แมตช์แรกในรอบ 94 วันของ ‘ซาร์บรึกเคิน’ ทีมปาฏิหารย์จากดิวิชั่น 4 เมืองไส้กรอก | by ลูกแม่กิ่ง

ดึกคืนนี้มีเกมฟุตบอลถ้วยให้ชมกันครับในรายการเดเอฟเบ โพคาล รอบรองชนะเลิศ และเป็นเกมที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจอยู่หลายอย่าง

อย่างแรกคือหนึ่งในทีมที่ลงสนามคือ เอฟซี ซาร์บรึกเคิน สโมสรในระดับดิวิชั่น 4 ของฟุตบอลเยอรมันซึ่งเป็นลีกระดับสมัครเล่นที่แข่งขันกันตามภูมิภาคต่างๆ แบ่งได้ 5 ภูมิภาคด้วยกัน (ส่วน 3 ดิวิชั่นแรกคือ บุนเดสลีกา, 2.บุนเดสลีกา และ 3.ลีกา) โดยพวกเขาเป็นสโมสรของลีก Südwest หรือทางตะวันตกเฉียงใต้

เรื่องที่น่าสนใจต่อมาคือซาร์บรึกเคินจะต้องเจอกับทีมอย่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ทีมระดับท็อปของบุนเดสลีกา ซึ่งจะเป็นการลงสนามครั้งแรกในรอบ 94 วันของพวกเขานับตั้งแต่ที่ฟุตบอลดิวิชั่น 4 ของเยอรมันถูกพักการแข่งขัน ก่อนจะตัดจบการแข่งขันในเวลาต่อมา

ซาร์บรึกเคิน ใช้เวลา 94 วันนั้นในการกักตัว แม้กระทั่งในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนจะถึงเกมโดยไม่สามารถที่จะทำได้แม้แต่การจัดเกมอุ่นเครื่องเพื่อเคาะสนิม ตรงข้ามกับทีม “ห้างขายยา” ที่กลับมาแข่งบุนเดสลีกาไปแล้ว 5 นัด (แม้ว่านัดล่าสุดจะเมาหมัดโดนบาเยิร์นถล่มยับก็ตาม)

ไม่ต้องบอกก็รู้ครับว่าทีมเล็กๆทีมนี้เสียเปรียบมากแค่ไหน

เคียนซ์ โฟรส เจ้าของสถิติ 4 แอสซิสต์จาก 7 ประตูของซาร์บรึกเคินในรายการเดเอฟเบ โพคาลในฤดูกาลนี้ยอมรับกันแบบซื่อๆว่าพวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะมีความฟิตถึงระดับพอจะลงแข่งไหมในเกมนี้

“ก็ต้องรอจนกว่าจะลงสนามนั่นแหละเราถึงจะได้เห็นว่าเรามีความฟิตไหม” โฟรส นักเตะทีมชาติแคนาดาบอก “เดี๋ยวก็ได้เห็นกันในเกม” 

“ที่ผ่านมาเราเล่นแข่งกันเองในการซ้อม 11 ต่อ 11 แค่นั้น”

แต่ถึงจะเสียเปรียบมหาศาลขนาดไหน สำหรับซาบรุกเคนการที่พวกเขาทะลุเข้ามาถึงรอบนี้ได้เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากแล้ว

เส้นทางของพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นง่ายเหมือนในเกมเอฟเอ คัพ เพราะต้องผ่านการคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในระดับท้องถิ่นอย่าง Saarland Cup ก่อนถึงจะมีสิทธิ์ในการเข้ามาแข่งเดเอฟเบ โพคาล ซึ่ง 6 ปีก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเล่นในฟุตบอลถ้วยเยอรมันเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น

และความจริงก็เกือบจะจบเส้นทางตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้วด้วยเพราะพวกเขาตามหลังทีมระดับดิวิชั่น 2 ยาห์น เรเกินส์เบิร์ก 2-1 โดยเหลือเวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น

แต่สุดท้ายมานูเอล ไซต์ซ ทำประตูตีเสมอได้ ก่อนที่กิลเลียน เยอร์เชอร์จะทำประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บให้ทีมแซงชนะ 3-2 

จากนั้นพวกเขาก็มาสร้างปาฏิหารย์ต่อในแบบเดียวกัน แต่คราวนี้เป็นการเขี่ย “แพะบ้า” โคโลญจน์ สโมสรในระดับบุนเดสลีกาให้ตกรอบด้วยประชัยจากโทเบียส ยานิค

โดยคนที่เป็นเจ้าของแอสซิสต์ในประตูชัยทั้งสองรอบก็คือโฟรสนั่นเอง

ในรอบต่อมาพวกเขาเจอกับคาร์ลสรูห์ อดีตทีมดังในยุค 90 (ใครเกิดทัน “ยอดคนแสนคม” โธมัส เฮสเลอร์บ้าง) เกมจบลงด้วยการเสมอกัน 0-0 ต้องดวลจุดโทษตัดสิน และเป็นดาเนียล บัตซ์ ผู้รักษาประตูที่เป็นฮีโร่พาทีมเข้ารอบด้วยการเซฟจุดโทษได้

และบัตซ์ก็เป็นซูเปอร์ฮีโร่อีกครั้งในรอบต่อมาในการเจอกับทีมจากบุนเดสลีกาอีกหนึ่งทีมคือฟอร์ทูนา ดุสเซิลดอร์ฟ ในเกมที่สุดแสนจะดราม่า

ที่บอกว่าดราม่าเพราะตอนแรกซาร์บรึกเคินทำท่าเหมือนจะเข้ารอบได้เมื่อทำประตูนำ 1-0 จนใกล้จะหมดเวลาแล้ว แต่ดุสเซลดอร์ฟตีเสมอได้จากมัตเธียส ยอร์เกนเซน ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ – ซึ่งคนที่เปิดบอลให้คือฟลอเรียน คาสเทนไมเออร์ ที่ขึ้นมาเล่นลูกเตะมุมด้วยในช่วงวินาทีชี้เป็นชี้ตายของเกม – ทำให้ต้องเล่นช่วงต่อเวลาพิเศษกันต่อ

เกมดวลกันถึงฎีกา และซาร์บรึกเคินก็ใกล้เคียงกับการตกรอบมากเมื่อเสียเปรียบในการดวลจุดโทษถึง 2 ครั้ง แต่สุดท้ายแล้วบัตซ์ก็พาทีมสร้างปาฏิหารย์ด้วยการเซฟจุดโทษถึง 4 ลูกทำให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้แบบสุดเหลือเชื่อ

Opta Stats ถึงกับต้องบันทึกเอาไว้ว่านี่คือผู้รักษาประตูคนแรกนับตั้งแต่มีการใช้ Opta บันทึกสถิติที่เซฟการดวลจุดโทษได้ถึง 4 ลูก! และในระหว่างเกมก็เซฟจุดโทษได้อีกลูกนึงด้วย

หลังจากเกมแห่งปาฏิหารย์นี้ 3 วัน ซาร์บรึกเคินลงสนามคว้าชัยเหนือแอสโตเรีย วัลล์ดอร์ฟได้ 1-0 ในวันที่ 7 มีนาคม – เกมสุดท้ายที่พวกเขาได้ลงสนาม

ก่อนที่ไวรัสโคโรน่าจะหยุดทุกอย่างบนโลก รวมถึงหยุดซาร์บรึกเคินไม่ให้ทำอะไรได้ด้วย

เรื่องน่าเสียดายยังไม่จบแค่นั้น เพราะในเกมนี้แฟนบอลของซาร์บรึกเคินไม่สามารถเข้ามาชมเกมในสนามนอยแบร์เกอร์สตาดิโอน ที่มีความจุ 6,800 คนได้ทั้งๆที่เป็นเกมประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอลที่เก่าแก่แห่งนี้ ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าพวกเขาคือสโมสรเยอรมันทีมแรกที่ลงแข่งในรายการยูโรเปียน คัพ

สำหรับโฟรส ซึ่งจะหมดสัญญากับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ – และนี่อาจเป็นเกมสุดท้ายของเขากับซาร์บรึกเคินด้วย – มันคือเรื่องที่น่าเศร้า

“แฟนๆมีส่วนช่วยมากในเกมนัดล่าสุด มันเป็นโชคร้ายแต่เราก็จำเป็นต้องลงสนามโดยไม่มีพวกเขา”

“มันน่าเสียดายสำหรับแฟนๆ เราคงจะคิดถึงพวกเขา ครอบครัวของผมและเพื่อนๆต่างอยู่เคียงข้างผมตลอดไม่ว่าจะที่หัวหรือหัวใจ และแฟนๆก็เช่นกัน เกมนี้จะไม่มีบรรยากาศแบบนั้น มันจะเหมือนกับเกมซ้อม”

แต่เมื่อถึงคราวต้องลงสนามพวกเขาก็พร้อมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“เรารู้สึกซาบซึ้งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ ได้ลงเล่นในช่วงเวลานี้”

“นี่คือเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของทุกคน”

และพวกเขาจะไม่มีวันลืมเกมนัดนี้อย่างแน่นอน – ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

Miscellaneous

  • ซาร์บรุกเคินไม่เคยคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้เลยนับตั้งแต่เคยเป็นรองแชมป์เยอรมัน 2 สมัยในปี 1943 และ 1952 
  • พวกเขาเคยได้แชมป์ลีกเดอซ์ของฝรั่งเศสในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1949 (แม้ว่าจะไม่ถูกนับว่าเป็นแชมป์เพราะเป็นสโมสรจากเยอรมัน)
  • ทีมแดนใต้นี้เคยเล่นในบุนเดสลีกามาแล้ว 5 ฤดูกาล แต่ครั้งสุดท้ายต้องย้อนไปไกลถึงปี 1993 
  • ซาร์บรึกเคินเคยเป็นตัวแทนเยอรมัน หรือในช่วงเวลานั้นคือตัวแทนของซาร์ลันท์ไปแข่งยูโรเปียน คัพ ครั้งแรกในฤดูกาล 1955-56 แต่ตกรอบแรกด้วยฝีมือเอซี มิลาน