Football Tribute: “5 ภาพจำ” ซีดาน

11 June 2018
239 VIEWS

ใครมี “ภาพจำ” เกี่ยวกับ ซีเนอดีน ซีดาน ลองมาเล่าให้ฟังกันหน่อยได้นะครับ…

ส่วนตัว เหลือเชื่อว่า ผมมี “ประสบการณ์ตรง” กับตาตัวเองในหลาย ๆ สุดยอด “ซูเปอร์โมเมนต์” ของ ซีเนอดีน ซีดาน จนเกิด “ภาพจำ” ประทับใจมากมายมาเล่าเพื่อ “ระลึกถึง” ยอดกุนซือที่เพิ่งประกาศวางมือกับ เรอัล มาดริด แบบช็อกโลก หลังพาทีมชุดขาวคว้าแชมป์ UCL สมัยที่ 3 ติดต่อกันครับ

1.
สมัยเริ่มอาชีพทำข่าวใหม่ ๆ บอลทัวร์นาเมนท์ใหญ่รายการแรกที่ผมได้รับคำสั่งมอบหมายให้ตามทำข่าว คือ “ยูโร 1996” ที่ประเทศอังกฤษ ครั้งนั้นฝรั่งเศสเริ่มมีดาวจรัสแสง ซิเนอดีน ซีดาน เป็นที่จับตา

อย่างไรก็ดี ผลงานใน “ยูโร” หนนั้นไม่ปังนัก เพราะรุ่นพี่อย่าง ยูริ จอร์เกฟฟ์ ดูจะนิ่งกว่า แต่ทว่านั่นก็คือ เวทีแรกที่โลกเริ่มรู้จักนักเตะ “โค-ตะ-ระ” เทคนิครายนี้ครับ

2.
แชมป์โลก 1998 โดยเฉพาะนัดไฟนอลกับ “เต็งหาม” บราซิลที่โหม่งแบบ “ผีบอก” 2 หนจากคอร์เนอร์เข้าประตูถือว่า “แจ้งเกิด” ซีดานอย่างเป็นทางการในฐานะ “ฮีโร่” ของชาติ พาฝรั่งเศสได้แชมป์โลกสมัยแรกในแผ่นดินตัวเองพร้อม ๆ กับ “ช่วงพีค” การเล่นระดับสโมสรกับยูเวนตุส

พร้อมเริ่มจะ “ตอกย้ำ” คำว่า ลีลาเต้นระบำบนฟลอร์หญ้า ขึ้นมา…

3.
อย่างไรก็ดี “โลกต้องรอ” อีก 2 ปี หรือรอบอล “ยูโร 2000” ณ แผ่นดิน เบลเบียม –เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็น “เจ้าภาพร่วม (ครั้งแรก)” ที่ซีดาน “ออกฟอร์ม” ดีที่สุด ละเมียด ละไมที่สุดของตัวเองออกมา

ทัวร์นาเมนท์ดังกล่าว ผมเอง (อายุน้อยกว่าซีดาน 1 ปี) มีโอกาสได้ทำข่าวฟุตบอลระดับโลกถึงสถานที่จริงครั้งแรกด้วยเช่นกันหลังช่วงเวลาปฏิบัติการที่อังกฤษตั้งแต่ปี 1997 ที่มีโอกาสได้ชมเฉพาะพรีเมียร์ลีกเท่านั้น

แน่นอนครับ “โกลเดนโกลด์” ผมได้เห็น ได้ดูการกระชาก (เหมือนช้า แต่พริ้วผ่านคู่แข่งราวซามูไร “ชักกระบี่” ออกจากฝัก) ได้เห็นลีลาการบังคับ คอนโทรลบอลโดยตัวไม่หยุดเคลื่อนไหวแบบสด ๆ

เหนือสิ่งอื่นใด “ซีดานเทิร์น” อันเลื่องชื่อที่พวกเรา ชาวโลก “ตกหลุมรัก” ครับ

4.
ค.ศ.2003 ในศึกคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ ณ แดนฝรั่งเศส น่าเสียดายที่ ซีดาน ไม่ได้ร่วมทัพของ ฌาคส์ ซองตินี่ มาด้วย เพราะยังติดเกมกับต้นสังกัด เรอัล มาดริด เหมือนกับนักเตะบราซิล โรนัลโด้ และโรแบร์โต้ คาร์ลอส ที่ไม่ได้ไปร่วมในฐานะแชมป์โลก 2002 เช่นกัน

ผมไปทำข่าวทัวร์นาเมนท์ดังกล่าวจึงชวดดูซีดานในช่วง มิ.ย.2003 หลังจากซัมเมอร์ก่อนหน้านั้นในปี 2002 ผมเองได้สิทธิ์ฐานะผู้สื่อข่าว “เดลินิวส์” ไปนั่งในสนาม แฮมป์เดน ปาร์ค กลาสโกว์ สกอตแลนด์ ชมเรอัล มาดริด เชือดเลเวอร์คูเซ่น 2-1 UCL Final

ที่สุด คือ ได้เห็น “จังหวะวอลเลย์” ด้วยเท้าซ้ายลูกนั้น “คาตา” ตัวเองครับ

5.
ฤดูกาล 2003/04, 2004/05 และ 2005/06 ถือว่า ผลงาน “ดร็อป” ลงไปจากมาตรฐานการเล่นอันสูงส่ง ขณะที่เกมระดับชาติก็แขวนสตั๊ดหลังจบ “ยูโร 2004” ที่แพ้ม้ามืด กรีซ (ที่ต่อมาได้แชมป์!)

อย่างไรก็ดี ซีดาน คัมแบ็กกลับมากู้สถานการณ์รอบคัดเลือกบอลโลกในฐานะ “กัปตันทีม” และพาทัพตราไก่ทะลุสู่รอบสุดท้ายที่เยอรมันได้สำเร็จ

ครับ ผมเดินทางไปเยอรมันทำข่าวศึก “บอลโลก 2006” อีกเช่นเคย และต้องบอกว่า “นี่คือ ที่สุดของซีดาน! กับทีมชาติครับ”

เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ปราบ บราซิล น่าจะกล่าวได้ว่าเป็นแมตช์ทีมชาติที่ “งดงาม” ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นประจักษ์กับตาว่า นักเตะ “คนเดียว” จะทำได้ขนาดนี้

เกมดังกล่าว ซีดาน “ทำลายล้าง” บราซิลทั้งทีมด้วยตัวคนเดียว และด้วยเทคนิคแพรวพราว และทำให้ฝรั่งเศสมีความหวังจนเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศกับอิตาลี

ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ “ช็อกโลก” หัวเขก มาร์โก้ มาเตรัซซี่ โดน “ใบแดง” นาทีที่ 110 ในเกมที่ยิงจุดโทษแพ้อิตาลีได้แค่รองแชมป์โลก

“แขวนสตั๊ด” ปิดฉากการเล่นฟุตบอลทั้งระดับชาติ และสโมสรนับจากนั้น


สุดท้าย เขียนมาซะนาน…แท้จริงแล้ว ซิเนอดีน ซีดาน ยังไม่ได้ไปไหน แค่ประกาศวางมือจาก 2 ปีครึ่งกุนซือ เรอัล มาดริด ณ วัย 46 ปีก็เท่านั้น

ทว่า “แปลก” แต่ “จริง” ที่สื่อมากมาย และคอลัมนิสต์ต่างพากันเขียน Tribute ชื่นชมผลงานซีดานกันอย่างกว้างขวาง ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นกับเค้าด้วย

จุดนี้นับว่าเป็นการ “ให้เกียรติ” ซีเนอดีน ซีดาน อย่างสูงครับ

เอาเป็นว่า ให้ซีดานได้พักบ้าง และไม่แน่ว่า หากฝรั่งเศสไปไม่ถึงรอบตัดเชือก “บอลโลก 2018”

เราอาจจะได้เห็นซีดาน กลับมาเร็วกว่าที่คิดครับ:)