ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันเป็น “การศึกษา”

ในฐานะคนชอบฟุตบอล ผมเคยพูดเสมอๆกับเพื่อนๆว่า “ฟุตบอล เป็น การศึกษา” เคยขยายความให้ เพื่อนที่สนทนากันบ่อยๆ บางคนที่ผมยังไม่เคยขยายความ ผมเลย ขอที่จะเอามาโพส ตรงนี้นะครับ

ต้องบอกคน ผมเล่นฟุตบอลไม่เอาหมาเลย แต่ สังเกตว่า ฟุตบอลไม่ใช่แค่เกมกีฬา แต่มันคือ การศึกษาเพื่อความเป็นสุภาพบุรุษ

1. หลายๆคนมองว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง แต่ มองให้ลึกจะพบว่า ในบางประเทศ กีฬาที่เป็นทีม เป็นวิชาบังคับสำหรับโรงเรียนผู้ชาย อย่างเช่น อังกฤษ นักเรียนถ้าไม่เรียน ฟุตบอล ก็ต้องเรียน รักบี้ ฝรั่งเศสเอง รักบี้ก็เป็นวิชาบังคับ เหมือนกัน

2. ไม่ใช่ว่าพวกเขาต้องการให้ คนทั้งประเทศ เป็นนักฟุตบอล เพราะดูจำนวนนักฟุตบอลและนักรักบี้ ของประเทศพวกนี้ก็ไม่ได้เยอะเท่ากันกับ บราซิล หรืออาร์เจนติน่า แต่ เพราะพวกเขามองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น “การศึกษา” ผ่าน “กีฬา” ที่เป็น “ทีมเวิร์ก”

(ปล. แม้ว่า อังกฤษจะได้แชมป์โลกแค่ หนเดียว และ ดีที่สุดคือการได้ที่ สี่ สองครั้งในฟุตบอลโลก แต่พวกเขายังเอา ฟุตบอล (และรักบี้) ป็นวิชาบังคับ เพราะมันเป็นมากกว่า กีฬา)

3. ฟุตบอล สอนให้คน “ทำงานเป็นทีม” แต่ละคนมีบทบาทของตัวเอง และบทบาทของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน หากว่า แต่ละคนไม่รู้บทบาท แต่ละคนจะ ตะบี้ตะบัน เลี้ยงลูกครองบอลยาวๆ ไม่จ่ายบอล และพยายามยิงประตูให้ตัวเองเป็นฮีโร่ ทีมจะเกิดะไรขึ้น

4. ขอยกตัวอย่างสุดโต่งที่ เยอรมัน เคยเห็น ทีมดอร์ทมุนด์ มา ฝึกสอนทีมที่ รร. ในจังหวัดสุพรรณบุรี เขาบอกว่า ฟุตบอลที่เด็กไทยเล่น ไม่ใช่ ฟุตบอลแล้ว เพราะลูกไปทางไหน คนยี่สิบคน (ยกเว้น ผู้รักษาประตูของแต่ละทีม) จะวิ่งไปไล่เอาลูกบอลมาเล่น “สิ่งนี้ไม่ใช่ฟุตบอล”

5. อันดับแรกที่พวกเขาสอนคือ แต่ละคน รักษาตำแหน่งของตนเองให้ดี และทำหน้าที่ ของตัวเอง โดยประสานกับ เพื่อนๆที่อยู่ข้างๆตัวเอง อีกสองคน (เช่น เป็น เซนเตอร์ฮาล์ฟ ก็ ดูเพื่อน เซนเตอร์ฯ อีกคน และ แบ๊ก ฝั่งตัวเอง หรือจะดู เพื่อนกองกลางตัวรับ) อีกคนเอาไว้เป็นสำคัญ

6. ฟุตบอล บอกอุปนิสัย คน เป็นเหมือนกระจกสะท้อน ให้ นักเรียนแต่ละคนคนรู้ว่า ในบริบท ที่ทำงานเป็นทีม ตัวองเป็นคนอย่างไร

7. เช่น บางคน ทำอะไรผิด โยนเพื่อนตลอด .. (เวลาทำงานก็จะถอดนิสัยนั้นไป) บางคน ไม่มั่นใจ ยืนหน้าประตูยังไม่กล้ายิง เพราะ ถวายพานให้เพื่อน บางคน ได้ลูกแล้ว เลี้ยงให้นานที่สุด เพราะอยากเป็น Dribbler บางคน หวงลูกมากๆ บางคน หาแพะ หลังจบเกมเสมอ บางคน ตำหนิฝั่งตรงข้ามว่าเล่นฟาล์ว ตลอดเวลา

8. การเล่นฟุตบอลแล้ว มีโค้ช (หมายถึงครูนี่แหละ) ที่คอยอ่านนิสัยเด็กในสนาม แล้ว อธิบายให้ฟัง (ไม่ใช่แค่ทางเทคนิค เช่น ทักษะการครองบอล การจ่ายบอล การยิง เซ้นส์การเล่น) แต่ยังรวมถึง “นิสัย” ของ ลูกทีมแต่ละคนเวลาที่เล่นกัน “เป็นทีม” แล้ว นั่นแหละคือบทเรียน ที่เด็กจะได้รู้ ว่าตัวเองเป็นอย่างไร

9. ฟุตบอล สอนให้เราแฟร์ ไม่มีใคร เล่นชนะได้ทุกเกม ปฏิกริยาต่อ “ความพ่ายแพ้” ไม่ว่าจะเป็นแพ้แบบ สมควรแพ้ หรือ แพ้แบบที่ เราคาใจว่า อีกทีมเล่นไม่แฟร์ หรือกรรมการไม่แฟร์ มันคือ “ส่วนหนึ่งของการศึกษา” ให้เด็กได้รู้ว่า “ความผิดหวัง” คืออะไร “ไม่มีใครชนะตลอดกาล” ถ้าแพ้ “ต้องยอมรับ” แล้ว “ปรับตัวเอง” ไม่ใช่ “ตำหนิเพื่อนร่วมทีม” ตำหนิโค้ช ตำหนิฝ่ายตรงข้าม ตำหนิกรรมการ

10. สำคัญมากๆ ฟุตบอลสอนให้เรารู้ว่า ในบริบทที่ ทุกคนอยู่ในกติกาเดียวกัน มีจำนวนคนเท่ากัน (อาจไม่เท่ากันตรงที่ บางคนตัวโตกว่า บางคนตัวเล็กกว่าบ้าง ก็ปกติสังคมที่ มีความแตกต่งกันอยู่แล้ว) เรา อาจจะเป็นคนที่ ด้อยกว่าคนอื่น เราจะเป็นหนึ่ง ตลอดไปไม่ได้ และ เราอาจจะเก่งด้านหนึ่ง แต่เราอจจจะ สู้คนอื่นในบางด้านไม่ได้ก็ได้

11. การเรียนรู้ ข้อดีของตัวเอง หรือขีดจำกัดของตัวเอง เรีบนรู้ที่จะยอมรับ ความเหนือกว่าของผู้อื่น และเป็นแรงฮึดให้ตัวเองดีขึ้น (อาจจะไม่ได้ดีที่สุด) ก็เป็นการศึกษาอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน

12. ฟุตบอลที่ดี สอนให้เราเป็น “สุภาพบุรุษ” เกมฟุตบอลมีการปะทะ อันเป็นเรื่องปกติ แต่ ฟุตบอลในโรงเรียน จะสอนเสมอๆว่า ฝ่ายหนึ่ง ต้องถามอีกฝ่ายว่า “โอเคไหม” เป็นการแสดงความห่วงใย แม้ว่าเราจะอยู่ฝ่ายตรงข้าม ถ้าเราหนักไปต้อง สุภาพขึน แต่บางครั้งเราโดนปะทะแรงๆ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะ ให้อภัย หรือไม่ก็ หลีกเลี่ยงการปะทะ (ดูตัวอย่าง เมสซี่ โรนัลโด้ ไม่ปริปาก บ่นพร่ำเพรื่อ แต่ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ)

เวลาคุยกับเพื่อนๆที่ เรียนโรงเรียน สายรักบี้ ยิ่งชัดเจนใหญ่ เพราะรักบี้ มีการปะทะกันรุนแรงกว่า อันเป็นการ ดึงความเป็น สุภาพบุรุษของแต่ละคนออกมาให้ โดดเด่นยิ่งกว่าเสียอีก ปะทะกันแรงแค่ไหน ที่สุดจบเกมแล้ว หันมาจับมือกัน คนชนะ เรีบนรู้พัฒนาต่อไป คนแพ้ ไม่เป็นไร ยินดีกับผู้ชนะ แล้วเริ่มต้นเกมใหม่

เป็นมุมมองจากการสังเกตนะครับ ถูกผิดก็ไม่รู้ แค่ลองแชร์มุมมองดูครับ