บอลลีกหลังบอลโลก

15 October 2018
797 VIEWS

หลังเกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ ลีก ที่ลิเวอร์พูล จูงมือเสมอกับแมนฯ ซิตี้ แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น 0-0 เจอร์เก้น คล็อปป์ ถูกนักข่าวยิงคำถามว่าฟุตบอลสไตล์เกเก้นเพรสซิ่งหายไปไหนตลอดทั้่ง 90 นาที

“ถ้านักเตะสดกว่านี้ เกมคงดีกว่านี้ และถ้าอยากให้นักเตะสดกว่านี้ คุณต้องให้เวลาพวกเขาพักนานกว่านี้”

กุนซือหงส์แดงยกเคสจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่พักแค่สองอาทิตย์ ต้องขอกลับมารายงานตัวเข้าแคมป์ซ้อมก่อนออกสตาร์ตฤดูกาลใหม่

คำตอบของคล็อปป์ ฟังเผิน ๆ เหมือนหาข้อแก้ตัว แต่ลองชำเลืองดูชะตากรรมของหลายทีมใหญ่ในยุโรป เป็นไปได้ที่คล็อปป์ คงไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้

บาเยิร์น มิวนิค ก้นกระแทกกับความพ่ายแพ้สองนัดติดในบุนเดสลีกา เก็บแค่แต้มเดียวในสามเกม  หล่นร่วงไปถึงอันดับ 6 บนตารางบุนเดสลีกา

สองมหาอำนาจลูกหนังแห่งลา ลีกา สเปน อย่างบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ฟอร์มแกว่งแข่งกันเป็นลูกตุ้ม บาร์ซ่าไม่ชนะสี่นัดติด ส่วนชุดขาวแพ้ถึง 2 ใน 3  แถมสี่เกมหลังทุกรายการ ทำประตูไม่ได้แม้แต่ลูก

ใครกล้าคิดว่าสามทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ ทั้่งในลีกตัวเองและบนเวทียุโรปตลอดหลายปี มาประสบชะตากรรมคล้ายกันโดยไม่ได้นัดหมาย

สถานการณ์ ปัจจัย หรือสาเหตุ อาจมีที่มาแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันแน่ ๆ คือคำว่า “ฟุตบอลโลก”

มหกรรมลูกหนังที่รัสเซีย อาจปิดฉากไปแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน แต่ร่องรอยของผลกระทบยังคงถูกทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า

ฟุตบอลโลกเป็นทัวร์นาเมนท์ขนาดมหึมา คือความฝันของนักบอลทุกคน ไม่มีใครอยากพลาดเพราะนั่นหมายถึงการต้องรออีกนานถึง 4 ปี

บวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจเอาจริงเพื่อใช้เวทีนี้พิสูจน์ฝีเท้า หรือต้องการยกระดับตัวเองก็ตามที เหมือนที่แฟนผีอาจพูดแกมหลอกด่าว่าไม่เคยเห็นปอล ป็อกบา ซีเรียสขึงขังในสีเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ด เท่ากับตอนรับบทผู้นำทีมฝรั่งเศส

และเป็นธรรมดาที่บรรดาสโมสรใหญ่ มักซ่องสุมขุมกำลังผู้เล่นจากชาติมหาอำนาจที่ถูกคาดหมายว่ามีสิทธ์จะหยิบแชมป์

ร่างกายถูกใช้งานอย่างหนักต่อเนื่อง แทบไม่ได้หยุดพัก จากฤดูกาลก่อน ต่อด้วยฟุตบอลโลก และคิกออฟซีซั่นใหม่ในอีกหนึ่งเดือนถัดมา

ความเครียดสะสมกับการเน้นทั้งแชมป์ลีก-ถ้วยยุโรป มาถึงบอลโลก เหมือนหนังยางที่ถูกยืดจนแตะจุดคราก (yield point) ตามภาษาฟิสิกส์ ถ้าเลยจากนั้น ถ้าไม่ขาดก็ย้วยปวกเปียก กลายเป็นหนังยางที่ใช้ทำอะไรไม่ได้ นอกจากโยนทิ้ง

นี่ไม่ใช่ “ข้อแก้ตัว” แต่มันคือ “fact” ที่จำนนด้วยหลักฐานว่านับตั้งแต่ลูกหนังสโมสรยุโรป เบ่งท้องคลอดลูกชายคนรักสุดหวงแหนชื่อว่า “แชมเปี้ยนส์ ลีก” เมื่อ 26 ปีที่แล้ว

ปรากฏว่าแทบทุกซีซั่นหลังฟุตบอลโลก มักมีอะไรแปลกๆ ให้ฮือฮาในลีกใหญ่

ถามว่าแล้วแชมเปี้ยนส์ ลีก เกี่ยวอะไร? เกี่ยวเพราะเป็นรายการเอาใจเหล่าบิ๊กคลับ ทั้งโอกาสเข้าร่วมมีมากขึ้นจากการเพิ่มโควตา จำนวนแมตช์มากขึ้น อย่างน้อยก็ 6 นัดรอบแบ่งกลุ่ม มิหนำยังมีสิทธิ์แก้ตัวในถ้วยยูโรปา ลีก  และแน่นอน เงินรางวัลล่อใจที่ดึงดูดทุกทีมต้องการเป็นเบอร์หนึ่ง

ง่าย ๆ ว่านับตั้งแต่แชมเปี้ยนส์ ลีก  หลุดจากมดลูกมาเป็นตัวเป็นตน  วงการฟุตบอลระดับสโมสรยุโรป ก็ตะบี้ตะบันเตะแทบตายห่านตายโหง ดังนั้นปีไหนที่มีฟุตบอลโลกมายืนรอต่อคิวในช่วงซัมเมอร์ บรรดานักเตะจึงต้องรีดเหงื่อเพิ่มขึ้น เครียดนานขึ้น

ขณะที่การเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลใหม่หลังหมดบอลโลก ย่อมทำได้น้อยลง

สโมสรใหญ่ที่อุดมไปด้วยนักเตะนานาประเทศ มักได้รับผลกระทบมากกว่าทีมเล็ก ๆ ที่ตัวต่างชาติอาจไม่ได้ตั๋วเข้าร่วมสังฆกรรมด้วยซ้ำไป

สิ่งที่เกิดขึ้น?

ในรอบ 26 ปีหลัง  ทีมแชมป์ลา ลีกา สเปน ในฤดูกาลก่อนฟุตบอลโลก สามารถป้องกันตำแหน่งในซีซั่นต่อมาได้แค่ 2 หน

น่าประหลาดใจกว่านั้นคือแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมัน กับแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี รักษาบัลลังก์ของตัวเองได้เพียงครั้่งเดียวหลังศึกใหญ่อย่างเวิลด์ คัพ

และนั่นเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ปีที่แล้ว ภายหลังบาเยิร์น มิวนิค กับยูเวนตุส ครองอำนาจกลายเป็นทีมที่จมไม่ลง

แต่หนักสุดต้องยกให้พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ เพราะยังไม่เคยมีแชมป์ก่อนบอลโลกทีมไหน กลับมาคว้ามงกุฏได้เลยในปีถัดมา

แปลว่าแมนฯ ซิตี้ จะต้องทำสถิติใหม่ขึ้นอีกอย่างถ้าจะป้องกันแชมป์ให้ได้ในฤดูกาลนี้

ที่สำคัญ แชมป์ลีกใหญ่ในฤดูกาลหลังบอลโลก ปรากฏชื่อแปลก ๆ ให้เห็นอยู่เนือง ๆ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส โผล่มาสร้างประวัติศาสตร์ในฤดูกาลถัดจากศึกยูเอสเอ 94  ขณะที่สตุ๊ตการ์ท สอดแทรกมายกถาดบุนเดสลีกา หลังเยอรมันเป็นเจ้าภาพบอลโลก 2006

ค่อนข้างชัดเจนว่าบรรดาทีมใหญ่มักดร็อปลงจากผลกระทบของฟุตบอลโลก แมนฯ ยูไนเต็ด จัดการทวงแชมป์คืนจากเชลซี หลังแอฟริกาใต้ 2010 ด้วยผลงานแค่ 80 แต้มในฤดูกาล 2010/11 ทั้่งที่มาตราฐานทีมแชมป์ในช่วงนั้น ต้องแตะหรือใกล้เคียง 90 คะแนนถึงพอเห็นโอกาส

ไม่ต้องแปลกใจว่าพอปีต่อมา 2011/12  แม้แต่การทำได้ถึง 89 แต้มของปีศาจแดงก็ยังจบแค่รองแชมป์เท่านั้น

เช่นเดียวกับในลา ลีกา เมื่อเรอัล มาดริด คว้าแชมป์ฤดูกาล 2006/07 โดยมีแค่ 76 คะแนน เมื่อเทียบกับสองปีก่อนหน้า บาร์เซโลน่า กดไป 82 กับ 84 แต้ม

ขณะที่หนึ่งปีให้หลัง มาดริด ป้องกันตำแหน่งด้วยผลงานโดดขึ้นมาถึง 85 คะแนน

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลกระทบจากฟุตบอลโลก และคือเหตุผลว่าทำไม กุนซืออย่างคล็อปป์ หรือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องบริหารทีมอย่างระมัดระวังเพื่อถนอมนักเตะที่กรำศึกลากยาวมาจนข้ามปฏิทิน..