#footballpoints บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

ผมพยายามมองแบบนี้นะครับว่า “ผลเสมอ” 0-0 จากแอนฟิลด์ จัดว่า “ดีงาม” กับทุกฝ่าย และฉายภาพชัดเจนก่อนเบรกทีมชาติ ว่า “3 ทีม” หัวตาราง คือ ทีมลุ้นแชมป์อย่างแท้จริงหลังผ่านนัดที่ 8 ของฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แมนฯซิตี้, เชลซี และลิ เวอร์พูล ต่าง “ไม่แพ้” ใคร และมี 20 แต้มเท่า ๆ กันโดย “แชมป์เก่า” ซิตี้ รั้งจ่าฝูงด้วยประตูด้วยได้เสียดีที่สุด

เชลซี มีโอกาสแซงเป็น “จ่าฝูง” ชั่วคราวหลังเอาชนะเซาแธมป์ตัน 3-0 ในคู่ที่ 2 ของซูเปอร์ซันเดย์

ดังนั้น 1 แต้มจาก แอนฟิลด์ กับผลงานโดยรวมของ เป๊ป ที่เป็นรอง เยอร์เก้น คลอปป์ จึงจัดว่า “ไม่ขี้เหร่”

ลิเวอร์พูลก็เช่นกันที่ดูเหมือนจะ “ต้องการ” เบรกทีมชาติครั้งนี้มากกว่าทุกทีมหลังโดนโปรแกรม “โหดมาก” ถึงมากที่สุดจน ”หลอน” กับคำพูดว่า 7 นัด 22 วันที่สุดท้าย “ลงเอย” แบบประคองตัว

ไม่ชนะ 4 นัดสุดท้ายที่เสมอ 2 และแพ้ 2 หลังชนะรวดใน 3 เกมแรก…

เกมจากแอนฟิลด์ ผมมองว่า เป็นเกม “แท็คติกส์” และ “เทคนิค” มากกว่าจะตั้งหน้าตั้งตาบุก หรือ “เพรสซิ่ง” กันโหด และ “เกมเร็ว” เหมือนที่เจอกันในปีก่อน

ผมตอบไม่ได้นะครับว่า เพราะอะไร?

ก่อนเกมได้ “ประเมิน” อยู่เหมือนกันว่า นี่เป็นนัดสุดท้ายก่อนจะเบรก “ฟีฟ่าเดย์” ประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนั้นเราอาจจะได้เห็นบอล “ทิ้งทวน” หรือไม่ต้องห่วงการวางแผนเก็บแรง และเตรียมทีมสำหรับถัดไป

เฉพาะอย่างยิ่ง ลิเวอร์พูลที่แฟน ๆ ไม่ได้เห็น gegenpressing และ high pressing อันเป็นจุดขายเลย

เกมนี้ก็เช่นกันครับ “ภาพรวม” แม้จะมีจังหวะที่หงส์แดง “ดันสูง” บ้าง แต่สปีดบอล และความ aggressive เทียบไม่ได้กับซีซั่นที่ผ่านมา

มันไม่มีการ “ไล่ล่า” (chasing) หรือ “กดดัน” และบีบด้วยความดุดัน (aggressive play) คือ มันจะได้ความรู้สึกแค่ประมาณเกียร์ 3 หรือ 4

รูปแบบการเล่นลักษณะนี้ไม่ได้บอกว่า “ผิด” แต่มันแค่ไม่ใช่ “จุดเด่น” ของคลอปป์ และลูกทีมที่จะ “อันตราย” ที่สุดตอนเล่นเร็ว, หนักหน่วง และดุดัน

ตรงกันข้าม เป๊ป และนักเตะซิตี้ “พอใจ” กับการค่อย ๆ เซ็ตบอลมากกว่า และเกมนี้ยังระมัดระวังด้วย “แท็คติก” ทิ้งกองหลังไว้อย่างน้อย 3 คนซึ่งจะเป็น ลาปอร์ต, สโตนส์ และวอล์คเกอร์ เป็นหลัก ไม่นับกองกลางอีก 1 คน เฟอร์นันดินโญ่ คอยช่วย

ดังนั้น เกมโต้กลับเร็วของลิเวอร์พูลให้ 3 ประสาน: มาเน่-เฟียร์มิโน่-ซาลาห์ จึงมักถูกโคเวอร์ไว้เสมอ ๆ

ซาลาห์มีโอกาสมากกว่าทุกคน แต่ยิงไม่เข้าเป้าเลย และลิเวอร์พูลจบแมตช์นี้ด้วยสถิติยิงเข้ากรอบเพียง 2 ครั้ง และเกือบพลาดเสียจุดโทษท้ายเกมที่ยังดี ริยาร์ด มาห์เรซ ซัดเหินข้ามคาน

คือ เรา ๆ ท่าน ๆ ไม่ได้เห็นฟุตบอล “เอนเตอร์เทน” ที่สุด และเห็นทั้งลิเวอร์พูล และแมนฯซิตี้ ที่ดีที่สุดใน Mood การเล่นที่ดีที่สุด

เฉพาะอย่างยิ่งลิเวอร์พูลที่คงหวังให้การเบรก 2 สัปดาห์ครั้งนี้จะ “ทะลาย” โมเมนตัม “ขาลง” ของทีมได้ก่อนนจะกลับมาเจอกับฮัดเดอร์สฟิลด์ วันที่ 20 ต.ค.

ซิตี้ กับโอกาสยิงเข้ากรอบ 3 หน และได้ยิงเพียง 7 ครั้งกับภาพรวมที่ก็ไม่ได้ “คอนโทรลเกม” เหนือกว่าแบบชัดเจนในสไตล์ตัวเองก็ต้อง “รับได้” กับผลการแข่งขันแบบนี้

โดยหลังจากผ่านมาประมาณ 1 ใน 4 ของฤดูกาลแล้วยังไม่แพ้ และเป็น “จ่าฝูง” และเควิน เดอ บรอย เตรียมคัมแบ็ก

ผมมองว่า เป๊ป ก็คงโฟกัสไปที่การเบรก และรอกลับมาเตะนัดที่ 9 กับเบิร์นลีย์ ในบ้านเช่นกัน

ฟุตบอลเกมนี้ จริง ๆ ยังอาจเรียกได้ว่าเป็นแมตช์ที่ต่างฝ่ายต่าง “เคารพ” ในกัน และกัน

จะไม่มีผลีผลามให้เพลี้ยงพล้ำ แต่จะระมัดระวัง ไม่ commit นักเตะถาโถมบุกตะลุยเกมรุกจนอาจพลาดท่าเกมรับ

ซิตี้ก็ไม่ได้เพรสซิ่งอะไรมาก และเล่นด้วยจังหวะ กับ “เทคนิค” เป็นสำคัญ

ดังจะเห็นได้ว่า ซาลาห์ มีพื้นที่ และเวลามากกว่าทุกนัดในช่วงหลายแมตช์หลัง และมีโอกาสลักษณะที่หากเป็นซีซั่นก่อนต้องได้ลุ้นกว่านี้

ดังนั้น บทสรุปเกมนี้จึงไม่ได้มีอะไร “เสียหาย”

เว้นเสียแต่บอลอาจดูไม่สนุกนัก และไม่ได้เป็นตามคาดหวัง อาจจะเพราะ “ประตูแรก” ไม่มาด้วย

ดังนั้นทั้ง 2 ทีมจึงพอใจ “ไม่เสีย” มากกว่าจะ “จะได้” เกมจึงจบลงแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นครับ



RELATED POSTS

Story

เลอบรอน : ผมไม่ได้ย้ายมาเลเกอร์สเพื่อเล่นหนัง

SPORTDesk. Team

บาสเก็ตบอล NBA กำลังจะเริ่มเข้าสู่ช่วงการแข่งขันอุ่นเครื่องหรือปรีซีซั่นกันแล้ว ก่อนที่ Regular season จะเปิดฉากจริงจังในช่วงกลางเดือน ต.ค. โดยเวลานี้ตามธรรมเนียมของวงการบาสเก็ตบอลสหรัฐ มีการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และคนที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้น เลอบรอน เจมส์ ซูเปอร์สตาร์อันดับต้น ๆ ของ NBA

Story

หงส์เด็ดแบบนี้ 126 ปีจะมีสักครั้ง

SPORTDesk. Team

แม้เหล่าเดอะค็อป กองเชียร์ลิเวอร์พูล จะไม่ได้เฉลิมฉลองกับตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ มาตั้งแต่ฤดูกาล 1989-90 แล้ว แต่สำหรับฤดูกาลนี้พวกเขาเหล่านั้นเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง จากการที่แข้งลิเวอร์พูล สามารถทำสถิติออกสตาร์ตฤดูกาลดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ในรอบ 126 ปี จากการเล่นผ่านไป 15 นัด

Thought

ผ่าฝีผีฝ่าวิกฤติ

มาริโน่

ระหว่างดูศึกผ่าเมืองแมนเชสเตอร์ โดยที่ “ซิตี้” ไล่กด “ยูไนเต็ด” เหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กน้อย ผมมีคำถามหลายข้อที่คงไม่ต่างจากความสงสัยของเหล่าแฟนผี