จุด ‘พอดี’ ของคำว่า ‘ความห่วงใย’

โหม่งบอล
1 March 2020
50 VIEWS

จริง ๆ แล้ว “ความพอดี” เป็นเหมือนคำที่เป็นนามธรรม และ หาคำอธิบายได้อยากที่สุดคำหนึ่ง แต่ละคนจะมีความพอดีในจุดที่แตกต่างกันออกไป มากบ้าง น้อยบ้าง แต่เมื่อ ความพอดี ที่ว่า ใช้กับเรื่องของ “ความห่วงใย” การหาจุดพอดีที่ว่า ยิ่งกลายเป็นเรื่องยากกันไปใหญ่ และนี่อาจจะเป็นตัวอย่างที่ยุ่งเหยิงของคำว่า “พอดี” ที่ใช้กับเรื่องของความ “ห่วงใย” และมันเกิดขึ้นในวงการฟุตบอลที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้เสียด้วย

เมื่อปลายเดือนก่อน ราวสัปดาห์สุดท้ายขอเดือน กุมภาพันธ์ สมาคมฟุตบอลของอังกฤษ หรือ เอฟเอ ออกกฎซึ่งเป็นคำสั่งห้ามให้นักเรียนในระดับประถมศึกษา เล่นฟุตบอลโดยใช้ศีรษะ ซึ่งหมายความง่าย ๆ ว่า การโหม่งบอลจะหายไปจากเด็กประถม โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีทั้งในอังกฤษ, ไอร์แลนด์เหนือ และ สก็อตแลนด์ 

สาเหตุที่ เอฟเอ มีคำสั่งในครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากผลการวิจัยฉบับหนึ่ง ซึ่งอ้างอิงความเชื่อมโยงของภาวะสมองเสื่อม และ โรคทางสมองต่อเด็กวัย 12-16 ปี ที่เล่นฟุตบอลโดยใช้ศีรษะมาก่อน ซึ่งเด็กกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสที่จะเติบโตมามีปัญหาทางสมองมากกว่าเด็กทั่ว ๆ ไปราว 2-3 เท่าตัว โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าในวัย 12-16 ปี เป็นวัยที่กระดูกทั่วร่างกายยังไม่หยุดการเจริญเติบโต ทำให้กะโหลกศีรษะของเด็กในวัยนี้ยังไม่แข็งเท่ากับกะโหลกผู้ใหญ่ และแรงกระเทือนจากลูกบอล จะส่งผลไปถึงสมองได้ง่ายกว่า

คำสั่งดังกล่าว มาจากความปรารถนาดีของสมาคมฟุตบอลอังกฤษโดยแท้ แต่มันอาจจะเป็น “ความห่วงใย” ที่มากเกินไป จนพวกเขาหลงลืมอะไรบางอย่าง

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากที่กฎดังกล่าวประกาศใช้ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย ลิเวอร์พูลโฮป ในเมืองลิเวอร์พูลได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าเป็นห่วงชองทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษในอนาคต มีแนวโน้มว่าอันดับโลกของพวกเขาจะตกลงอีกราว 10 อันดับ ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากการเล่นของทีมในแนวรับที่ย่ำแย่ลงเพราะเสียประตูจากลูกกลางอากาศมากขึ้น ขณะเดียวกันทีมบุกก็ทำประตูจากลูกโหม่งได้ลดลงเกือบ 70%

ทีมวิจัยของ ม. ลิเวอร์พูล โฮป เปิดเผยว่าว่าเหตุเป็นเพราะคำสั่งการห้ามเด็กประถมใช้ศีรษะในการเล่นฟุตบอลของ เอฟเอ ที่เพิ่งออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อนนั่นเอง โดยพวกเขาชี้ให้เห็นว่า วัย 12-16 ปี เป็นวัยที่สำคัญในการเรียนรู้และเจริญเติบโต นักเตะที่เก่งจะเริ่มฉายแววในวัยดังกล่าว อันเป็นสาเหตุสืบเนื่องมาจากเป็นช่วงอายุที่เรียนรู้ได้ดีกว่าวัยอื่น ๆ และวัยแห่งการเรียนรู้ดังกล่าว ถือเป็นเวลาทองคำ ที่จะสอนให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ และเวลาดังกล่าวจะหมดลงในวัย 18 ปี

นั่นอธิบายได้ว่า ทำไมแนวโน้มการใช้ลูกศีรษะของนักเตะอังกฤษจะด้อยลงไปมากในอีก 10 ปีข้างหน้า เพราะว่าพวกเขาไม่ได้เรียนรู้มันในช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเรียนรู้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เจค แอชตัน แห่งมหาวิทยาลัย ลิเวอร์พูล โฮป ก็ยอมรับ เขาเห็นด้วยที่จะแบบไม่ให้เด็ก ๆ ต้องไปโหม่งลูกฟุตบอลขนาดมาตรฐาน เพราะนั่นมันส่งผลกับสมองของเด็กวัยเจริญเติบโตจริงตามคำกล่าวอ้างของสมาคมที่เลือกจะแบนการเล่นลูกโหม่ง

แอชตัน เสนอความความเป็นไปได้ใหม่ที่อาจจะช่วยเหลือทีมชาติอังกฤษให้ยังคงเป็นทีมชั้นนำในอนาคตต่อไปได้โดยเชามองว่า เด็ก ๆ ที่จะเอาดีด้านฟุตบอล ควรจะต้องเรียนรู้ทักษะการโหม่งในวัยประถม หากแต่ลูกบอลที่ใช้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงให้เบาลง นิ่มขึ้น และมีวัสดุที่แข็งน้อยลงก็จะช่วยให้เด็ก ๆ ในวัยดังกล่าว เล่นฟุตบอลด้วยศีรษะโดยได้รับผลกระทบน้อยกว่าเดิม

ปัจจุบัน ลูกฟุตบอลมาตรฐานที่ใช้ในการแข่งขันของเด็กวัยนี้ มีตั้งแต่เบอร์ 0-6 ตามแต่รายการ แต่ทุกเบอร์ จะถูกอัดอากาศเข้าไปในลูกอยู่ที่ราว 1.1 แอตโมสเฟียร์ ผู้เชียวชาญจากมหาวิทยาลัยแห่งลิเวอร์พูล ยังเปิดเผยอีกว่า ขนาดลูกฟุตบอลไม่สำคัญ สำคัญที่น้ำหนัก และ พื้นผิว แต่นั่นอาจจะสงผลให้การใช้เท้าสัมผัสลูกแตกต่างออกไป และอาจจะทำให้เด็ก ๆ ไม่ชินเมื่อต้องเปลี่ยนมาเล่นลูกฟุตบอลขนาดมาตรฐานตอนโตแทน

นั่นทำให้เรื่องดังกล่าว ยังหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ แต่ด้วยกฎของ สมาคมฟุตบอลที่ถูกประกาศใช้ออกมาแล้ว นั่นหมายความว่า เด็กในระดับประถมในอังกฤษ จะใช้ศีรษะเล่นฟุตบอลไม่ได้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ระหว่าง ความปลอดภัยจากผลกระทบของการใช้ศีรษะเล่นฟุตบอล แต่มันอาจจะทำให้ที่ยืนในฟุตบอลยุโรปของอังกฤษตกต่ำกว่าเดิม หรือ คุณจะเลือกให้เด็ก ๆ ใช้ศีรษะเล่นฟุตบอลได้ แต่ก็ต้องเสี่ยงกับภาวะทางสมอง

“ความพอดี” ของ “ความห่วงใย” ควรอยู่ตรงไหนดี?