ภาพแรกของพรีเมียร์ลีกในยุค โควิด-19 ที่อาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ย่ำแย่ | by SPORTDesk. Team

18 June 2020
164 VIEWS

2 นัด จากพรีเมียร์ลีก ผ่านไปแล้วอย่างสมบูรณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า พรีเมียร์ลีก กลับมาอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากต้องพักกันไปกว่า 3 เดือน แต่การต่อสู้เพื่อให้ฟุตบอลอังกฤษกลับมาเตะอีกครั้งเหมือนยิ่งใหญ่ และ ยาวนานกว่านั้นมากทีเดียว

สำหรับคนที่ได้ดูเกม คงทั้งรู้สึกคุ้นเคย และ แปลกแยก ไปในเวลาเดียวกัน เพราะมันมีทั้งบางสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง และ บางสิ่งที่เปลี่ยนไป แต่การกลับมาของพรีเมียร์ลีกครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่งดงาม ซึ่งเป็นก้าวสำคัญ ที่จะทำให้มีอีกหลาย ๆ เกมตามมา และนี่คือภาพแรกที่เราเห็น จากเกมทั้ง 2 คู่เมื่อคืนนี้

ของเล่นใหม่ กับความปลอดภัยจากโควิด-19

พรีเมียร์ลีก ประกาศก่อนเกมเตะราว 2 วันว่า จะมีการโชว์หน้าแฟนบอลเจ้าบ้าน ผ่านมอนิเตอร์ในสนาม โดยรวมแล้วเหมือนพวกเขาคัดแฟนบอลมาส่วนหนึ่งราว 16-20 คน ที่เป็นแฟนบอลของทีมเจ้าบ้าน ตัดสลับให้เห็นอาการเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งก็ถือเป็นของเล่นใหม่ที่น่าสนใจ ขณะที่ส่วนของการถ่ายทอดสดก็ยังมีเสียงซาวด์แฟนบอลมาเปิดเป็น Fake Crowd Noise เหมือนเดิม แต่จังหวะการเปิดดีกว่าช่วงแรกของบุนเดสลีกา พอสมควร ทั้งจะหวะเฮ จังหวะโห่ ถือว่าเข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในเกม 

ด้านการรักษาความปลอดภัยจากโควิด-19 ก็ถือว่าเข้มในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่นักเตะ ทั้งการเปลี่ยนลูกบอลและทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ การจัดที่นั่งนักเตะสำรอง หรือการให้น้ำนักเตะในสนามที่ไม่ได้มีขวดน้ำวางไว้ข้างสนามเหมือนกับที่ผ่านมา แต่จะให้นักเตะดื่มน้ำจากกระบอกของแต่ละคนเท่านั้น ขณะที่สตาฟฟ์โค้ช คนอื่น ๆ ก็ต้องใส่หน้ากากขณะที่อยู่ข้างสนามเช่นกัน โดยนี่อาจจะเป็นสิ่งใหม่ในพรีเมียร์ลีก แต่ก็คงไม่ใหม่สำหรับแฟนบอลแล้ว

กิจกรรมต่าง ๆ และกระแสที่ถาโถม

พรีเมียร์ลีก มีการจัดกิจกรรมมากมายในการที่พวกเขากลับมาเตะในครั้งนี้ โดยกิจกรรมทั้งหมดเหมือน ‘โดนยัด’ ไว้ด้วยกันอย่างดูไม่ค่อยจะลงตัวเท่าไหร่ ทั้งการคุกเข่าก่อนเกมเพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมตามกระแส Black Lives Matter และมีการสกรีนเสื้อด้วยคำคำนี้แทนชื่อของนักเตะด้วย แต่พร้อม ๆ กันพวกเขาก็มีการติดสกรีนสีฟ้ารูปหัวใจ เพื่อแสดงความขอบคุณหน่วยงานบริการสาธารณสุขแห่งชาติ พร้อมยืนไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจาก โควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาด้วย

ถึงแม้จะดู ‘เยอะ’ ไปสักนิด แต่มันก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ กับกระแสที่เกิดขึ้น และ ความรุนแรงจากการระบาดของไวรัสเจ้าปัญหาที่ทำให้ชีวิตคนมากมายทั่วโลกต้องเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่นักฟุตบอล ก็เกือบจะไม่ได้กลับลงมาเตะถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น โดยพอฟุตบอลจะกลับมาเตะ ก็มีกระแสเรียกร้องความเท่าเทียมให้คนผิวสีประทุขึ้นอีก ภาพที่ออกมามันก็เลยต้องปน ๆ กันไปแบบนี้แหละ

ความผิดพลาดที่ไม่เคยเห็นและไม่น่าให้เกิดขึ้นอีก

กว่า 900 นัดที่มีการใช้เทคโนโลยี โกลไลน์ มาช่วยในการตัดสินว่าลูกฟุตบอลเข้าประตูหรือไม่ ไม่เคยมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น จนกระทั่งนัดแรกที่พรีเมียร์ลีกกลับมาจากโควิด-19 ก็กลายเป็น ดราม่า ทันที เมื่อประตูที่ควรจะได้ของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไม่ถูกเป่าให้เป็นประตู และมันทำให้พวกเขา พลาดโอกาสแซง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นไปกดดัน เชลซี ทีมอันดับที่ 4 ในเวลาเดียวกัน ซึ่งถือว่าเสียหายมากสำหรับความผิดพลาดในนัดนี้

โดยในเวลาต่อมา ทางผู้จัดการของ โกลไลน์ เทคโนโลยี ก็ออกมาแถลงยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าบอลเข้าประตูไปแล้วอย่างเต็มใบ แต่ทว่าในจังหวะดังกล่าว ลูกบอลดันไปอยู่ตรงจุดบอดของโกลไลน์ ทำให้ไม่มีการแจ้งเตือนไปยังผู้ตัดสิน และพวกเขาสัญญาว่าจะจัดการแก้ปัญหานี้เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก นั่นหมายความว่า เชฟฯ ยูไนเต็ด อาจจะทำได้แค่ก้มหน้าก้มตายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และบอกกับตัวเองว่า “โคตรซวยเลย” ก็เท่านั้น

ภาพที่ไม่คุ้นเคยแต่อาจจะกลายเป็นเรื่องที่คุ้นชิน

การฉลองประตูในพรีเมียร์ลีก แม้จะได้รับอนุญาตจากลีกแล้วให้ทำได้อย่างเต็มที่ แต่ภาพที่เกิดขึ้นยังเป็นการดีใจแบบ “กั๊ก” พอสมควร ทั้งเรื่องของการสวมกอด และ ตีไม้ตีมือกัน แม้จะมีให้เห็น แต่ก็เหมือนนักเตะก็คิดว่าพวกเขาสมควรทำมันไหม ซึ่งภาพแบบนี้ แม้จะเป็นเรื่องใหม่ในพรีเมียร์ลีก แต่เราก็อาจเคยเห็นจากใน ลาลีก และ บุนเดสลีกา มาบ้างแล้ว นั่นรวมถึงการเปลี่ยนตัวด้วยการแตะศอก การใส่หน้ากากอนามัย และ ให้ตัวสำรองขึ้นไปนั่งแยกกันบนอัฒจันทร์ด้วย

แต่ที่เราไม่เห็นมากนักในลีกอื่น ๆ แต่เดียวสักพักก็คงชิน คงหนีไม่พ้นเรื่องการพักดื่มน้ำ ที่อาจจะมาด้วย 2 ปัจจัย คืออากาศที่กำลังเข้าสู่ฤดูร้อนของอังกฤษ และ การรู้ว่านักเตะในลีกของพวกเขามีเวลาซ้อมน้อยกว่าลีกอื่น ๆ (ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อต่อไป) จึงทำให้ต้องมีการแวะดื่มน้ำระหว่างเกมเช่นนี้ และที่แปลกตาอีกอย่าง คือการตกแต่งสนามที่ไม่ได้เพียงปล่อยให้สแตนด์โล่งเหมือนลีกอื่น ๆ ด้วย

ความ “ไม่พร้อม” ที่ชัดเจนจนสังเกตได้

ถ้าใครได้ดูเกมคงเห็นได้ชัดถึงความไม่รู้ใจ ไม่รู้จังหวะ บางทีก็กั๊กกัน บางทีก็ชะลาใจเกินไป และทั้ง 2 คู่ เราจะเห็นนักเตะพยายาม ‘ยืดกล้ามเนื้อ’ บ่อยพอสมควร ทั้งช่วงปลายครึ่งแรก และกลางครึ่งหลัง หลังจากพักเบรกดื่มน้ำเป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีอาการ ‘เดินเล่น’ ของทั้ง 2 ทีม ในช่วงท้ายเกมที่แสดงถึงว่าพวกเขามีอาการ ‘หมด’ เนื่องจากพวกเขากลับมาซ้อมแบบเต็มทีมจริง ๆ ได้ราว 2-3 สัปดาห์ก่อนเตะเท่านั้น

แน่นอน นี่ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง และทุกอย่างจะเข้าที่มากขึ้นในอีกราว 2-3-4 นัดข้างหน้า แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาความฟิตเหล่านี้มันส่งผลถึงคุณภาพเกมทำให้ คุณภาพโดยรวมของฟุตบอลดู ‘ดร็อป’ ลงไปเล็กน้อย ซึ่งในเกมที่จะได้แข่งหลังจากนี้ เราก็หวังว่าจะไม่ใช่ทุกทีมที่มีอาการนี้ หรือ อาจจะเป็นแค่ 4 ทีมนี้ก็ได้ ที่อาจจะฟิตไม่พอเพราะต้องเตะก่อนชาวบ้าน

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีภาพที่ไม่คุ้นเคย หรือ คุณภาพของเกม ยังไม่ได้ยอดเยี่ยมเท่ากับช่วงก่อนโควิด-19 จะระบาด แต่การกลับมาของพรีเมียร์ลีก ยังไงก็ต้องถือเป็นข่าวดี และเป็นเรื่องน่ายินดี ที่เราจะได้ดูฟุตบอลกันอีกครั้ง!