Fasten seatbelts

​ผมชอบข้อความพิเศษของ คล็อปป์ ที่ฝากให้เดอะ ค็อป ในช่วงก่อนเกมกับ บอร์นมัธ มากครับ

​ข้อความดังกล่าวมีว่า “Fasten the seatbelts and let’s go”

​“กรุณารัดเข็มขัด เราจะลุยกันแล้ว!”

​เหล่าเดอะ ค็อป ต่างรู้กันก่อนเกมกับบอร์นมัธ ว่าลิเวอร์พูลจำเป็นจะต้องเก็บ 3 คะแนนเต็มให้ได้ หากไม่อยากให้ความหวังในการล่าแชมป์และทุกสิ่งที่พยายามทำร่วมกันมาตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาลสูญเปล่า

​เพราะตลอดรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาคือช่วง 7 วันของความกดดัน มีคำถามเกิดขึ้นมากมายเกี่ยวกับโอกาสในการลุ้นแชมป์แบบจริงจังครั้งแรกในรอบ 5 ปีของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล – หรือเอาจริงอาจจะเป็นการลุ้นหนักมากที่สุดในรอบ 29 ปีด้วยซ้ำไป

​ประเด็นเรื่อง “ความกดดัน”​ เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงเยอะ ด้วยความที่นักเตะลิเวอร์พูลชุดปัจจุบันมีเพียงไม่กี่คนที่มีประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์ ผู้เล่นที่หลงเหลือจากฤดูกาล 2013/14 ที่น่าเหลือเชื่อก็มีเพียงจอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์, ซิมง มิโญเลต์​ เท่านั้น

​นอกเหนือจากนั้นคือนักเตะที่เคยมีประสบการณ์กับทีมอื่นอย่างเจมส์ มิลเนอร์ และฟาบินโญ่

​หมดแล้ว

​นั่นทำให้ผลงานการเสมอรวด 2 นัดจนทำให้เสียสถานะจ่าฝูงไปให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทั้งเก่ง แกร่ง และเก๋ากว่า จึงมีการพูดถึงเรื่องความกดดัน ความสามารถในการทนทานต่อแรงเสียดสี การตั้งสติไม่ให้ประสาทรับประทาน เรื่อยไปจนถึงขุมกำลัง และแท็คติกส์การเล่น

​ทุกอย่างถูกนำมาวิเคราะห์และตีความกันได้อย่างสนุกสนาน

​อย่างไรก็ดีสำหรับ เยอร์เก้น คล็อปป์ ทุกครั้งที่ถูกถามเรื่องพวกนี้เขายืนยันว่าเขาไม่มีปัญหาสำหรับการรับมือกับความกดดัน

​แน่นอนเขาหมายถึงทีมของเขาด้วย

​ตลอดมาเรารู้ว่าคล็อปป์ เป็นโค้ชที่มีความมั่นคงสูง เขาไม่หวั่นไหวไปกับอะไรง่ายๆโดยเฉพาะหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน

​อยู่ที่เราจะเชื่อหรือไม่แค่นั้นครับ ซึ่งคล็อปป์ ไม่ได้คิดจะง้อให้เชื่อด้วยถ้อยคำ

​แต่เขามักจะทำให้ทุกคนเชื่อด้วยการกระทำ

​90 นาทีที่แอนฟิลด์ที่เพิ่งผ่านไป ถึงจะไม่ใช่ฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดแต่ก็ดีมากพอที่จะปัดเป่าเมฆสีเทาและฝุ่นควันให้พ้นไปได้อย่างง่ายดาย

​เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เดอะ ค็อป ได้เห็นลิเวอร์พูลที่เล่นในแบบเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ในระบบการเล่น 4-3-3 ที่ดูเหมือนจะไม่ตอบโจทย์ในช่วงก่อนหน้านี้ แต่สำหรับเกมกับบอร์นมัธ ระบบนี้กลับมาปลดปล่อยหลายสิ่งหลายอย่างออก

​จริงอยู่ที่ “เดอะ เชอร์รีส์” ของเอ็ดดี้ ฮาว ไม่ได้แข็งแกร่งนักในเกมรับ และมักแพ้ทางยามมาเจอทีมที่เล่นฟุตบอลภาคพื้นได้เหนือกว่าอย่างลิเวอร์พูลร่ำไป ไม่นับเรื่องอาการบาดเจ็บของผู้เล่นตัวหลักหลายรายเพียงแต่หากมองใน 20 นาทีแรกจะเห็นได้ว่าพวกเขาก็สร้างปัญหาให้ลิเวอร์พูลได้ไม่น้อย

​เพียงแต่หลังประตูนำแบบมีโชคช่วยอีกครั้งของ ซาดิโอ มาเน่ – ผู้ที่กลับมาเงียบๆทำ 4 ประตูใน 4 เกมติดต่อกันเป็นครั้งแรก จะเห็นได้ว่าลิเวอร์พูลเล่นด้วยความผ่อนคลายขึ้น และพยายามที่จะทำในสิ่งที่เคยทำและไม่ได้ทำมานาน

​เพียงแต่ไม่มีคำว่าประมาทเหมือน 2 เกมที่ผ่านมาที่นำก่อนแต่จบลงด้วยความผิดหวัง

​แม้กระทั่งในช่วงที่ จินี ไวจ์นาลดุม – ที่หายกลับมาเติมพลังไดนามิคในแดนกลางของสนาม และพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญของเขาที่ขาดไม่ได้ในระบบการเล่นของคล็อปป์ – ยิงประตู 2-0 ให้ทีมอย่างเหนือชั้น

​คล็อปป์ ไม่ได้ดีใจมากมายอะไร ในทางตรงกันข้ามสีหน้าของเขายังเรียบนิ่งและตะโกนสั่งการลูกทีมต่อไป

​มันแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของคล็อปป์ในเกมนี้ เขาต้องการทำ “จ็อบ” ที่เขาตั้งเป้าเอาไว้ให้ได้ และจะไม่มีโอนอ่อนผ่อนตามเงื่อนไขใดๆแม้แต่นิดเดียว

​กระทั่ง โม ซาล่าห์ ทำประตูที่ 3 ให้ลิเวอร์พูลนำห่าง 3-0 ในช่วงต้นครึ่งหลังเท่านั้นที่รอยยิ้มกลับมาสู่ใบหน้าของ The Boss และตามมาด้วยการแสดงออกถึงความสะใจสุดๆที่ทำงานที่ตั้งใจได้สำเร็จเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย

​ความจริงลิเวอร์พูลน่าจะชนะขาดได้มากกว่าแค่ 3 ประตู ซึ่งน่าเสียดายแทนโอกาสที่ทิ้งขว้างไปของหลายต่อหลายคน โดยเฉพาะลูกยิงชนคานของ โม ซาล่าห์ และลูกหลุดเดี่ยวของ บ็อบบี้ เฟียร์มิโน่ ที่ควรทำได้ดีกว่านี้มาก

​ไม่มีใครรู้ว่าโอกาสที่ทิ้งขว้างในเกมนี้จะตามมาหลอกหลอนหรือไม่ในช่วงปลายฤดูกาล หากต้องตัดสินกันด้วยภาพถ่ายด้วยจำนวนประตูได้เสีย

​อย่างไรก็ดี ลิเวอร์พูล ได้แสดงออกให้เห็นว่าพวกเขาไม่คิดยอมแพ้ต่อความหวังครั้งนี้อย่างง่ายๆตั้งแต่ตรงนี้

​มันเป็นการประกาศเปิดศึกกับซิตี้อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปว่าจากนี้เราคงจะต้องลุ้นหนักและเหนื่อยกันไปจนกว่าจะจบฤดูกาล

​สิ่งที่น่าสนใจนั้นอย่างที่บอก “หงส์แดง”​ ดูจะกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งในระบบเก่าของพวกเขา

​เราได้เห็นเกมสวนกลับเร็วที่อันตรายอย่างมาก เราได้เห็นเกมเพรสซิ่งสูงที่ไม่ได้เห็นมานาน

​และที่สำคัญคือเราได้เห็น โม​ ซาล่าห์ ที่กลับมาเป็นตัวอันตรายอย่างมาก

​การกลับไปยืนตำแหน่งริมเส้นทางขวาเป็นการปลดปล่อยซาล่าห์ให้มีอิสระ ไม่ต้องถูกประกบตายจากคู่แข่ง นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้นด้วยการลงไปรับบอลที่แนวลึก ไปอยู่ในบริเวณ half-space ได้ใช้ความเร็ว ความคล่องตัวสร้างความปั่นป่วนชวนเวียนหัวให้แนวรับคู่แข่ง

​ต่อให้ไม่ตั้งใจก็สัมผัสถึงความรู้สึกว่า ซาล่าห์ ที่เห็นใน 45 นาทีหลังของเกมเมื่อคืน ชวนให้คิดถึงซาล่าห์ในช่วง 3-4 เดือนสุดท้ายของฤดูกาลที่แล้ว

​อีกหลายคนก็ทำผลงานได้ดีไม่แตกต่าง ไม่ว่าจะฟาบินโญ่, เจมส์มิลเนอร์ หรือแม้แต่ นาบี เกอิต้า ที่เริ่มต้นได้น่าส่ายหัว แต่เล่นไปเล่นมาต้องผงกหัวยอมรับ

​เกมรับอาจจะมีอาการรวนและป่วนปั่นบ้าง แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขารักษาคลีนชีทได้อีกครั้ง หลังมีปัญหาเสียประตูง่ายและมากมายในช่วงก่อนหน้านี้

​ระยะทางเหลืออีก 12 นัดให้เดินทาง

​รถซิ่งสีแดงคันนี้จะวิ่งเร็ว แรงและหวาดเสียวอย่างมากหลังจากนี้เพราะต้องแข่งกับรถสปอร์ตสุดหรูสีฟ้าที่วิ่งเร็วและขับดีเหลือเกิน

​กรุณารัดเข็มขัดให้แน่น เราจะซิ่งไปด้วยกัน!


RELATED POSTS

Thought

เยอรมัน ล้มเพื่อลุก

มาริโน่

หลายคนยังขยี้ตา หยิกเนื้อตัวเองอยู่เลยว่าฝันไปหรือเปล่า เยอรมันตกรอบแรกฟุตบอลโลก เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้วถึง80 ปี

Story

สตรีมมิ่ง 2,026 ปี

Mr.BOSTON

ใช่ครับ กว่า “พันล้านนาที!” ไปแล้ว ครับ “พันล้านนาที!!!” ที่มีการรับชมฟุตบอลโลกคราวนี้ ผ่านไลฟ์สตรีม นับเฉพาะของทาง เทเลมุนโด้ บริษัทลูกของคอมคาสต์ ในเครือ NBC ของสหรัฐอเมริกา และนี่เป็นข้อมูลที่นับถึงวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมาเท่านั้น

Thought

ลาปอร์ต ของเสียหรือเสียของ

มาริโน่

มีบทความในเดลี่ เมล เรื่องของอายเมริค ลาปอร์ต กองหลังเบอร์หนึ่งทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ น่าสนใจพอ ๆ กับน่าแปลกใจ ผมเองไม่เคยสังเกตว่านักเตะรายนี้ แม้อายุ 24 แล้ว จะเบญเพสเดือนพฤษภาคมหน้า และทั้งที่เป็นตัวหลักในทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งกำลังนำจ่าฝูงพรีเมียร์ ลีก ด้วยการอยู่ในสนามครบทุกนาที ไม่เคยถูกเปลี่ยนออก