#footballmanagement สัญญิง “สัญญา” ดิ้นได้

17 October 2018
644 VIEWS

ช่วงไม่กี่วันมานี้ได้ยินข่าวบ่อย ๆ จากหลายสำนักว่า ทีมปิศาจแดง แมนฯยูไนเต็ด “เตรียมเหนื่อย” กับสัญญานักเตะในทีมมากถึง 11 คนจะหมดลงซัมเมอร์หน้า มิ.ย.2019

นั่นหมายความว่า ทั้งหมด สามารถย้ายไปเตะต่างแดนได้ในเดือน ม.ค.2019 หรือย้ายไปไหนก็ได้รวมถึงในพรีเมียร์ลีกในซัมเมอร์หน้า

แบบฟรี ๆ!!!

ผมแอบตั้งคำถามนะครับ “เป็นไปได้หรือ?”

กล่าวคือ แม้ เอ็ด วู้ดเวิร์ด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีม อาจจะดู “งุ่มง่าม”, “งุนงง” หรือ “ไม่สันทัด” ทะมัดทะแมงกับการเจรจาซื้อขายนักเตะไม่ว่าจะทำเอง หรือให้ทีมงานปฏิบัติ

แต่ในเรื่องการทำธุรกิจทั้งธุรกิจใหม่ หรือดั้งเดิม

“พี่เอ็ด” ไม่น่าพลาด เฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกี่ยวข้อง “นักเตะ” ซึ่งถือเป็น “สินทรัพย์” (Asset) อย่างหนึ่งของสโมสร

กระทั่งสักเย็น ๆ เมื่อวานเวลาบ้านเรา (เย็นวันอังคารที่ 16 ต.ค.) ผมก็เริ่มเห็นมีสื่อ “ขยายความ” ประเด็นสัญญิง สัญญา ของแมนฯยูฯ ในครั้งนี้ออกมา

ใจความสำคัญของมันคือ นักเตะที่กำลังหมดสัญญา (ส่วนใหญ่จาก 11 คนในข่าว) ล้วนมี “เงื่อนไข” สอดแทรกว่า สโมสรฯสามารถต่ออายุสัญญาได้ 1 ปีเป็น “ออฟชั่น” ที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ

ตัวอย่างเช่น ดาวิด เด เกอา, อองโตนี มักซิญัล, อันโตนิโอ วาเลนเซีย ฯลฯ เอาแค่นี้ก่อนล้วนมี “เงื่อนไข” นี้แทรกในสัญญาหลัก

นั่นหมายความว่า แทนที่สัญญาจะหมดซัมเมอร์ 2019 แท้จริงแล้วในทาง “เทคนิค” (ขอใช้คำเท่ห์ ๆ แล้วกัน) สัญญาจะหมดซัมเมอร์ 2020

เพราะทีมปิศาจแดงคง “ฉลาด” พอจะไม่เสียนักเตะไปฟรี ๆ อย่างแน่นอน

งานนี้ สาวกปิศาจแดง สบายใจได้ครับ

ผมเลือก Manchester Evening News แล้วกันนะครับที่ระบุ (5 คน) ว่า เด เกอา, มักซิญัล, มัตเตโอ ดาเมียน, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, อันเดรียส เปไรร่า ต่างมี “ออฟชั่น” บังคับต่อสัญญาออกไปกับทีมอีก 1 ปี

หรือก็คือ ให้คิดซะว่า 5 คนนี้สัญญาหมดซัมเมอร์ 2020

ส่วนที่ไม่มี “เงื่อนไข” ขยายสัญญา 1 ปี (4 คน) คือ ฮวน มาตา, อันเดร์ เอร์เรร่า, คริส สมอลลิ่ง, ฟิล โจนส์ ที่ 2 รายแรกมีสิทธิ์ย้ายกลับไปสเปน

โดยผู้เล่นที่มี “เงื่อนไข” แล้วได้ใช้สิทธิ์ไปแล้วประกอบด้วย (2 คน) ลุค ชอว์, แอชลีย์ ยัง หรือก็คือ สัญญาหมดตั้งแต่ซัมเมอร์ 2018 แล้ว แต่ได้ใช้สิทธิ์ขยาย 1 ปีแล้วไปจนถึงซัมเมอร์ 2019

ลุค ชอว์ ที่ผลงานดีทางฝั่งซ้ายไม่น่ามีปัญหาในการต่อสัญญาฉบับใหญ่ระดับ 150,000 ต่อสัปดาห์ออกไปสบาย ๆ ส่วนอาจารย์ยัง คงต้องลุ้นไปก่อน ณ วัย 33 ปี

ข้างต้น คือ 11 รายชื่อ หรือ “ครบทีม” พอดี ทว่าดูแล้วไม่น่าห่วง

เพราะ 5 ชื่อแรกหากไม่ “โอเค” ก็ต่อสัญญาแล้วขาย, 4 รายชื่อถัดมาน่าห่วงตรง มาตา เพราะไม่ค่อยได้รับโอกาส และอายุเริ่มมาก แตะ 30 ปีแล้ว ขณะที่เอร์เรร่า ดูรักทีม และแฟน ๆ ก็รัก

โดยสมอลลิ่ง และโจนส์ ดูทรงแล้วจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด…ด้วยความเคารพนะครับ

2 ชื่อสุดท้าย ชอว์ ต่อแน่ ๆ ขณะที่ แอชลีย์ ยัง จะอยู่หรือไปมีค่าเท่ากัน

รวมความแล้ว ม.ค.2019 เราน่าจะได้เห็นหัวเห็นหาง และจะได้เห็นด้วยว่า หลัง “เขย่า” นักเตะที่มี กับชั่งน้ำหนักนักเตะใหม่ที่เล็ง ๆ ไว้ดูแล้ว โจเซ่ มูรินโญ่ จะเสริมทัพ และเขี่ยใครออกไป อย่างไรใน “ตลาด รอบ 2”

ผมเขียนเรื่องนี้ทำไม?

ตอนแรกยอมรับครับว่า “งง” และพยายามหาเหตุผลว่า แมนฯยูฯ จะไม่รอบคอบในการบริหารสัญญาขนาดนี้เชียวหรือ?

สุดท้ายพอได้คำตอบเรื่อง 1 year extension หรือ “ออฟชั่น” ต่ออายุ 1 ปีจึงถึง “บางอ้อ” ว่า ทีมปิศาจแดงไม่ธรรมดามาก ๆ และถือว่าได้ exercise อำนาจในการ “ต่อรอง” สัญญานักเตะถึงขีดสุด

เพื่อ “รับประกัน” ไม่ให้เกิดกรณีนักเตะอยู่จนหมดสัญญาเหมือนที่ อาร์เซนอล กำลังจะเจอกับ แอรอน แรมซีย์ หรือเชลซี เริ่มเสียว ๆ กับ เอแดง อาซาร์

ทั้งนี้ตามปกติแล้ว “การเจรจา” จะเริ่มอย่างจริงจังเมื่อสัญญาปัจจุบันเหลืออายุประมาณ 18 เดือน เช่น เจรจา ม.ค.2019 หากนักเตะสัญญาหมด ซัมเมอร์ 2020

หรือจะให้ดี คือ ตอนเข้า 2 ปีสุดท้ายของสัญญา (ไม่ต้องรอถึง 18 เดือน) ก็เริ่มดีลกันได้แล้ว

แต่แมนฯยูฯ มา “เหนือชั้น” เพราะเหมือนฟุตบอลที่ได้สิทธิ์ “ต่อเวลา” จาก 90 นาทีออกไปอีก

หรือก็คือ มีอีก 12 เดือนโดยอัตโนมัติหากเจรจาแล้วไม่ลงตัว

นั่นแสดงว่า นักเตะแทบจะไม่มีสิทธิ์ หรือมีเปอร์เซนต์ในการ “ดึงเกม” จนหมดสัญญาได้เลย

เพราะจะยังมี “อีกกิ๊ก” ให้ต่อเวลาแล้วขายทอดตลาด!

เขียนถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึงสัญญานักเตะอาชีพบ้านเรา

มันแทบ “ตรงข้าม” นะครับ เพราะส่วนใหญ่สัญญาจะเป็น ปีต่อปี หรือ 1 ปีซึ่งนักเตะดูเหมือนจะพอใจ

สโมสรก็เหมือนจะชอบ

เพราะไม่ต้อง “เสี่ยง” จ่ายค่าเหนื่อยหลายปี และไม่ต้องจ่ายค่าเซ็น (เงินก้อน) ให้นักเตะแพง แต่อาศัยว่า จ่ายปีต่อปีได้ (หากจะขยายสัญญา)

นักเตะเองก็จะค่าเซ็นทุก ๆ ปี และได้ลุ้นค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี

แม้ในแง่ความ “มั่นคง” จะดูเหมือนมีน้อยก็ตามที

ทว่ากับนักเตะ “บิ๊กเนม” จริง ๆ โดยเฉพาะนักเตะไทย สัญญาจะยาวกว่า 1 ปี เช่น 2-3 ปีเป็นอย่างต่ำ แต่สโมสรก็ต้องจ่าย “ค่าเซ็น” เป็นเงินก้อนให้นักเตะทุกปีเช่นกัน

โดยระหว่างนี้หากย้ายทีม สโมสรใหม่ต้องจ่าย “ค่าซื้อ” ให้ทีมเก่า และต้องจ่าย “ค่าเซ็น” เป็นการส่วนตัวให้นักเตะ

ขณะที่นักเตะต่างชาติดูเหมือนจะชอบสัญญาปีต่อปี เพราะสามารถ “โก่งราคา” กับทีมใหม่ได้เต็มที่

เพราะทีมใหม่ไม่ต้องจ่าย “ค่าซื้อ” ให้ทีมเก่า ดังนั้นหากเล่นดีในปีนี้ก็จะสามารถ exercise สัญญาฉบับใหม่ไม่ว่าจะกับทีมเก่า หรือทีมใหม่ได้เต็ม ๆ ทุกปีไป

ที่น่าสนใจ บ้านเราไม่ได้มี “เงื่อนไข” ต่อสัญญา 1 ปีเหมือนแมนฯยูไนเต็ด

แต่มักมี “เงื่อนไข” ยกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญา (หากนักเตะเล่นไม่ได้ตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ เช่น ยิงประตูไม่ได้ หรือยิงได้น้อย)

ซึ่งถือเป็น “สิ่งแปลก” แต่ยอมรับได้ในลีกบ้านเรา

สุดท้ายนะครับ ผมขอเรียนว่า “สัญญา” คือ ข้อตกลงมีผลทางกฎหมายระหว่างผู้ทำสัญญาร่วมกัน

“สัญญา” ควรจะเห็นพ้องต้องกัน และยินดีที่จะ “ยอมรับ” ร่วมกันทั้งผู้ให้สัญญา และผู้รับสัญญา

เรื่องนี้ไป “ประยุกต์” ใช้ได้หมดนะครับในชีวิตจริงทั้งสัญญาการทำงาน, สัญญาเงินกู้ต่าง ๆ หรือสัญญาอะไรก็สุดแล้วแต่ที่ผมอยากให้ศึกษาดูดี ๆ

หรือไม่ก็ “ปรึกษา” ผู้รู้จริง ๆ เพราะอย่างที่เห็นจากกรณี แมนฯยูไนเต็ด นะครับว่า สัญญาสามารถ “ดิ้นได้” ขนาดไหน

สำคัญที่สุด คือ เมื่อจรดปากกาเซ็นสัญญาแล้ว มันคือต้องปฏิบัติตามทุกเงื่อนไข และข้อตกลงในสัญญาครับ

โชคดีทุกท่านฮะ…