ความกลัวในใจของหลายสโมสรต่อแผนการในการกลับมาของพรีเมียร์ลีก

10 May 2020
52 VIEWS

นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกระงับการแข่งขันอย่างเป็นทางการ มาตั้งแต่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา จากปัญหาการระบาดของ โควิด-19 นับแต่นั้นมา พรีเมียร์ลีก กับ สโมสรสมาชิก ก็เริ่มพูดคุยกันเรื่องการกลับมาเตะอีกครั้งมาเสมอจวบจนปัจจุบัน แต่เมื่ออะไรหลาย ๆ อย่างเริ่มชัดเจนขึ้น และโอกาสที่พรีเมียร์ลีกจะได้กลับมาเตะกันเริ่มมองเห็นกันแล้ว เงาของความขัดแย้งในการตกลงผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวก็เริ่มตามมา และนั่นส่อแววว่าอาจจะทำให้อะไร ๆ ยากขึ้นด้วย

ความขัดแย่งระหว่างสโมสรในพรีเมียร์ลีกที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สร้างความวิตกให้กับหลาย ๆ ทีมที่เป็นสมาชิกในพรีเมียร์ลีก โดยพวกเขากังวลว่าจะส่งผลกระทบทำให้ “โปรเจครีสตาร์ต” ล่าช้าและจะส่งผลสืบเนื่องทำให้ฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกจบช้ากว่าที่ควรจะเป็น แม้หลาย ๆ อย่างจะเริ่มที่จะดูเข้าที่เข้าทางและลงตัวบ้างแล้วในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม

พรีเมียร์ลีก ยังต้องรอไฟเขียวในการให้ฟุตบอลกลับมาเตะกันได้อีกครั้งจากรัฐบาล ซึ่งก็มีความกังวลมาจากหลายฝ่ายว่าฟุตบอลจะทำให้สถานการณ์โควิด-19 ในสหราชอาณาจักรแย่ลงไปกว่าเดิม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ที่อังกฤษมียอดผู้เสียชีวิตเฉลี่ยตลอดสัปดาห์ตกราววันละ 500 คน และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมดกว่า 3 หมื่นคนไปแล้ว โดยยอดผู้ติดเชื้อรวมเกิน 2 แสนคนไปแล้วด้วย

สโมสรในพรีเมียร์ลีก พยายามจะนำฟุตบอลกลับมาให้ได้ภายในวันที่กำหนดคือ 12 มิถุนายน และจะปิดฤดูกาลฟุตบอลอังกฤษ ในเกมนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ในวันที่ 8 สิงหาคม หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการ แต่กระนั้นยังมีความกลัวเกิดขึ้นภายในจิตใจของบรรดาสโมสรสมาชิดในหลาย ๆ เรื่อง และเรื่องสำคัญก็หนีไม่พ้นความปลอดภัย และอาจรวมไปถึงความขัดแย้งในการดำเนินการ ซึ่งทั้งหมดอาจจะส่งผลให้ฤดูกาลที่ควรกลับมา ล่าช้าไปกว่าเดิม และอาจจะทำลายกรอบเวลาที่พวกเขาเคยวางเอาไว้ลงอย่าสิ้นเชิงด้วย

“เราต้องจัดการเรื่องนี้อย่างระมัดระวังว่าเราจะไม่ทำผิดพลาด เพราะว่าถ้าเราพลาดมันอาจจะทำลายชีวิตของเราได้ ราคาของมันคือชีวิต และเราไม่สามารถจ่ายมันด้วยสิ่งนั้นได้” พอล บาร์เบอร์ ผู้บริหารสโมสร ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน กล่าว

นอกจากปัญหาเรื่องความกังวลต่อชีวิตและความปลอดภัยแล้ว สิ่งที่น่าห่วงอีกอย่างคือปัญหาข้อพิพาทที่ไม่มีวี่แววว่าจะตกลงกันได้ง่าย ๆ ในกรณีการใช้สนามกลางแทนการใช้สนามเหย้าของแต่ละทีมเพื่อลดจำนวนการเดินทางและง่ายต่อการควบคุมดูแล ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม และส่งผลถึงความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างมากต่อการแข่งขันที่เหลือ และสโมสรส่วนมใหญ่ที่อยู่ในโซนท้ายตารางอย่างน้อย 6 ทีมก็ไม่พอใจกับแผนนี้

โดยแผนการการใช้สนามกลางราว 10 แห่งที่ว่า ไม่ใช่ไอเดียของพรีเมียร์ลีกโดยตรง แต่เป็นแนวคิดการเสนอร่วมกันของตำรวจ และ หน่วยงานสาธารณสุข ซึ่งหมายความว่า แนวคิดนี้มีโอกาสสูงมากที่ถ้าถูกเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจะถูกเห็นชอบ และให้ฟุตบอลเตะได้ในสนามกลางหากมีทั้งตำรวจ และ หน่วยงานสาธารณสุขยืนยันร่วมกัน ซึ่งข้อพิพาทนี้น่าจะไม่จบลงง่าย ๆ และอาจจะทำให้เวลาในการเริ่มต้นฤดูกาลอีกครั้งต้องเลื่อนออกไป

ยังมีความไม่ลงรอยกันในแง่เรื่องสนามกลางอีกหลายอย่าง ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับความปลอดภัย และ ฝ่ายที่ไม่เห็นความจำเป็นในเรื่องดังกล่าว

เจ้าของสโมสรแห่งหนึ่งกล่าวว่า “ผมมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบสุขภาพต่อลูกจ้างของผม เราไม่สามารถส่งเขาไปเล่นโดยที่ยังไม่แน่ใจเรื่องความปลอดภัยได้อย่างแน่นอน”

แต่ขณะเดียวกันทีมแพทย์ของอีกสโมสรเชื่อว่า “ไม่มีทางเลือกไหนที่ไม่มีความเสี่ยง ทุกคนลังเลที่จะพูดเรื่องนี้ออกไป แต่ในบางครั้งเราก็จำเป็นต้องยอมรับมัน”

ถึงแม้จะมีการแจ้งจากตำรวจว่าการใช้สนามกลาง ง่ายต่อการรักษาความปลอดภัย ควบคุมด้านการฆ่าเชื้อ รวมไปถึงสุขอนามัย และพรีเมียร์ลีกก็อาจจะออกมายืนยันว่า การไม่มีแฟนบอลในสนามไม่ได้สร้างความได้เปรียบที่แตกต่างกันเพราะการไม่มีผู้เล่นคนที่ 12 ออกมาหนุนฝั่งเจ้าบ้าน แต่ในความเป็นจริง สโมสรที่คัดค้านเรื่องสนามกลางก็ยืนยันว่า การได้เล่นในบ้านของพวกเขาเองมันมีความสำคัญกว่านั้น

นอกจากความคุ้นชินสนาม เรื่องของไลน์หญ้า พื้นที่นุ่มไม่เท่ากัน, หญ้าสั้น-ยาว ต่างกัน เขตทุ่มจากขอบสนาม ทั้งหมดทั้งมวลล้วนสร้างความแตกต่างในเกมได้ทั้งนั้น ขณะที่ทีมแพทย์บางส่วนยันยืนยันว่า การได้เล่นในสนามที่คุ้นชินจะทำให้นักเตะมีโอกาสที่จะบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ได้น้อยกว่าด้วย แต่เหตุผลด้านสุขอนามัย ก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน 

เส้นตายของ ยูฟ่า ที่ขีดไว้ให้ลีกต่าง ๆ ในยุโรปต้องตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน อยู่ที่วันที่ 25 พฤษภาคม หรือราว 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเป็นเวลาที่กระชั้นชิด แม้พรีเมียร์ลีก จะบอกว่าพวกเขาจะเดินหน้าต่อแน่นอน แต่ความขัดแย้งจากความกลัวในหลาย ๆ อย่างยังน่าเป็นห่วง

นอกเหนือจากเรื่องสนามกลางที่เป็นข้อพิพาทหลักระหว่างสโมสรที่เห็นไม่ตรงกัน ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเผชิญหน้าระหว่างสโมสรกับนักเตะ ที่เพิ่งเป็นประเด็นในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการลงชื่อในแนวทางรักษาความปลอดภัยของสุขภาพ ซึ่งนักเตะเองก็เป็นกังวลว่าการลงชื่อดังกล่าว จะทำให้พวกเขา “โดนเท” ถ้าตรวจพบว่าติดโควิด-19 เพราะสัญญาดังกล่าวยังไม่มีความแน่นอนในหลาย ๆ เรื่อง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเรื่องการประกันชีวิตและสุขภาพสำหรับเจ้าหน้าที่สโมสร และทีมงานแพทย์รวมถึงผู้เล่น ที่มาพร้อมกับคำถามว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากแผนการผิดพลาดและผู้เล่นหรือสมาชิกในครอบครัวมีอาการรุนแรงถึงกับต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วนและเข้มข้น หรือหากพวกเขาต้องตาย 

คำถามทั้งหมดนั้นยังเป็นคำถามที่เหล่านักเตะ และทีมงานยังไม่ได้คำตอบที่พวกเขาต้องการ ถึงแม้ว่าจะต้องการกลับมาลงสนามมากมายแค่ไหน ถ้ายังไม่มีความชัดเจน และ แน่นอนในเรื่องดังกล่าว ก็น่าคิดว่าจะมีสักกี่คนที่จะยอมเสี่ยงกลับมาเล่นฟุตบอลทั้งที่ยังไม่มีหลักประกันใด ๆ

ทั้งหมดนั้น ล้วนแต่เป็นปัญหาที่อาจจะทำให้พรีเมียร์ลีกกลับมาเตะกันได้ช้ากว่ากว่ากำหนดทั้งสิ้น ทั้งหมดนั้นจะต้องถูกแก้ไขภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อที่พรีเมียร์ลีก จะสามารถรายงานต่อ ยูฟ่า ได้ถึงความชัดเจนในเกมอีก 92 นัดที่พวกเขาค้างคาอยู่

ซึ่งดูแล้ว…เป็นงานหนักเหลือเกิน