉพาะตอนปลายฤดูกาลเราจะได้เห็น “เจ้าชายอียิปต์” ยิงเป็นเข้า ยิงเป็นเสียบตาข่าย

ใช้โอกาส “ไม่เปลือง” เลย และอีกคำ คือ clinical สุด ๆ (คมสุด ๆ)

ประมาณว่า “จังหวะ” แบบเกมกับ “เดอะ เทอร์เรียร์ส” คงเป็นได้สัก 2-3 ประตูหากเป็นซีซั่นก่อนของซาลาห์

แต่เมื่อประตูที่ 4 จาก 7 นัดพรีเมียร์ลีกมาแล้ว สิ่งดี ๆ น่าจะตามมาจาก “สถิติ” ตอนนี้ที่ไม่ “หล่อเหลา” เอาการนักเลย:

4 ประตู, 0.44 ประตู ต่อนัด, 36 โอกาสยิง, เข้ากรอบ 15 ครั้ง และพลาดแบบ big chance 6 ครั้ง จากทั้งหมด 7 นัดที่ลงสนาม

ตีความได้ว่า หากการพลาด big chance เปลี่ยนเป็นสกอร์ได้สัก 3 จาก 6 ครั้ง ซาลาห์ก็จะมีสถิติ ยิง 7 ประตูจาก 7 นัดอันทำให้ฟังดูแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรใด ๆ

นอกเหนือจาก “ผลงาน” แปรรูปเป็นสถิติข้างต้น สาวก “เดอะ ค็อป” ต้องเข้าใจในแนวทางการเล่นของ เยอร์เก้น คลอปป์ ในฤดูกาลนี้ด้วยเช่นกัน

ลิเวอร์พูลไม่ได้เล่น high pressing เหมือนซีซั่นก่อน ดังนั้นโอกาสจะ “เพรสซิ่ง” ชนะได้บอลแล้วโต้กลับในแดน “อันตราย” ของคู่ต่อสู้พร้อม ๆ กับได้ลุ้นทำประตูทันทีจึงมีน้อยกว่าเดิม

นั่นไม่ได้ส่งผลกับซาลาห์เท่านั้น แต่เป็น “เกมรุก” ทั้งระบบ

ตรงกันข้าม “เกมรับ” ทั้งระบบกลับได้รับการ “ป้องกัน” สอดซ้อนกันด้วย “ไลน์” มากกว่าเดิม เฉพาะอย่างยิ่งแดนกลางที่ช่วยบาลานซ์สถานการณ์จากรุกเป็นรับ มากกว่าจะทำหน้าที่ส่งเสริมตอนรับเป็นรุกเหมือนที่ผ่านมา

ดังนั้น ถึงตอนนี้ ลิเวอร์พูลได้สร้าง “แพลตฟอร์ม” สำหรับลุ้นแชมป์ นั่นคือ เสียประตูยาก และรับดีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่เกมรุกก็ไม่เป็นไรกับ “ชัยชนะ” ด้วยผลต่าง 1-2 ลูกไม่ต้องถล่มยับเหมือนแมนฯซิตี้ก็ได้

ขอเพียงแค่แต้มเกาะกันไปเรื่อย ๆ และขอให้บรรดาแนวรุก ซาลาห์, มาเน่, เฟียร์มิโน่, สเตอร์ริดจ์ ฯลฯ

“ไม่ฝืด” พร้อม ๆ กันเป็นพอครับ